ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 190 จินฮวาโวยวาย
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นหรือ” ฉินเหยาถามด้วยความสงสัย
การปรากฏตัวของห้าแม่ลูกทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดในลานบ้านคลายลงเล็กน้อย
นางชิวเห็นฉินเหยาก็มองเด็กสาวที่ยืนดื้อดึงอยู่กลางลานด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะเรียกให้ฉินเหยาเข้ามาช่วยเกลี้ยกล่อม
นางเหอรีบเดินเข้ามา คว้าตัวฉินเหยาแล้วพาไปยืนตรงหน้าจินฮวาที่ยืนนิ่งราวกับหลักไม้
“จินฮวานับถืออาสะใภ้สามของนางที่สุด เด็กคนนี้วันนี้จู่ๆ ก็ดื้อขึ้นมา อาสะใภ้สามเจ้าลองพูดกับนางหน่อยสิ ดูว่ามีเด็กสาวบ้านไหนบ้างที่ไม่อยู่บ้านเรียนศาสตร์งานเย็บปักถักร้อยของสตรีบ้าง”
เมื่อจินฮวาได้ยินดังนั้นก็มองป้าใหญ่ของนางด้วยสายตาแข็งกร้าว กำหมัดแน่นราวกับใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดต่อต้านบางสิ่ง น้ำตาไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
ยังไม่ทันให้ฉินเหยาที่มึนงงเอ่ยถาม
จินฮวาก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนด้วยเสียงไม่ดังมาก แต่ชัดเจน
“ข้าจะไปเข้าสอบ ข้าจะไปสำนักศึกษา ข้าจะไป! ข้าต้องไปให้ได้!”
นางชิวไม่คาดคิดว่าเกลี้ยกล่อมนางมาตั้งนาน แต่จินฮวาก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ เด็กที่ปกติอ่อนโยน ในยามนี้กลับเผยสีหน้าโกรธเคือง ก่อนจะกล่าวตำหนิไป
“หลิวจินฮวาอย่าทำตัวเอาแต่ใจ สำนักศึกษานั่นน่ะเราไม่มีปัญญาส่งเจ้าไปเข้าเรียนหรอก”
“ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน!” จินฮวาเถียงกลับ
อย่าเห็นว่าเด็กอย่างนางไม่รู้เรื่อง เมื่อครู่ที่หน้าศาลบรรพชน ผู้ใหญ่บ้านบอกชัดเจนว่าราชสำนักจะเป็นผู้ช่วยออกค่าเล่าเรียนให้ ไม่มีค่าใช้จ่าย!
นางชิวกล่าวอย่างหงุดหงิด “แล้วค่าใช้จ่ายอื่นๆ เล่า เจ้าฟังไม่เข้าหูเลยรึ ถ้าจะไปตัวเมือง เจ้าไม่ต้องนั่งรถไปรึ แล้วพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก พวกนั้นไม่ต้องใช้เงินซื้อหรือ”
“แล้วทำไมพี่ชายถึงไปได้เล่า พี่ไปไม่ต้องเสียเงินหรือ” จินฮวาชี้ไปที่หลิวจินเป่าพลางถามกลับ
แท้จริงแล้ว เด็กหญิงตัวน้อยจะรู้อะไร นางก็แค่รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ยุติธรรมก็เท่านั้น!
นางเหอไม่กล้าเข้าข้างจินฮวาในเวลานี้ นางรีบกลับเข้าไปในห้องโถง คว้าตัวจินเป่าบุตรชายมากอดไว้ ก่อนจะเหลือบมองบุตรชายด้วยความภาคภูมิใจพลางกล่าวว่า
“พี่เจ้าเป็นบุรุษ จะเหมือนเจ้าที่เป็นสตรีได้อย่างไร พี่เจ้าเรียนหนังสือ หากสามารถสร้างชื่อเสียงได้ เจ้าก็ย่อมได้รับผลดีไปด้วย วันหน้าเมื่อเจ้าต้องแต่งออกไป พี่ของเจ้าก็ยังสามารถค้ำจุนเจ้าได้”
จินฮวาร้องไห้พลางโต้กลับ “หากข้าได้เรียนหนังสือและสร้างชื่อเสียงขึ้นมา ข้าก็สามารถค้ำจุนพี่ชายได้เช่นกัน!”
