ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 244 ทำก็ทำให้ใหญ่
ตอนที่ 244 ทำก็ทำให้ใหญ่
………………..
ฉินเหยายกมือขึ้น กดมือที่กำลังเขย่าแขนตนอย่างรุนแรงลงแล้วดึงออก!
นางถลึงตาเตือนหลิวจี้ไปคราหนึ่ง “เจ้ากินอิ่มแล้วก็จงพาเด็กๆ กลับห้องไปก่อนเถิด”
พวกต้าหลางสี่พี่น้องรู้ว่าท่านแม่กำลังจะออกท่าไม้ตายแล้วจึงลุกขึ้นยืนพร้อมกัน โค้งคำนับให้เจี่ยงเหวินกล่าวว่าขอบคุณที่เลี้ยง อาหารวันนี้อร่อยเป็นพิเศษ
จากนั้นก็จูงมือท่านพ่อ และ ‘ถูก’ ท่านพ่อ ‘พา’ ออกไป
ฉินเหยายิ้มมองห้าพ่อลูกเดินจากไป เมื่อเงาร่างหายลับไปยังหลังม่านในห้องโถงด้านหลัง เมื่อนางหันหน้ากลับมา บนใบหน้านั้นก็ไร้ซึ่งรอยยิ้ม
“ห้าร้อยตำลึงไม่มีทางเป็นไปได้” ฉินเหยาปฏิเสธอย่างเด็ดขาดเช่นเดียวกับเจี่ยงเหวิน
นางกางนิ้วขึ้นมา คิดคำนวณกับเจี่ยงเหวิน “ข้าคิดว่าท่านใช้เงินห้าร้อยหกสิบแปดเหวินซื้อหีบหนังสือใบนี้กลับไป จ้างช่างฝีมือดีมาศึกษา ไม่เกินครึ่งเดือนก็น่าจะออกแบบได้แล้ว”
“จากนั้นก็ระดมคน เลือกสถานที่ ไปจดทะเบียนโรงงานใหม่กับทางการ ซื้อวัสดุ แล้วเปิดโรงงานผลิตเอง จากนั้นอีกเดือนครึ่งก็จะสามารถนำหีบหนังสือพลังเซียนขึ้นวางบนชั้นได้ และอีกครึ่งปีต่อมาก็น่าจะขายออกไปได้ทั่วทุกสารทิศ”
“แน่นอน นี่คือในกรณีที่ทุกอย่างราบรื่น” ฉินเหยาเผยรอยยิ้มบางๆ “แต่สิ่งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อโรงงานเล็กๆ ของพวกเราในการผลิตและจำหน่ายต่อไปในช่วงเวลานี้”
นางเน้นคำว่าโรงงานเล็กๆ เป็นพิเศษแล้วกล่าวต่อว่า “พวกร้านค้าใหญ่ๆ ร้านขายของชำต่างๆ เพียงแค่ข้าเขียนจดหมายตอบกลับไป อย่างช้าที่สุดห้าวันให้หลัง ก็จะสามารถนำหีบหนังสือพลังเซียนขึ้นวางบนชั้นในเมืองหลวงของมณฑลได้”
เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ ฉินเหยาก็หยุดแล้วมองสีหน้าของเจี่ยงเหวิน
สมแล้วที่เป็นผู้ดูแลห้างการค้าใหญ่ แม้จะเกิดอารมณ์ดูถูกและโกรธเคือง แต่ก็ยังเก็บอาการเอาไว้ ไม่แสดงออกมา เพียงแต่รอให้นางกล่าวต่อไป
ฉินเหยากล่าวต่อว่า “โรงงานเล็กๆ ของพวกเรานี้ สามารถอยู่รอดได้ด้วยตนเอง แม้ว่าห้างการค้าฟู่หลงจะใหญ่โต แต่ก็คงจะไม่ถึงกับกดขี่ไม่ให้ผู้อื่นทำการค้าของตนเองกระมัง”
“จริงสิ ข้าเองก็มิได้กลัวจะมีเรื่อง ท่านรองผู้ดูแลสามารถไปสอบถามที่อำเภอไคหยางดูได้ ว่าข้าฉินเหยาเคยเกรงกลัวผู้ใดบ้าง!”
