ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 191 ล้วนเป็นสุนัข
………………..
ส่วนจินฮวา แต่ก่อนก็ไม่เคยมีเด็กหญิงไปสำนักศึกษามาก่อน ทั้งครอบครัวจึงเห็นว่าการจัดการเช่นนี้ก็ไม่ได้ผิดแปลกอันใด
นางชิวยังจะตัดกระโปรงแดงให้บุตรสาวอีกด้วย นางเองก็เห็นว่ายุติธรรมดี
แต่ตอนนี้นางจางเปลี่ยนความคิดแล้ว ในเมื่อทุกบ้านล้วนมีเงินกันทั้งนั้น เช่นนั้นก็ไม่ต้องโวยวายแล้ว บุตรหลานของบ้านใคร บ้านนั้นก็รับผิดชอบกันเอาเอง
นางจางกุมศีรษะ ให้หลิวเฝยบุตรชายพยุงตนเข้าไปนอนพักในห้อง แท้จริงแล้วก็เป็นการหลบเลี่ยงเสียมากกว่า
เห็นบุตรชายทั้งสองมองมา หลิวเหล่าฮั่นจึงพยักหน้าให้ทั้งคู่ เป็นเชิงเตือนให้รู้กาลเทศะ เงินเก็บส่วนตัวมีมากมายถึงเพียงนี้ ยังกล้ามาขอจากบิดาอีกหรือ
“ข้าจะไปเดินดูที่นา” หลิวเหล่าฮั่นคว้าจอบขึ้นแล้วเตรียมตัวออกไป
ขณะเดินผ่านฉินเหยา เขาก้มมองซื่อเหนียงกับซานหลางแล้วเอ่ยว่า “เจ้าคิดจะส่งเด็กสองคนนี้ไปด้วยหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้า “มีนโยบายดีเช่นนี้ แน่นอนว่าต้องไป เมื่อเทียบกับโอกาสแล้ว ค่าพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกนับว่าไม่สำคัญอะไรเลย”
จากนั้นนางก็หันไปมองนางชิว “พี่สะใภ้รอง เมื่อครู่ท่านบอกว่าเด็กหญิงเรียนไปก็สอบเคอจวี่ไม่ได้ ดังนั้นการเรียนหนังสือจึงไม่มีประโยชน์ แต่ข้าอยากบอกว่า การเรียนนั้นมีประโยชน์จริงๆ”
กล่าวจบ นางก็ดันตัวซื่อเหนียงออกมาอย่างภาคภูมิใจ “ดูสิ ซื่อเหนียงของข้า ฉลาดเฉลียวและน่ารักยิ่งนัก”
“ตอนนี้ให้เวลาสองปี แต่อนาคตใครจะบอกได้กัน เมื่อทางการอนุญาตให้ทั้งเด็กชายและเด็กหญิงเข้าสำนักศึกษา เช่นนั้นการที่เด็กหญิงจะได้สอบเคอจวี่ก็มิใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้”
“แน่นอนว่า หลังจากสองปีนี้ จะยังมีนโยบายไม่เก็บค่าเล่าเรียนอีกหรือไม่ไม่มีใครรู้ หากสุดท้ายไม่มีอีกแล้วครั้งนี้พวกเรากลับไม่ไป นั่นมิใช่พลาดโอกาสหรอกหรือ”
ได้ยินฉินเหยากล่าวเช่นนี้ นางชิวที่เดิมทีก็สงสารบุตรสาวจนแทบทนไม่ไหว พอเห็นซื่อเหนียงที่อายุยังน้อยกว่าจินฮวา แต่กลับสามารถกล่าวถ้อยคำที่มีเหตุผลออกมาได้ ก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มหวั่นไหว
ฉินเหยากล่าวต่อว่า “ก่อนหน้านี้ที่ไปสำนักศึกษาไม่ได้ เป็นเพราะจ่ายค่าเล่าเรียนไม่ไหวหรือ”
ด้วยเหตุผลเหล่านี้เองจึงทำให้ผู้คนล้มเลิกความตั้งใจ
ฉินเหยากล่าวว่า “ทุกคนต่างก็รู้ว่า ค่าเล่าเรียนไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ ทุกบ้านกัดฟันสักหน่อย ก็ยังพอส่งบุตรหลานไปเรียนได้ แต่อุปสรรคที่แท้จริงก็คือการผูกขาดความรู้”
“แน่นอนว่าตอนนี้ข้าบอกพวกท่านไป พวกท่านอาจจะยังไม่เข้าใจ เช่นนั้นเรามาลองคิดอีกแบบกัน เหตุใดผู้ที่ได้รับการศึกษา หรือผู้ที่มีเงื่อนไขในการสอนจึงไม่เต็มใจที่จะรับศิษย์เพิ่ม”
“ก่อนหน้านี้ข้าต้องใช้ความพยายามมากเพียงใดกว่าที่จะส่งต้าหลางและเอ้อร์หลางไปยังสำนักศึกษาตระกูลติง เรื่องนี้พวกท่านต่างก็รู้ดี เหตุที่ยุ่งยากถึงเพียงนั้นก็เพราะทรัพยากรมีจำกัด เดิมทีมีเพียงไม่กี่ตระกูลที่ได้ครอบครองความรู้เหล่านี้ หากกลายเป็นของสาธารณะ ย่อมเป็นภัยต่อผลประโยชน์ของพวกเขาอย่างร้ายแรง”
ซื่อเหนียงรีบเสริมขึ้นทันทีว่า “ท่านแม่หมายถึงคำว่า สอนศิษย์จนอาจารย์อดตายใช่หรือไม่เจ้าคะ”
เหล่าคนตระกูลหลิวถึงกับเข้าใจแจ่มแจ้งในทันที เมื่อกล่าวเช่นนี้ก็เข้าใจได้ง่ายมาก!
