ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 189 ดำเนินการละเว้นค่าเล่าเรียนสองปีเต็ม
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 189 ดำเนินการละเว้นค่าเล่าเรียนสองปีเต็ม
ศาลบรรพชนที่เคยเงียบสงบ บัดนี้กลับกลายเป็นตลาดสดที่เต็มไปด้วยเสียงอึกทึก ผู้ใหญ่บ้านกล่าวด้วยความไม่สบอารมณ์ว่า
“พวกเจ้าจะเอะอะอะไรกันนัก! คนพวกนี้ช่างไร้ความอดทนสิ้นดี แบบนี้แล้วคิดจะคว้าโชควาสนาอันยิ่งใหญ่ได้งั้นรึ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฝูงชนจึงเงียบลงเล็กน้อย พึมพำกันเบาๆ “เช่นนั้นท่านก็รีบพูดเถิด ว่าโชควาสนาอันยิ่งใหญ่ที่ว่าคืออะไรกันแน่? เหตุใดจึงสามารถยกเว้นค่าเล่าเรียนได้? แล้วเป็นค่าเล่าเรียนอะไรกัน?”
ผู้ใหญ่บ้านตบเอกสารลงบนโต๊ะ เยี่ยม เอกสารเมื่อครู่ที่อ่านไปเสียแรงเปล่าเสียแล้ว
อืม ก็ไม่เชิงเสียทีเดียว อย่างน้อยพวกเขาก็ได้ฟังประโยคสำคัญที่สุดแล้ว
ผู้ใหญ่บ้านเลิกคาดหวังกับชาวบ้านพวกนี้แล้วจึงยกมือขึ้นปรามให้ทุกคนเงียบเสียง ก่อนกล่าวขึ้นมาใหม่ว่า
“ราชสำนักได้ประกาศข่าวดีอย่างใหญ่หลวง ต่อไปพวกเราชาวบ้านต้อยต่ำ สามารถส่งบุตรหลานไปเรียนหนังสือได้แล้ว!”
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกไปจากปาก ศาลบรรพชนที่เงียบสงบลงได้เพียงครู่เดียวก็กลับฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง!
ฉินเหยารอคอยให้ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยคำสำคัญออกมาโดยตลอด ทว่าข้างหูกลับดังจอแจอีกครั้ง คิ้วงามของนางจึงขมวดมุ่นจนแทบหนีบยุงตายได้หนึ่งตัว
เมื่อนางเงยหน้ามองไปทางผู้ใหญ่บ้านก็พบว่าคิ้วของท่านผู้เฒ่าขมวดลึกยิ่งกว่านางเสียอีก ความรู้สึกอัดอั้นอยากกล่าวแต่กลับเอ่ยไม่ออกเช่นนี้ ช่างน่าโมโหนัก!
ฉินเหยาจึงตัดสินใจช่วยผู้ใหญ่บ้านชราสักหน่อย นางสูดลมหายใจลึกจนถึงตันเถียน จากนั้นก็แผดเสียงตะโกนลั่น
“หุบปากให้หมด! ก่อนที่ผู้ใหญ่บ้านจะพูดจบ หากผู้ใดกล้าขัดคออีก ข้าจะจับมันโยนออกไปเสีย! ใครไม่เชื่อก็ลองดู!”