“โอ๊ย โอ๊ย~” นางเหอกลั้นหัวเราะไม่อยู่เพราะถูกความไร้เดียงสาของเด็กหญิงทำให้ขบขัน “จินฮวา เจ้าก็เป็นแค่สตรี เรียนหนังสือไปแล้วจะมีอนาคตอะไร? สำนักศึกษาเขายังไม่อยากรับสตรีเลย แล้วจะไปเรียนทำไม อยู่บ้านเรียนงานเย็บปักกับแม่เจ้าไม่ดีกว่าหรือ”
จินฮวาชะงักไปชั่วขณะ ไม่รู้จะโต้กลับอย่างไรดี
นางชิวอุ้มบุตรชายเดินเข้ามาอีกครั้ง พูดปลอบเสียงอ่อนโยนว่า “อย่าดื้อเลย เข้าไปในห้องเล่นกับน้องชายแทนดีหรือไม่ เจ้าอยากได้กระโปรงแดงมิใช่รึ ท่านย่าของเจ้ารับปากแล้วว่าจะซื้อผ้ามาให้ พวกเราตัดกระโปรงแดงกันดีหรือไม่”
จินฮวาเกือบใจอ่อนแล้ว แต่สุดท้ายนางก็รู้โดยสัญชาตญาณว่า การได้เรียนหนังสือต้องเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่ากระโปรงแดงแน่ มือเล็กจึงปาดน้ำตา ก่อนจะเบือนหน้าหนีแล้วฮึดฮัดกล่าว
“ข้าไม่ต้องการกระโปรงแดง ข้าต้องการสิ่งเดียวกับพี่ชาย!”
นางเหอหัวเราะแล้วกล่าว “ครั้งไหนกันที่มีของดีให้กินให้ใช้แล้วบ้านเราไม่ได้ให้เจ้ากับจินเป่าก่อน? พี่ชายของเจ้าได้ไปสำนักศึกษา เจ้าก็ได้ใส่กระโปรงแดง มันไม่เหมือนกันตรงไหนเล่า”
“ไม่เหมือนกัน!” จินฮวาสะอื้น แต่คำพูดยังคงชัดเจน “พวกท่านพูดมากมายขนาดนี้ก็เพียงเพราะไม่อยากให้ข้าไปร่วมการสอบคัดเลือกใช่หรือไม่ พวกท่านยังบอกว่าข้าสอบไม่ผ่านแน่นอน ต่อให้เป็นแค่การลองดูก็เถอะ! แต่หากข้ายังไม่เคยลอง แล้วจะรู้ได้อย่างไร”
เมื่อเห็นว่านางชิวกำลังจะเอ่ยปากพูดเรื่องไม่มีเงิน จินฮวากลับชิงพูดก่อนว่า “ท่านแม่ อย่าพูดว่าที่บ้านเราไม่มีเงินส่งข้าเลย เมื่อปีที่แล้ว อาสะใภ้สามให้ค่าแรงพวกท่านตั้งมากมาย ข้ารู้หมดแล้ว อย่าหวังว่าจะหลอกข้าได้!”
ฉินเหยาซึ่งเป็นผู้ชมอยู่ เพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้ช่างฉลาดเฉลียวนัก
มีสมองดีถึงเพียงนี้ แต่กลับไม่ได้ไปเรียนที่สำนักศึกษา ช่างน่าเสียดายจริงๆ
ฉินเหยารู้สึกว่าตนควรจะพูดอะไรสักหน่อย แต่สุดท้ายก็ไม่มีโอกาสจะเอ่ยคำใดออกมา
นางชิวคงไม่เคยเห็นบุตรสาวดื้อรั้นเช่นนี้มาก่อน ไม่ว่าเอาอกเอาใจเพียงใดก็ไม่เป็นผล ครั้นเห็นว่านางไม่ฟังคำใดๆ จริงๆ ก็โกรธจนสุดจะอดกลั้น สุดท้ายเอ่ยเสียงเข้มด้วยความหนักแน่นว่า
จินฮวาถูกน้ำเสียงกดดันของมารดาทำให้สะดุ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะถามอย่างสับสนว่า “เหตุใดข้าจึงต้องสอบเคอจวี่ แค่ข้าได้รู้จักตัวอักษรเพิ่มขึ้นไม่ได้หรือ”
“รู้จักตัวอักษรอย่างเดียวแล้วมีประโยชน์อันใดเล่า ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าเป็นสตรี จะเรียนหนังสือไปเพื่ออะไร ศึกษาศาสตร์งานเย็บปักถักร้อยของสตรีให้ดี หาตระกูลสามีที่เหมาะสมแล้วแต่งงานไปนั่นแหละคือเรื่องที่ควรทำ”
นางชิวกล่าวด้วยความโมโห “เจ้าเก่งกาจปานนี้ ดูเถิดภายหน้าจะมีบ้านใดกล้ารับเจ้าเป็นสะใภ้!”
“จะรับหรือไม่รับก็ช่าง ข้าจะไปสำนักศึกษา!”
