ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 243 ผสมโรง
ตอนที่ 243 ผสมโรง
………………..
หากเป็นคนอื่นมาได้ยินถึงตรงนี้ เกรงว่าคงจะถูกแป้งทอดก้อนใหญ่ที่ถูกโยนออกมาตรงหน้าทำให้ตาลายไปแล้ว รีบร้อนเปิดเผยกำลังการผลิตสูงสุดของตนเองออกมา ทำให้เสียเปรียบในการเจรจาต่อรอง
ที่อันตรายกว่านั้นคือ เพื่อที่จะได้กินแป้งทอดก้อนใหญ่นั้น อาจจะลงนามสัญญาซื้อขายที่ตนเองไม่สามารถจัดหาสินค้าให้ได้ ทำให้ต้องเสียค่าปรับผิดสัญญาเป็นจำนวนมาก
ฉินเหยาไม่เอื้อนเอ่ยคำใด ก้มหน้ายกถ้วยชาขึ้นจิบไปครึ่งถ้วย อารมณ์สงบนิ่ง
เจี่ยงเหวินไม่คิดว่านางจะไร้ซึ่งความหวั่นไหวแม้แต่น้อย ในอกพลันก็เกิดความลังเลอยู่ไม่น้อย
ไม่ใช่หญิงที่มาจากชนบทหรอกหรือ มีกำไรมหาศาลขนาดนี้มาล่ออยู่ตรงหน้า นางกลับไม่ใจเต้นเลยแม้แต่น้อย
ฉินเหยาจะไม่ใจเต้นได้อย่างไร!
นางเพียงแค่เคยชินกับการคิดทบทวนทุกสิ่งก่อนแล้วค่อยตอบเท่านั้น
เวลาจิบชาครึ่งถ้วยเพียงพอให้นางคำนวณข้อมูลต่างๆ ได้อย่างชัดเจนแล้ว จากนั้นจึงถามกลับภายใต้สายตาที่กำลังจับจ้องอยู่ว่า
“ข้ามีความมั่นใจในหีบหนังสือของข้ามาก นั่นเพราะข้ารู้จักมันดีพอ แต่ท่านรองผู้ดูแล ท่านรู้จักหีบหนังสือของข้ายังไม่ถึงสองวันเลย ท่านกล้าพูดได้อย่างไรว่ามันจะขายได้ทั่วแคว้นเซิ่ง?”
“ไม่สู้รองผู้ดูแลเอาสินค้าไปลองขายดูก่อนสักหน่อยดีไหม เผื่อขายไม่ดี จะได้ไม่ต้องเอาสินค้าไปมากเกินไปจนทำให้ท่านขาดทุน”
ฉินเหยาเบิกตากลมโตเป็นประกายใสแจ๋ว มิอาจมีผู้ใดมีคุณธรรมได้เท่านางอีกแล้ว
การประลองฝีปากระหว่างพ่อค้า แต่ไหนแต่ไรมาก็มักจะเป็นเหมือนเข็มแหลมเจอกับปลายหญ้าแข็ง ต่างฝ่ายต่างก็ลดคุณค่าสินค้าของอีกฝ่ายเพื่อหวังจะกดราคา
หากต้องการขึ้นราคาสินค้าของตนเองก็ต้องสรรเสริญสินค้าให้เลิศเลอเหนือใครจนไม่มีอะไรเทียบได้
เจี่ยงเหวินไม่เคยเจอใครอย่างฉินเหยามาก่อน ที่ไม่เพียงแต่ไม่คุยโวโอ้อวด แต่ยังทำท่าทางเหมือนเป็นห่วงเป็นใยเขาจนเขาเกือบตั้งตัวไม่ทัน
อย่างไรเสียก็เป็นผู้ดูแลร้านมาหลายปี พริบตาเดียวก็ตั้งสติได้ เขายิ้มเล็กน้อย แล้วลองหยั่งเชิงถามไปว่า “ฉินเหนียงจื่อกังวลว่าจะผลิตสินค้าออกมามากมายขนาดนั้นไม่ได้กระมัง”
แต่บนใบหน้านางกลับมิแสดงออก เพียงกล่าวว่า “รองผู้ดูแลต้องการแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ห้างการค้ามากขึ้นนั้นก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว ตอนนี้ก็สายมากแล้ว ที่บ้านยังมีสามีและลูกๆ รอข้าทานอาหารเย็นอยู่ หรือท่านว่าเรานัดเวลามาพูดคุยกันอีกครั้งดีหรือไม่”
“ไม่รีบร้อน” เจี่ยงเหวินยกมือขึ้น เสี่ยวเอ้อร์ของร้านก็เดินเข้ามา เขาสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะทันที บอกให้ฉินเหยาเรียกสามีและลูกๆ ออกมากินด้วยกัน
การกระทำนั้นรวดเร็วมากจนฉินเหยาไม่มีโอกาสปฏิเสธ หากนางยังจะไปในเวลานี้ กลับจะดูเหมือนไม่ให้เกียรติกัน
เมื่อเป็นเช่นนั้น ฉินเหยาก็ไม่อ้อมค้อมกับเขาอีก มองไปยังหลายคนที่นั่งอยู่ในมุมห้องเตรียมจะกลับแล้ว เผยรอยยิ้มอย่างจนใจ
“ท่านรองผู้ดูแลเลี้ยงอาหารมื้อนี้ เกรงว่าคนอื่นคงคิดว่าตัวเองหมดโอกาสแล้ว”
มิใช่หรือ ท่านทั้งสองกำลังจะกินเลี้ยงด้วยกันแล้วผู้อื่นจะมีบทบาทอันใด?