เสียงตะโกนนี้ของนางราวกับเสียงแตรใหญ่ที่เร่งเสียงจนถึงขีดสุด ส่งตรงถึงข้างหูของทุกคน พวกชาวบ้านที่กำลังส่งเสียงโวยวายพลันรู้สึกเหมือนวิญญาณถูกกระชากออกจากร่างแทบปลิวหายไปในพริบตา
ชั่วพริบตานั้นเอง ภายในศาลบรรพชนจึงเงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ
ผู้ใหญ่บ้านผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง พลางพยักหน้าเบาๆ ให้ฉินเหยาอย่างขอบคุณ ครานี้เขารู้สึกปลอดโปร่งไปทั่วทั้งร่าง คำพูดที่ค้างอยู่ในใจในที่สุดก็ถูกกล่าวออกมาจนหมดสิ้น
ราชสำนักมีพระราชโองการฉบับใหม่ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แคว้นเซิ่งจะเริ่มดำเนินให้การศึกษาโดยไม่คิดค่าเล่าเรียนเป็นเวลาสองปี
เด็กทุกคนที่อายุครบหกปี แต่ไม่เกินสิบสองปี ไม่ว่าจะเป็นเด็กชายหรือเด็กหญิง ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นสูงหรือสามัญชน ขอเพียงผ่านการสอบคัดเลือกก็สามารถเข้าเรียนในสำนักศึกษาที่ใกล้ที่สุดได้โดยไม่ต้องเสียเงินค่าเล่าเรียนเป็นเวลาสองปีเต็ม
ค่าเล่าเรียนราชสำนักจะเป็นฝ่ายจัดสรรให้โดยตรง นักเรียนเพียงแต่ต้องเตรียมพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกมาเอง รวมถึงชำระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับตำรา
เมื่อราชโองการนี้ถูกประกาศออกมา ผู้คนทั่วแผ่นดินล้วนแตกตื่น ปั่นป่วนไปทั้งเมืองหลวงแล้ว
แม้ยามนี้เมื่อข่าวแพร่สะพัดไปยังทุกอำเภอทุกหมู่บ้าน การสนทนาเกี่ยวกับหัวข้อนี้ก็ยังมิได้ลดลงแต่อย่างใด
หมู่บ้านตระกูลหลิวครานี้เรียกได้ว่าคล้ายกับหม้อต้มน้ำเดือดจริงๆ ครอบครัวที่มีเด็กชายต่างก็ทั้งยินดีทั้งวิตกกังวล
ที่ยินดีก็คือบุตรของตนนั้นในที่สุดก็สามารถเข้าเรียนได้ ที่วิตกกังวลก็คือราชสำนักลดเพียงแค่ค่าเล่าเรียนเท่านั้น ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ยังต้องจ่ายเอง
เงินจำนวนนี้สำหรับครอบครัวส่วนใหญ่แล้วนับว่าเป็นภาระใหญ่หลวงนัก
อีกทั้งเรื่องการสอบเข้าเรียนนั่น สอบอย่างไรกันแน่? รับคนกี่คนกัน?
พวกเขาเหล่านี้รุ่นแล้วรุ่นเล่าก็ไม่เคยได้เรียนหนังสือ ไม่รู้ตัวอักษรสักตัว เด็ก ๆ ในบ้านก็โตมากับการคลุกดินคลุกโคลน แบบนี้จะผ่านการสอบได้จริงหรือ
หลังจากผ่านพ้นความยินดีมาได้สักพัก ชาวบ้านที่สงบสติลงส่วนใหญ่กลับเริ่มคิดถอยเสียแล้ว
“เพียงแค่สองปี แล้วสองปีหลังจากนั้นเล่า”
“สองปีจะเรียนรู้อันใดได้ สุดท้ายยังมิใช่ต้องกลับมาทำไร่ทำนาหรือ เช่นนั้นเรียนสองปีนี้ไปจะมีประโยชน์อันใดกัน”