วกไปวนมา สุดท้ายก็เวียนกลับมาที่เดิม จินฮวาไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมฟัง ทำให้นางชิวโมโหแทบกระอักเลือด เห็นนางใกล้จะร่ำไห้ ฉินเหยาจึงสบโอกาสแทรกขึ้นมาว่า
“ข้าว่าจินฮวาพูดถูกนะ” เพียงนางเอ่ยคำนี้ คนทั้งเรือนเก่าก็พากันสั่นสะท้าน
ให้เจ้ามาเกลี้ยกล่อม มิใช่ให้เจ้ามาก่อความวุ่นวายเพิ่มนะ
ซื่อเหนียงที่ยืนข้างท่านแม่ กล่าวเสียงเบาว่า “มิกลัวมีน้อย แต่กลัวไม่เท่าเทียม จะไปก็ไปด้วยกันทั้งหมด หากไม่ไปก็อย่าได้ไปแม้สักคนเดียว พี่น้องสามัคคีจึงจะไม่เกิดรอยร้าว ลูกหลานในตระกูลช่วยเหลือกัน จึงจะเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ”
เมื่อฉินเหยาได้ฟังเช่นนั้นก็หันมามองบุตรสาวแสนดีของตนด้วยแววตาชื่นชม ก่อนจะยักไหล่อย่างจนปัญญากับคนในเรือนเก่า “พวกท่านดูสิ เหตุผลง่ายดายเช่นนี้ แม้แต่ซื่อเหนียงก็ยังรู้”
หลิวเหล่าฮั่นกับคนอื่นพากันตกใจ มองซื่อเหนียงด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดเลยว่านางจะกล่าวหลักการยิ่งใหญ่เช่นนี้ออกมาได้
ประโยคที่ว่ามิกลัวมีน้อยแต่กลัวไม่เท่าเทียมนี้ ผู้ไม่เคยร่ำเรียนย่อมกล่าวมิได้
เดิมทีจินฮวากำลังสิ้นหวัง พอเห็นมีผู้ยืนอยู่ฝั่งตน ทันใดนั้นปากน้อยๆ ก็เบะลงด้วยความน้อยใจ ส่งเสียงสะอื้น “อาสะใภ้สาม ค่าพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกไม่ต้องใช้เงินมากนักใช่หรือไม่”
“ท่านพ่อให้เงินท่านแม่สองตำลึงเงิน สองตำลึงซื้อพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกได้มากอยู่กระมัง”
พอเด็กหญิงตัวน้อยร้อนใจจึงเผลอพูดความลับในบ้านออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
รู้ตัวอีกทีจินฮวาก็สะดุ้งเฮือก รีบยกมือปิดปาก ก่อนจะวิ่งปรู๊ดไปซ่อนอยู่ด้านหลังพวกฉินเหยา ด้วยกลัวว่าท่านพ่อท่านแม่จะถอดรองเท้าออกมาตีนาง
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นมองหลิวจ้งกับนางชิว เห็นท่าทางร้อนรนที่อยากจะปกปิดแต่กลับไร้วาจาแก้ตัวเช่นนั้น ก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา
สองสามีภรรยานางเหอกับหลิวไป่มองสำรวจคู่สามีภรรยาบ้านรองด้วยสายตาแปลกใจยิ่ง พลางเอ่ยว่า “นี่หรือคือที่พวกเจ้าสองคนเคยบอกว่า ‘ในมือไม่มีเงินส่วนตัวเลย อยากซื้อเข็มด้ายสักนิดก็ยังต้องขอจากท่านพ่อท่านแม่’ น่ะ?”
หลิวจ้งเห็นว่าต่อให้กล่าวแก้ตัวไปก็ไร้ประโยชน์จึงจ้องกลับอย่างไม่ยอมแพ้พลางกล่าวว่า “หากจะพูดถึงเงินส่วนตัว พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่ พวกท่านสองคนทำงานหาเงินด้วยกัน เกรงว่าคงจะมีสักสี่ห้าตำลึงแล้วกระมัง!”
นางจางยกมือนวดขมับเบาๆ “พอเถิด อย่าได้โต้เถียงกันอีกเลย ข้าฟังจนปวดหัวไปหมดแล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องไปสำนักศึกษาหรอกหรือ อยากไปก็ไปเถิด แต่ละบ้านก็ออกเงินเอาเองแล้วกัน!”
ประโยคสุดท้ายนี้ต่างหากที่เป็นสาระสำคัญ
แต่เดิมนั้น ค่าเล่าเรียนของจินเป่าจะต้องเบิกจ่ายจากเงินส่วนกลางของบ้าน แต่ยามนี้ในบ้านเงินทองขาดแคลน นางกับหลิวเหล่าฮั่นจึงตัดสินใจจะออกเงินเพียงก้อนเดียว เพื่อส่งจินเป่าที่เป็นเด็กชายไปเรียนหนังสือ
มีคำกล่าวประโยคหนึ่งของนางชิว ที่ผู้อาวุโสทั้งสองต่างก็เห็นพ้องต้องกันเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือมีเพียงเด็กชายเท่านั้นที่สามารถเข้าสอบเคอจวี่ได้ ดังนั้นการที่เขาได้ไปเรียนหนังสือ จึงสามารถนำประโยชน์ที่แท้จริงกลับมาสู่ครอบครัวได้