ฉินเหยาเตือนอย่างจริงจังอีกครั้งว่า “โอกาสเช่นนี้ อาจมีเพียงครั้งเดียว”
กล่าวจบ นางก็ดึงจินฮวาที่หลบอยู่ข้างหลังตนออกมา ปล่อยให้นางพูดกับบิดามารดาของตนเอง จากนั้นจึงหันหลังพาซื่อเหนียงและสี่พี่น้องกลับบ้าน
อย่างไรเสียนางก็กล่าวทุกสิ่งที่ควรกล่าวแล้ว หากคนในเรือนเก่าไร้ซึ่งสำนึกเช่นนี้ก็มิอาจช่วยอันใดได้อีก
ที่บ้านของนางยังมีอีกสองคน จำต้องเตรียมตัวให้ดี
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางรู้หน้าที่ของตนจึงรีบไปจัดเตรียมอาหารเย็น ส่วนฉินเหยาหยิบหนังสือคัดลอกที่สี่พี่น้องใช้เป็นประจำออกมา นั่งอ่านทบทวนกับซานหลางและซื่อเหนียง
แม้มิอาจรู้ได้ว่าการสอบคัดเลือกจะเป็นเช่นไร แต่ในเมื่อเกี่ยวข้องกับการศึกษาก็คงไม่พ้นเรื่อง ‘อ่าน เขียน คัด วาด’ เป็นแน่
ซานหลางและซื่อเหนียงต่างรู้ดีว่านี่เป็นโอกาสที่หาได้ยาก โดยเฉพาะซื่อเหนียง แม้ยามใกล้หลับนางยังคงท่องบทแนะนำตัวที่ฉินเหยาช่วยเรียบเรียงให้
ซานหลางแม้จะขี้ขลาด แต่จิตใจกลับกว้างขวาง หากกล่าวให้ตรงไปตรงมาก็คือสมองทึบอยู่บ้าง นอนหลับปุ๋ยทันทีที่ศีรษะถึงหมอน มิได้มีความกังวลใดๆ
เพราะเขารู้ว่า ต่อให้ครั้งนี้สอบไม่ผ่าน เขาก็ยังมีโอกาสในภายหน้า
ฉินเหยาฟังทุกถ้อยคำอย่างแจ่มชัด เสียงเด็กหญิงจากห้องข้างๆ ค่อยๆ เงียบลงในยามดึก
รุ่งเช้าไก่เพิ่งขัน ฉินเหยาก็ตื่นขึ้นมาแล้ว
นกที่ตื่นเช้าย่อมได้หนอนเป็นอาหาร ยิ่งมิต้องกล่าวถึงเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ รีบไปก่อนย่อมไม่ผิด
หลังจากหาอะไรใส่ท้องลวกๆ ฉินเหยาก็จัดเตรียมรถม้า พาสี่พี่น้องมุ่งหน้าสู่เมืองจินสือ
เดินไปได้ครึ่งทาง โอ้โห ที่แท้เบื้องหน้าคือแถวคบเพลิงที่ทอดยาวดุจมังกรเพลิง
เมื่อวานยังร้องโวยวายว่าช่างมันเถอะๆ กันอยู่เลย แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหลิวกลับไม่มีใครสักคนที่ขาดหายไป พอถึงยามดึกก็พากันอุ้มลูกชายในบ้าน จุดคบไฟแล้วออกเดินทางทันที
ฉินเหยาคิดในใจ ไม่แปลกใจเลยว่าตอนออกจากหมู่บ้านทำไมถึงเงียบเชียบ ที่แท้แต่ละคนต่างรีบออกเดินทางก่อน ขี้โกงนัก!
พี่น้องหลิวจ้งและหลิวไป่ที่ออกเดินทางเกือบพร้อมชาวบ้านเช่นกัน พอเดินมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน เห็นแสงไฟฉายสว่างไสวไปทั่ว ต่างก็ตกตะลึงไม่น้อย
ตอนแรกตกลงกันว่าไม่ไป ที่ไหนได้เบื้องหลังแต่ละคนวิ่งเร็วยิ่งกว่าผู้ใดเสียอีก!