ห้างการค้าฟู่หลงมักจะชอบการผูกขาด การค้าที่พวกเขาครอบครองแล้ว คนอื่นอย่าหวังที่จะเข้ามาแทรกแซงได้ เป็นพวกที่ค่อนข้างเผด็จการทีเดียว
ฉินเหยาไม่คุ้นเคยกับสถานการณ์ทางฝั่งเมืองหลวงของมณฑลนี้ แต่จากการติดต่อกันสั้นๆ ในวันนี้ นางก็เข้าใจมากขึ้นเล็กน้อย ในใจเกิดความหงุดหงิดขึ้นมาหลายส่วน
กำลังไม่สบอารมณ์ หลิวจี้ก็พาพวกต้าหลางสี่พี่น้องปรากฏตัวขึ้น ฉินเหยาจึงได้แต่กวักมือเรียกพวกเขามาแล้วแนะนำเจี่ยงเหวินให้รู้จัก
เมื่อหลิวจี้เห็นสีหน้าของฉินเหยาที่ยิ้มแบบฝืนๆ ในใจก็รู้สึกไม่ดีขึ้นมา ความตื่นเต้นที่จะได้กินเลี้ยงหายวับไปทันที เขานำลูกๆ ทั้งสี่คนไปคารวะเจี่ยงเหวินแล้วนั่งลง
อาหารมาเร็วมาก ฉินเหยาและหลิวจี้ตักอาหารให้ลูกๆ เมื่อศีรษะชนกัน หลิวจี้ก็กระซิบถามว่า
“เมียจ๋า สถานการณ์ไม่ค่อยดีใช่หรือไม่”
“ยังไหว” ฉินเหยาแสดงท่าทางว่ายังพอยันอยู่
หลิวจี้จึงค่อยคลายใจลง ดื่มสุรากับเจี่ยงเหวินไปหนึ่งจอก ด้วยนิสัยเดิมที่เก็บไว้ไม่อยู่ จึงเริ่มสนทนากับอีกฝ่ายอย่างกระตือรือร้น เมื่อได้ยินว่าเจี่ยงเหวินเป็นผู้ดูแลห้างการค้าใหญ่ ก็ตื่นเต้นดีใจยิ่งนัก
เมื่อได้ยินเจี่ยงเหวินกล่าวอีกว่าต้องการทำการค้าใหญ่โตมูลค่าหลายพันตำลึงกับฉินเหยา ก็ถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึก มองฉินเหยาที่ก้มหน้าก้มตากินอาหารด้วยความตกใจ การค้าใหญ่โตถึงเพียงนี้เชียว!
นางไม่มีความคิดเรื่องเงินหลายพันตำลึงเลยหรือ สามารถซื้อที่ดินทั้งหมู่บ้านของพวกเขาได้ นางยังกินข้าวลงอีกหรือ
หลิวจี้พยักหน้าด้วยความตื่นเต้น ลุกขึ้นยืน ตั้งใจจะคารวะสุราเจี่ยงเหวินสักหลายจอก ท่าทีสนิทสนมยิ่งนัก โอบไหล่อีกฝ่ายราวกับเป็นพี่น้อง
เจี่ยงเหวินตกใจ นึกว่าจะเป็นบัณฑิตบ้านนอกที่เห็นแก่เงินและไม่มีความรู้ความสามารถอันใด ใครจะคิดว่ากลับเป็นคนเปิดเผยเช่นนี้?
อันที่จริง ฉินเหยาก็เพิ่งได้ยินตัวเลขหลายพันตำลึงเช่นกัน หัวใจนางเต้นเร็วขึ้นสองจังหวะ
สมองหมุนวนอย่างรวดเร็ว ลูกคิดในหัวก็ดีดดังเปาะแปะ
ดูจากท่าทีของเจี่ยงเหวินแล้ว สินค้าที่เขาต้องการคงจะไม่ต่ำกว่าห้าพันชิ้น แค่คิดถึงต้นทุน นางก็มีเงินไม่เพียงพอแล้ว
หีบหนังสือห้าพันชิ้นมีต้นทุนการผลิตอย่างน้อยหนึ่งพันตำลึงเงินเชียว!
แม้ว่าเจี่ยงเหวินจะตกลงจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าสามส่วน มันก็ยังไม่เพียงพอ ยังขาดเงินอีกประมาณสี่ร้อยตำลึง นางจะไปหาจากที่ไหน?