“ใช่แล้ว! เรียนสองปีแล้วออกมาก็มิต่างจากเดิม กินมิได้ ดื่มก็มิได้ เด็กชายวัยกึ่งโตเก็บไว้ที่บ้านยังพอช่วยงานได้บ้าง”
“ช่างเถิดๆ ค่าตำราก็มิใช่สิ่งที่บ้านเราจะจ่ายไหว ดูอย่างไรก็มิใช่ราชโองการที่ออกมาเพื่อคนเช่นพวกเรา”
“…”
ชาวบ้านทยอยกันแยกย้าย ไม่นานนัก ผู้คนในศาลบรรพชนก็กลับไปเกือบหมด
เหลือเพียงฉินเหยาและตัวแทนจากสองสามครัวเรือนที่ยังมิไป พวกเขามองหน้ากันแวบหนึ่ง จากนั้นจึงหันไปถามผู้ใหญ่บ้านเกี่ยวกับรายละเอียดอีกครั้ง
“หมู่บ้านเราต้องไปสถานศึกษาแห่งใดหรือ”
“แต่ละครัวเรือนมีการจำกัดจำนวนหรือไม่”
ราชโองการดีๆ เช่นนี้ได้รับความสนใจที่ควรได้รับ ผู้ใหญ่บ้านจึงปลื้มปีติยิ่งนัก อดทนอธิบายโดยละเอียดว่า
“พูดไปก็นับว่าโชคดี สำนักศึกษาตระกูลติงในเมืองจินสือเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ หมู่บ้านเราอยู่ใกล้ที่สุด เด็กๆ ทั้งหลายจึงล้วนต้องไปเรียนที่สำนักศึกษาตระกูลติงแห่งนั้น”
“แต่ละครัวเรือนไม่มีการจำกัดจำนวน ขอเพียงอายุเข้าเกณฑ์ที่กำหนดก็พอแล้ว”
“ส่วนเรื่องการสอบคัดเลือก ข้าเองก็มิรู้ว่าต้องสอบอันใด ราชโองการเพิ่งมาถึงอำเภอไคหยาง ข้าก็เพิ่งได้รับข่าวนี้เช่นกัน ทว่าอีกสองวันสำนักศึกษาตระกูลติงก็จะเปิดเรียนแล้ว พวกเจ้าต้องรีบหน่อยแล้วล่ะ!”
เกรงว่าพวกเขาจะไม่ใส่ใจ ผู้ใหญ่บ้านจึงกล่าวย้ำหลายคราหลายหนว่าจะสอบผ่านหรือไม่ค่อยว่ากัน พาเด็กไปก่อนเถิด เผื่อว่าโชคดีได้รับคัดเลือกขึ้นมาเล่า
อย่าได้ดูแคลนการเรียนเพียงสองปีนี้ สองปีนั้น สามารถบรรลุการศึกษาเบื้องต้นได้อย่างครบถ้วนแล้ว
เด็กในบ้านจะมีพรสวรรค์ในการร่ำเรียนหรือไม่นั้น สองปีให้หลังก็ย่อมเห็นชัดเจน
หากเป็นหน่อเนื้อที่ร่ำเรียนได้จริง แม้ต้องกัดฟันทุ่มเทส่งเสียต่อไป ผลดีก็มีแต่เพิ่มมิมีลด
แต่หากมิได้มีพรสวรรค์ในทางการศึกษา อย่างน้อยสองปีนี้ก็ยังเป็นพื้นฐานให้อ่านออกเขียนได้ ไปทำงานเป็นเสมียนดูแลบัญชีในตัวอำเภอหรือในเมือง ก็เพียงพอที่จะเลี้ยงครอบครัวได้ ดีกว่าต้องขุดดินทำไร่ พึ่งพาฟ้าฝนเพื่อเลี้ยงชีพอยู่หลายเท่า!
ตอนที่ได้รับราชโองการฉบับนี้จากทางอำเภอ ผู้ใหญ่บ้านก็รู้สึกทันทีว่าต้องเป็นเพราะบรรพบุรุษตระกูลหลิวของตนดลบันดาลแน่ๆ ไม่อย่างนั้นจะมีโชคได้เจอกับนโยบายดีๆ เช่นนี้ได้อย่างไร
สรุปรวมได้ประโยคเดียวว่า “เจ้าจะคิดมากไปทำไม รีบพาเด็กชายในบ้านไปลองที่สำนักศึกษาตระกูลติงก่อนเถอะ!”
“อย่างไรเราก็เป็นฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่มีเสียเปรียบแน่!”