พวกเขาเดินทางมาได้หนึ่งชั่วยาม อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงล้อเกวียนหมุนดังมาจากด้านหลัง สองพี่น้องสบตากันก่อนจะหันกลับไปมองก็พบว่าเป็นรถม้าที่คุ้นตาของน้องสะใภ้สามนั่นเอง
หลิวจ้งตบไหล่บุตรสาวของตน จินฮวาก็ตะโกนลั่น “อาสะใภ้สาม!”
สำเร็จแล้ว พวกเขาได้ขึ้นรถม้า!
ทว่าในตัวรถม้านั้น ที่ว่างก็เพียงพอให้เด็กนั่งได้แค่หกคนเท่านั้น ฉินเหยาเบียดตัวเข้าไป อุ้มซื่อเหนียงขึ้นมานั่งบนตักแล้วขยับไปนั่งแทนที่ของนาง ปล่อยให้พี่น้องหลิวไป่หลิวจ้งช่วยกันบังคับม้า
“พวกท่านขับได้แน่นะ” ฉินเหยามองพวกเขาด้วยแววตาไม่ไว้ใจนัก “นี่เป็นเหล่าหวงนะ ไม่ใช่เหล่าชิง ดื้อรั้นอยู่ไม่น้อยเลย”
หลิวไป่รับแส้มากุมไว้อย่างมั่นใจ “ไม่มีปัญหา! น้องสะใภ้วางใจเถอะ”
หลิวจ้งเองก็ยิ้มยินดี “โชคดีที่พวกเจ้าขับรถม้ามาด้วย ไม่เช่นนั้นพวกเราคงต้องรั้งท้ายแน่”
ฉินเหยาผลักบานหน้าต่างออก เหลือบมองขบวนยาวเหยียดที่ยืดยาวออกไปด้านหลัง คิ้วยิ่งขมวดแน่นกว่าเดิม “คนเยอะเกินไปแล้ว”
ไปตลาดก็ยังไม่เห็นคนมากมายเพียงนี้เลย
“นั่นสิ!” หลิวไป่บ่นพึมพำ “เช้านี้พวกเราก็ออกเดินทางกันแต่เช้าแล้ว ไม่นึกเลยว่าพอถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอ ถึงพบว่ามีคนบางส่วนกินข้าวเย็นเสร็จก็รีบเดินทางเข้าตัวเมืองกันตั้งแต่เมื่อคืน”
หัวใจของหลิวจ้งกระตุก เร่งเร้าพี่ใหญ่ “เช่นนั้นพวกเราต้องรีบแล้ว หากตระกูลติงรับคนเต็มจำนวนแล้วก็คงสายไปแล้ว”
หลิวไป่ได้ยินดังนั้นจึงสะบัดบังเหียนเร่งม้า
แต่ว่าต่อให้รถม้าวิ่งเร็วเพียงใดก็มิอาจเหาะเหินขึ้นฟ้าได้ พวกผู้ใหญ่อย่างฉินเหยาทั้งสามทำได้เพียงโล่งใจเล็กน้อย เพราะผู้ร่วมทางล้วนพาเด็กมาด้วย ทำให้เดินช้าอยู่บ้าง รถม้าจึงยังได้เปรียบอยู่เล็กน้อย
แต่เมื่อพวกเขาเร่งฝีเท้าแซงหน้ากองคาราวานใหญ่มาจนถึงเมืองจินสือ ขบวนคนที่เรียงแถวออกมาจากจวนตระกูลติงก็ยาวไปจนถึงถนนหลวงแล้ว
นั่นตั้งสามลี้เชียวนะ!
จากสถานการณ์นี้เห็นได้ชัดเลยว่าทรัพยากรด้านการศึกษาของเมืองจินสือนั้นขาดแคลนเพียงใด เพราะในรัศมีหลายสิบลี้กลับมีเพียงสำนักศึกษาตระกูลติงเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
หลิวจ้งกระโดดลงจากรถม้า วิ่งไปสำรวจด้านหน้า ก่อนจะกลับมาแล้วส่ายหัว “รถม้าผ่านเข้าไปไม่ได้ ข้างหน้ามีรถม้าของตระกูลคหบดีหลายคันขวางทางอยู่”
“เช่นนี้ไม่ได้การ!” หลิวไป่เกาศีรษะ “พวกเราต้องเดินเท้าไป” ต้องแทรกเข้าไปในแถวให้ได้
ตอนนี้ไม่อาจสนใจเรื่องอื่นได้ อนาคตของเด็กสำคัญกว่า
ฉินเหยาคลานออกจากรถม้า ทั้งสามคนสบตากันอย่างรวดเร็ว ในดวงตาของหลิวไป่มีแต่ความมุ่งมั่น ส่วนหลิวจ้งกลับลังเลอยู่บ้าง