แววตาของนางพลันเย็นเยียบลง ดวงตาดำขลับทั้งสองจ้องมองเขา ปลดปล่อยพลังอำนาจทั้งหมดออกมา อากาศโดยรอบราวกับถูกแช่แข็งในทันที เจี่ยงเหวินรู้สึกจุกที่ลำคอ หายใจแทบไม่ออก
ดวงตาคู่นั้นดำมืดราวกับบ่อน้ำลึกที่ไร้ก้นราวกับจะดูดผู้คนเข้าไป
เจี่ยงเหวินเหงื่อเย็นไหลท่วมตัว รวบรวมกำลังใจทั้งหมดแล้วจึงเบี่ยงศีรษะอย่างรวดเร็ว ถึงหลุดพ้นจากดวงตาคู่นั้นได้
เขายันมือทั้งสองข้างกับขอบโต๊ะ หอบหายใจอย่างแรง ราวกับปลาที่เพิ่งโผล่พ้นน้ำ รีบหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าปอด
เนื่องจากเคลื่อนไหวมากเกินไป สุราในจอกบนโต๊ะจึงกระเพื่อมเป็นระลอก
นานทีเดียว เจี่ยงเหวินจึงสงบลง เขามองฉินเหยาด้วยความตกใจกลัว ไม่กล้าสบกับดวงตาของนางอีก มองเพียงสันจมูก เพราะเกรงว่าตนเองจะตกอยู่ในสภาพอึดอัดที่ไม่อาจหลุดพ้นนั้นอีกครั้ง
ฉินเหยายิ้มบางๆ ให้เขา “ผู้ดูแลเจี่ยง ยังสามารถเป็นสหายกันได้หรือไม่ ข้ามีข้อเสนอหนึ่ง ท่านต้องการฟังหรือไม่”
เจี่ยงเหวินรีบประสานมือคารวะ “ฉินเหนียงจื่อโปรดกล่าว!”
ทั้งแววตาและท่าทีล้วนเต็มไปด้วยความเคารพ แตกต่างจากเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
เจี่ยงเหวินเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า ผู้ที่โดดเด่นเป็นสง่าในการแข่งเรือมังกรวันเทศกาลตวนอู่นั้น ก็คือสตรีผู้ที่อยู่ตรงหน้าเขานี่เอง
ฉินเหยาเทสุราในจอกของทั้งสองคนออกแล้วเปลี่ยนเป็นน้ำชาเย็น ยกถ้วยชาขึ้นส่งสัญญาณให้เจี่ยงเหวินดื่มด้วยกัน เมื่อทั้งสองคนดื่มชาแล้ว นางจึงกล่าวว่า
“ข้อเสนอของข้าเรียบง่ายมาก ห้างการค้าออกเงิน ข้าออกแรง พวกเรามาร่วมมือกันขายหีบหนังสือพลังเซียนนี้ไปทั่วทุกสารทิศ”
พอพูดถึงเรื่องเงิน อาการของพ่อค้าก็กำเริบขึ้นทันที “เงินมัดจำกี่ส่วน? ราคาต่อชิ้นเท่าใดหรือ?”
ฉินเหยากล่าวว่า “เงินมัดจำยังคงเป็นห้าส่วน ราคาต่อชิ้นอยู่ที่สี่ร้อยเหวิน”
เห็นเจี่ยงเหวินกำลังจะพูด ฉินเหยาก็ยกมือห้าม “ท่านอย่าเพิ่งรีบร้อน ข้ายังพูดไม่จบ”
“ภายในจังหวัดจื่อจิง ข้าจะจัดส่งสินค้าให้ถึงประตูโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หากห้างการค้าของท่านมีคลังสินค้าอยู่ที่ท่าเรือ ก็สามารถส่งตรงถึงท่าเรือใหญ่ในจังหวัดจื่อจิงให้ท่านได้เช่นกัน”
“นอกจากนี้ ข้าขอรับคำสั่งซื้อขั้นต่ำที่หนึ่งหมื่นชิ้น!”
“อย่าได้ดูแคลนโรงงานเล็กๆ ในหมู่บ้านของพวกเรานี้ ตราบใดที่เงินมาถึง กำลังการผลิตรายเดือนก็จะสามารถเพิ่มขึ้นเป็นสามพันชิ้นได้ทันที หนึ่งหมื่นชิ้น ข้าสามารถส่งมอบให้ได้ภายในสี่เดือน!”
