ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 172 ความมั่งคั่งชวนให้หลงใหล
การที่ตระกูลใหญ่ต้อนรับแขกและปฏิสัมพันธ์กับผู้คนนั้น มักจะทำให้สามัญชนหาข้อผิดพลาดมิได้เสมอมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตระกูลติงที่ยกย่องตนเองว่าเป็นตระกูลที่ยึดมั่นในหลักการเพาะปลูกและการศึกษา แม้จะมิได้ชื่นชอบผู้มาเยือนเพียงใดก็ยังคงต้องต้อนรับขับสู้อย่างมีมารยาท เชิญให้เข้าประตูมานั่งพักสักครา
หลังจากได้พบเห็นความดูแคลนของตระกูลมั่งคั่งที่มีต่อชาวบ้านยากจนมามากในเรือนของฝานซิ่วไฉ หลิวจี้จึงรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติ
เมื่อคิดถึงคำบอกเล่าของฉินเหยาและติงเซียงที่กล่าวว่า ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลติงนั้นเป็นคนที่รับมือได้ยากก็ให้รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าพวกนางคาดเดาผิดไปแล้ว
ดูเถิด ฮูหยินผู้เฒ่าช่างอารีนัก ต่อให้เป็นเพียงชาวบ้านจากชนบทอย่างพวกเขา ยังให้คนดูแลออกมาต้อนรับด้วยมารยาทอันดี เชิญให้เข้าไปนั่งพักที่เรือนรับรอง บอกว่า ฮูหยินผู้เฒ่ากำลังพักผ่อนอยู่ เมื่อท่านตื่นแล้วจะมาเรียกให้เข้าพบ
ภายในห้องมีการเติมถ่านร้อนและตั้งเตาเครื่องหอม กลิ่นจันทน์หอมอ่อนๆ ลอยอบอวลไปทั่วห้อง ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างยิ่ง
ยังมีขนมและน้ำชามาให้ บอกให้พวกเขากินตามสบาย
มีสาวใช้นางหนึ่งกับบ่าวเฒ่าอีกนางหนึ่งยืนอยู่ที่มุมห้องพร้อมรับคำสั่งตลอดเวลา ส่งยิ้มให้เป็นครั้งคราว ชำเลืองมองดูว่ามีใครต้องการสิ่งใดหรือไม่
หลิวจี้ประสานมือขึ้นคารวะทั้งสองนางอย่างสุภาพ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้กลมที่ปูด้วยผ้าปักลวดลายอย่างเรียบร้อย
หาได้สังเกตไม่ว่า สาวใช้กับบ่าวเฒ่าต่างเผยแววประหลาดใจออกมาแวบหนึ่ง ก่อนจะใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก แอบหัวเราะเบาๆ
ไหนว่าเป็นผู้มีการศึกษา เหตุใดจึงคารวะพวกเขาที่เป็นบ่าวไพร่เยี่ยงนี้
ตอนนี้ดูแล้วคงมิแคล้วเป็นเพียงชาวบ้านจากชนบทที่เลียนแบบผู้มีการศึกษาแต่กลับเผยพิรุธออกมามากกว่า เสื้อคลุมผ้าฝ้ายที่สวมใส่ยังมีรอยเปื้อนโคลนอยู่ จะมิให้เป็นที่ขบขันได้อย่างไรเล่า
แต่ถึงจะหัวเราะอยู่ในใจ บุรุษผู้นี้กลับรูปงามนัก สาวใช้และบ่าวเฒ่าอดมิได้ที่จะลอบมองอยู่บ่อยครั้ง
เมื่อนางทั้งสองแอบมองนานเข้าจนอีกฝ่ายรู้สึกตัวก็รีบโค้งคำนับแสดงความเคารพ พร้อมเอ่ยถามว่ามีสิ่งใดให้รับใช้หรือไม่
นางทั้งสองต่างปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างดี มิให้ฝ่ายตรงข้ามจับพิรุธได้หรือรู้สึกกระอักกระอ่วน
เขาหันไปมองฉินเหยาหลายครั้งก็พบว่านางจิบชาอย่างสงบเยือกเย็นดั่งขุนเขา ราวกับมิได้ใส่ใจสายตาของผู้คนรอบข้างแม้แต่น้อย
ท่าทีของนางเช่นนี้กลับทำให้เขาดูใจแคบลงไปถนัดตา หลิวจี้รู้สึกขุ่นเคืองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทำใจยอมรับ เอาเถอะ มีอะไรควรกินก็กิน มีอะไรควรดื่มก็ดื่ม