นี่คือเหตุผลที่ฉินเหยาไม่กล้าพูดตรงๆ โอกาสอยู่ตรงหน้า ความเสี่ยงและผลตอบแทนก็สูงเช่นกัน
หลิวจี้ไม่ได้คิดถึงเรื่องเหล่านี้เลย เมื่อได้ยินเงินหลายพันตำลึง วิญญาณก็แทบจะล่องลอยไปแล้ว
แต่ก็ไม่ได้ลืมหน้าที่ของตน ยังคงพยายามล้วงความลับจากเจี่ยงเหวินอยู่ตลอด
น่าเสียดาย ที่อีกฝ่ายเป็นคนเจนโลก ที่ยอมพูดตัวเลขหลายพันตำลึงออกมานั้น ก็เพียงเพราะเขาต้องการให้ข้อมูลนี้เท่านั้น
ดื่มสุราไปครึ่งกา หลิวจี้ก็หน้าแดงก่ำ ส่ายหน้าให้ฉินเหยา สื่อว่าตนเองไม่ไหวแล้ว
ฉินเหยาเอ่ยปากในเวลาที่เหมาะสม ดึงหลิวจี้กลับมา แล้วมองเจี่ยงเหวินที่มีใบหน้าแดงก่ำเช่นกัน แต่แววตากลับลึกล้ำขึ้นเรื่อยๆ แล้วถามเขาว่า
“ท่านรองผู้ดูแล ข้าสามารถจัดหาสินค้าที่ท่านต้องการได้ แต่ต้องจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าห้าส่วน”
“ไม่ได้!” เจี่ยงเหวินปฏิเสธทันที เขาชี้ไปที่หีบหนังสือพลังเซียนบนพื้น แล้วใช้มือคำนวณต้นทุนให้ฉินเหยาฟัง “หีบหนังสือใบนี้ ต่อให้รวมสายสะพายแล้ว อย่างมากก็สองร้อยเหวิน มากกว่านี้ไม่ได้”
“ห้างการค้าของพวกเรานั้นทำการค้าด้วยความยุติธรรมเสมอมา ข้าเห็นว่าฉินเหนียงจื่อเป็นคนตรงไปตรงมา เช่นนั้นข้าก็จะพูดตรงๆ กับเจ้า เงินมัดจำให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของวงการนั่นคือสามส่วน สิ่งที่ควรให้พวกเราจะไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่เหวินเดียว”
“แต่ในส่วนของราคา อยู่ที่สองร้อยห้าสิบเหวินต่อชิ้น เป็นอย่างไร”
มุมปากของฉินเหยากระตุก นางเตรียมใจไว้แล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกดราคาต่ำถึงเพียงนี้ จนอดขำอย่างขุ่นเคืองใจไม่ได้
“ข้าเห็นว่าท่านรองผู้ดูแลดื่มสุรามากเกินไปแล้ว พูดจาเลอะเลือน สองร้อยห้าสิบเหวินจะเป็นไปได้อย่างไร ข้าขายยังขายที่ราคาห้าร้อยหกสิบแปดเหวินเลย”
“เช่นนั้นก็ให้เงินมัดจำสามส่วนไม่ได้ เงินของห้างการค้าก็มิได้มาจากลมฟ้าอากาศ” เจี่ยงเหวินหัวเราะเยาะ
“อันที่จริง พูดไปพูดมาก็เป็นเพราะส่งมอบสินค้าจำนวนมากเช่นนั้นไม่ได้ใช่หรือไม่ โรงงานเล็กๆ แบบพวกเจ้า ข้าเห็นมามากแล้ว แต่เถ้าแก่เนี้ยเช่นเจ้า ฉินเหนียงจื่อ ข้าไม่เคยพบเจอมาก่อน ดังนั้นข้าจึงคิดว่า…พวกเรามาเป็นสหายกันดีหรือไม่”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ส่งสัญญาณให้เขาพูดต่อ อารมณ์คงที่ มิได้แสดงอาการโกรธเคืองต่อคำดูถูกว่า ‘โรงงานเล็กๆ’ ของเขา
เจี่ยงเหวินมองนางด้วยความประหลาดใจ ในใจก็พอจะแน่ใจแล้วว่า การค้าครั้งนี้คงจะตกลงกันได้ยาก อีกฝ่ายไม่กินทั้งไม้อ่อนและไม้แข็ง กลอุบายเก่าๆ ที่เคยใช้มานั้นใช้ไม่ได้ผลกับนาง
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ลองดูว่ายังสามารถเป็นสหายกันได้หรือไม่
เจี่ยงเหวินกล่าวว่า “เงินห้าร้อยตำลึง ซื้อแบบร่างหีบหนังสือพลังเซียนของเจ้า ฉินเหนียงจื่อคิดว่าสหายผู้นี้สามารถคบได้หรือไม่”
เงินห้าร้อยตำลึง!
หลิวจี้สร่างเมาในทันที อดไม่ได้ที่จะดึงแขนเสื้อของฉินเหยา ตกลงสิ รีบตกลงเถิด!