เห็นคนที่เหลืออยู่ยังลังเลใจ ผู้ใหญ่บ้านก็อดร้อนรนแทนมิได้
จู่ๆ ฉินเหยาก็หัวเราะเสียงดังขึ้นมา “ผู้ใหญ่บ้าน พรุ่งนี้ข้าจะพาเด็กๆ ไปเจ้าค่ะ!”
พูดจบก็สาวเท้าออกจากศาลบรรพชนภายใต้สายตาประหลาดใจของคนทั้งหลาย พลางก้มหน้ากล่าวเสียงดังกับซื่อเหนียงผู้ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ว่า
“หลิวผิงหลิงน้อย ยินดีกับเจ้าด้วย เจ้าจะได้เข้าเรียนแล้ว!”
ชาวบ้านล้วนคิดอายุตามปีปฏิทิน พอผ่านปีใหม่ก็ถือว่าโตขึ้นอีกหนึ่งปี คู่ฝาแฝดชายหญิงก็เข้าข่ายข้อกำหนดอายุหกปีขึ้นไป แต่ยังไม่ครบสิบสองปีพอดี
“กลับบ้านไปเตรียมตัวกันเถิด พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้ากับซานหลางไปในเมือง!”
ฉินเหยาโบกมือ เรียกให้พี่น้องทั้งหลายตามมา
ซื่อเหนียงถูกความยินดีเข้าครอบบงำ เด็กหญิงตัวน้อยที่เศร้าหมองมาหลายวัน ในที่สุดก็ยิ้มออกมาได้
ตลอดทาง ทุกครั้งที่พบชาวบ้าน ซื่อเหนียงจะตั้งอกตั้งใจบอกกับพวกเขาว่า “ข้าสามารถไปสำนักศึกษาได้แล้ว!”
นางเหมือนดั่งวิหคเพรียกร้องที่หลุดจากกรง ส่งเสียงเจื้อยแจ้วไม่หยุด มีชีวิตชีวาเหลือล้น
“ท่านอาสะใภ้โจว ข้าสามารถไปสำนักศึกษาได้แล้ว!”
“ท่านยายหวัง ข้าจะได้ไปสำนักศึกษาแล้วนะ!”
“ข้าสามารถไปสำนักศึกษาได้แล้ว!”
ฟังเสียงแจ่มใสของเด็กหญิง ชาวบ้านต่างก็เอ่ยคำแสดงความยินดีด้วยความเอ็นดู “ยินดีด้วย ยินดีด้วย”
แต่เพียงกล่าวจบพลันชะงักค้างไป จู่ๆ ชาวบ้านก็ตระหนักได้ว่า พวกเขามองข้ามเรื่องสำคัญไปอย่างหนึ่ง นั่นคือ เด็กหญิงดูเหมือนสามารถไปสำนักศึกษาได้เช่นกัน
เมื่อผ่านเรือนเก่า ซื่อเหนียงสาวเท้าก้าวเข้าไปด้านใน ร้องตะโกนด้วยความร่าเริง
“พี่จินฮวา พวกเราสามารถไปสำนักศึกษาได้แล้ว!”
ทว่าเสียงแสดงความยินดีที่คิดไว้กลับไม่ดังขึ้น
รอยยิ้มสดใสของซื่อเหนียงค่อยๆ จางหาย นางหันกลับไปมองท่านแม่ที่อยู่ด้านหลัง
ฉินเหยาก้าวขึ้นไปข้างหน้า ลูบมวยผมเล็กๆ ของนางเพื่อปลอบโยน ก่อนจะพบว่าบรรยากาศภายในเรือนเก่าไม่ปกตินัก
จินฮวายืนอยู่เพียงลำพังกลางลานบ้าน ท่าทางเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม
เบื้องหน้านาง คือคนตระกูลหลิวที่บ้างนั่งบ้างยืนอยู่เต็มห้องโถงใหญ่
ยังมีสามีภรรยาหลิวจ้งที่อุ้มบุตรชายซึ่งกำลังหลับสนิทไว้ในอ้อมแขน สายตาของทั้งคู่มองบุตรสาวด้วยความไม่เข้าใจและจนปัญญา
………………..