สุดท้ายน้ำชาถูกดื่มไปหนึ่งกา ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยังไม่ตื่น แต่เขากลับเริ่มอึดอัดเพราะปวดปัสสาวะเสียแล้ว
“ขอถามว่าห้องสุขาอยู่ที่ใดหรือ” หลิวจี้เอ่ยถามหญิงรับใช้ทั้งสองด้วยท่าทีขวยเขิน
สาวใช้กับบ่าวเฒ่าสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนที่บ่าวเฒ่าจะก้าวออกมาและทำท่าผายมือเชื้อเชิญ “คุณชาย เชิญทางนี้”
หลิวจี้กล่าวกับฉินเหยาเพียงคำหนึ่ง ก่อนจะเดินตามบ่าวเฒ่าออกจากเรือนรับรองไปอย่างช้าๆ
ตลอดทางที่เดินผ่าน เขาจึงได้มีโอกาสเห็นว่าตระกูลมั่งคั่งนั้นเป็นเช่นไร
ลานเรือนขนาดใหญ่ที่แบ่งเป็นสามส่วน เพียงแค่สวนดอกไม้เล็กๆ ก็ยังใหญ่กว่าเรือนของเขาทั้งหลัง พื้นปูด้วยหินสีมรกต อีกทั้งยังใช้ก้อนกรวดแม่น้ำเรียงเป็นลวดลาย
เรือนไม้ทั้งหลังถูกทาด้วยสีเข้ม หน้าต่างปิดทับด้วยกระดาษบาง เมื่อแสงลอดผ่าน ทำให้ภายในห้องสว่างไสว
ไม่เหมือนบ้านของเขา ที่ไม่อาจซื้อกระดาษมาปิดหน้าต่างได้ เพราะหน้าต่างมีสองชั้น ชั้นในเป็นบานไม้ระแนง ส่วนชั้นนอกเป็นแผ่นไม้ทึบทั้งแผ่น เมื่อต้องกันลมหรือฝนจึงต้องปิดแผ่นไม้นั้น ทำให้แสงส่องเข้ามามิได้เลย ในวันที่ฝนตกหรือหิมะโปรย บ้านของเขามักจะมืดครึ้มเสมอ
ที่สำคัญที่สุดคือ ภายในเรือนของตระกูลนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องหอมชนิดต่างๆ ไม่มีแม้แต่กลิ่นมูลไก่หรือมูลม้าให้ได้กลิ่นเลยสักนิด
บ่าวเฒ่าหยุดยืนอยู่หน้าห้องที่มีประตูทรงขวดน้ำเต้า หลิวจี้ขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย “นี่เป็นห้องของคุณชายท่านใดในเรือนนี้หรือ”
ห้องนี้กว้างขวางนัก ใหญ่กว่าห้องเล็กๆ ของเขาถึงสี่ห้าเท่า
แต่ทันทีที่คำพูดจบลงก็เห็นบ่าวเฒ่ามองเขาด้วยสายตาประหลาด ก่อนจะกล่าวตอบอย่างกระอักกระอ่วน
“นี่เป็นห้องสุขาของเหล่าบ่าวไพร่ในเรือนนี้ คุณชายเชิญเถิด ข้าจะยืนรอท่านอยู่ข้างนอก”
หลิวจี้รู้สึกว่ามีเพลิงร้อนพวยพุ่งขึ้นมาบนใบหน้าทันที รีบยกชายเสื้อเดินเข้าไปในห้องสุขาที่ใหญ่กว่าห้องของเขาถึงสี่ห้าเท่าอย่างไม่รีรอ
จนกระทั่งภายในห้องได้กลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของห้องสุขา เขาถึงรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง
หลังจากล้างมือเรียบร้อย ระหว่างเดินกลับไปกับบ่าวเฒ่า หลิวจี้มิกล้าเอ่ยสิ่งใดโดยง่าย เพียงกวาดตามองรอบด้านอีกครั้ง ในใจรู้สึกทึ่งกับความมั่งคั่งของตระกูลติงอยู่หลายครา
แท้จริงแล้วก็เพียงต้องการให้มีผู้ร่วมแสดงท่าทีตกตะลึงเช่นเดียวกันกับเขา
คาดไม่ถึงว่า ฉินเหยากลับมิได้เปลี่ยนสีหน้าแม้แต่น้อย เพียงส่งเสียงตอบรับเบาๆ ว่าอ้อเท่านั้น
เพียงแค่อ้อเท่านั้น! หลิวจี้อ้าปากค้าง มันไม่ทำให้เจ้าในฐานะหญิงบ้านนอกตกตะลึงบ้างเลยหรือ
ฉินเหยาเห็นสีหน้าของเขาที่เต็มไปด้วยความคับข้องใจจึงกลั้นหัวเราะไม่อยู่ พลันหลุดเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ “ข้าดื่มน้ำชาจนพอแล้ว เจ้าเล่า?”
หลิวจี้ชะงักไปครู่หนึ่ง นี่หมายความว่าอย่างไร
แต่ยังคงเอ่ยขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมาเสียงเบาๆ อย่างแปลกใจ “ฮูหยินผู้เฒ่าท่านนี้ช่างหลับเก่งยิ่งนัก ผ่านมาครึ่งชั่วยามแล้ว”
เมื่อกล่าวจบ เขาที่เชี่ยวชาญในการสังเกตสีหน้าท่าทางของผู้คนก็รู้สึกตัวขึ้นมาทันทีว่า ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลติงนั้นอาจมิใช่คนที่มีเมตตาและสุภาพอย่างที่ตนคิด
ก่อนหน้านี้เพียงเพราะถูกความมั่งคั่งของตระกูลติงบดบังสายตาจนรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ บัดนี้สมควรต้องตื่นขึ้นมาได้แล้ว
หลิวจี้ยื่นมือไปทางฉินเหยา “เจ้าส่งตำรับนั้นให้ข้าที”
ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้าทำได้แน่หรือ”
“เมียจ๋าไม่ชอบข้องเกี่ยวกับเรื่องสกปรก เช่นนั้นให้ข้าจัดการเองเถิด” หลิวจี้ยิ้มแห้ง เขารู้สถานะของตนเองดี หญิงอำมหิตเช่นนางไหนเลยจะพาเขามาด้วยโดยไร้เหตุผล? แน่นอนว่านางต้องการใช้ประโยชน์จากเขา
น้อยครั้งนักที่ฉินเหยาจะเผยรอยยิ้มพึงพอใจให้เขา ก่อนจะหยิบแผ่นตำรับสบู่ที่จดลอกไว้จากอกเสื้อส่งให้หลิวจี้
หลิวจี้ขอเงินอีกยี่สิบเหรียญจากนาง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยังประตูห้องโถง
สาวใช้เห็นเช่นนั้นก็รีบก้าวเข้ามาถามไถ่ว่าเขาต้องการสิ่งใด หากบอกพวกนาง พวกนางสามารถไปทำแทนได้
หลิวจี้ปฏิเสธอย่างสุภาพในตอนแรก บอกว่าตนมีของดีจะมอบให้ฮูหยินผู้เฒ่า หากมอบให้ด้วยตนเองถึงจะเป็นการแสดงความจริงใจ
สาวใช้ถึงกับร้อนรนขึ้นมา บ่าวเฒ่าเห็นว่านางควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ จึงรีบก้าวขึ้นมาช่วยอธิบายต่างๆ นานา ไม่ว่าพูดไปมาอย่างไร จุดประสงค์ก็คือไม่ให้หลิวจี้ไปพบกับฮูหยินผู้เฒ่าโดยตรง
เมื่อถึงจุดนี้ หลิวจี้ก็แสดงท่าทีว่าอย่างไรก็ต้องพบให้ได้ ก่อนจะเปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลัน ทำราวกับว่าหากพวกนางไม่ช่วย เขาจะพุ่งไปหาฮูหยินผู้เฒ่าด้วยตนเองให้รู้แล้วรู้รอด เขาอาศัยจังหวะนั้น แอบยัดเงินสิบเหรียญลงในฝ่ามือของบ่าวเฒ่าพร้อมกับยื่นตำรับสบู่ให้
บ่าวเฒ่าท่องตำราไม่ออก รู้เพียงว่ามันเป็นแผ่นกระดาษ และมีเนื้อหาสำคัญอยู่บนนั้น ด้วยกลัวว่าหลิวจี้จะก่อเรื่องขึ้นมาจริงๆ นางจึงกัดฟันข่มอารมณ์ไว้ ยอมถือของเดินออกจากห้องรับรองเพื่อไปส่งของแทนเขา
แต่เหรียญที่ได้รับมา นางไม่คืนแม้แต่เหรียญเดียว ซ้ำยังแอบยิ้มอย่างพอใจ ก่อนเก็บเข้าถุงเงินของตน
สาวใช้ยืนมองหลิวจี้ด้วยดวงตากลมโตแจ่มใส พอหลิวจี้รู้ตัวและหันไปมองกลับ แสงจากภายนอกก็สาดกระทบใบหน้าของเขาพอดี ใบหน้าที่หล่อเหลาเกินไปทำให้สาวใช้เผลอตกตะลึงไปชั่วขณะ เมื่อรู้สึกตัวจึงรีบก้มหน้าหลบตาทันที
หลิวจี้จับมือนางขึ้นมา วางเหรียญเงินทีละเหรียญๆ ลงบนฝ่ามือนางจนครบห้าเหรียญ จากนั้นจึงค่อยๆ ประกบมือนางให้กำเหรียญไว้ ก่อนจะปล่อยมือและยิ้มบางๆ “ต้องขอรบกวนพี่สาวแล้ว”
จากนั้นจึงหันหลังกลับ ยืนอยู่ด้านหลังเมียจ๋าของตนอย่างสำรวม มือไพล่หลังรอคอย
ฉินเหยามองเขาเก็บเงินห้าเหวินไปเช่นนั้น
สาวใช้ที่ก่อนหน้านี้เอาแต่มองดูพวกเขาอย่างสนุกสนาน ในตอนนี้กลับมีท่าทีรู้ความขึ้น นางก้าวเข้ามารินน้ำชาให้ทั้งสองพร้อมบอกว่า “ฮูหยินผู้เฒ่าตื่นในช่วงเวลานี้ทุกวัน อีกไม่นานก็จะได้พบแล้วเจ้าค่ะ”
………………..