สิ่งนี้เร็วกว่าที่เจี่ยงเหวินไปจัดตั้งโรงงานของตนเองเสียอีก
จัดส่งสินค้าให้ถึงประตูโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เงินที่ต้องจ้างผู้คุ้มกันก็จะประหยัดไปได้อีกมาก บวกกับการรับประกันกำลังการผลิต ราคาต่อชิ้นสี่ร้อยเหวินจึงเป็นราคาต่ำสุดที่ฉินเหยาสามารถให้ได้แล้ว
“สามพันชิ้น? เป็นไปได้จริงหรือ” เจี่ยงเหวินตกใจเป็นอย่างมาก โรงงานเล็กๆ แห่งนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่โรงงานเล็กๆ แบบที่เขาคิดไว้
ฉินเหยาพยักหน้า “เมื่อครู่ข้ามิได้กล่าว เพราะเกรงว่าท่านจะไม่เชื่อ” โกหกต่างหาก
เมื่อครู่ นางเพียงแค่ยังคิดไม่ตกว่าจะจัดการกับคำสั่งซื้อจำนวนมากนี้อย่างไร เพื่อให้ตนเองได้รับผลประโยชน์สูงสุดและมีความเสี่ยงต่ำที่สุด
แน่นอนว่า การเจรจาการค้ามูลค่าหลายพันตำลึงเช่นนี้ ไม่สามารถจบลงได้ภายในมื้ออาหารเดียว ฉินเหยาดื่มน้ำแกงไก่เส้นใส่เห็ดคำสุดท้ายในถ้วยจนหมด วางชามแล้วลุกขึ้นยืน
“ผู้ดูแลเจี่ยง วันนี้เอาไว้เพียงเท่านี้ก่อนเถิด ท่านกลับไปคิดทบทวนดูอีกรอบ เมื่อคิดดีแล้วค่อยมาว่ากันอีกที อย่างไรเสียข้าก็ยังต้องอยู่ที่นี่จนถึงสิ้นเดือน ไม่ต้องรีบร้อน”
“ใช่ ไม่รีบร้อน ไม่รีบร้อน”
เจี่ยงเหวินดูภายนอกเหมือนสงบนิ่ง แต่ในใจเริ่มร้อนรนแล้ว หีบหนังสือหนึ่งหมื่นชิ้น ราคาต่อชิ้นที่สี่ร้อยเหวิน รวมก็เป็นเงินสี่พันตำลึงเงิน เงินมัดจำห้าส่วนก็เท่ากับสองพันตำลึงเงิน
สินค้ายังไม่มี แม้แต่โรงงานก็ยังไม่ได้เริ่มการผลิต แต่ต้องจ่ายเงินสองพันตำลึงออกไปก่อน ใครเล่าจะไม่ร้อนรุ่มใจ?
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะกลับไปรายงานผู้ดูแลใหญ่ว่าอย่างไร
ตอนเขามา เขามั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะสามารถจัดการการค้านี้ได้อย่างง่ายดาย แต่กลับเจรจาจนกลายเป็นเช่นนี้ เกรงว่าหากพูดออกไป ผู้ดูแลใหญ่คงจะโกรธจนไล่เขาออก!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เจี่ยงเหวินจึงตัดสินใจที่จะพยายามอีกครั้ง ก่อนที่ทั้งสองจะแยกจากกัน เขากล่าวอย่างจริงจังว่า
“ฉินเหนียงจื่อ ข้าสามารถตัดสินใจเพิ่มราคาแบบร่างได้ถึงแปดร้อยตำลึง ท่านคิดว่า…”
ฉินเหยารู้สึกหวั่นไหวไปชั่วขณะ แต่ก็เพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น นางโบกมือ “ไม่พิจารณา”
นางรับปากผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลไว้แล้วว่าจะนำพาคนทั้งหมู่บ้านไปสู่ความมั่งคั่ง ฉินเหยาเชิดหน้าอย่างหยิ่งยโส สะบัดแขนเสื้อให้เจี่ยงเหวิน กินอิ่มแล้วก็ลูบท้องเดินกลับห้องอย่างสง่างาม
เมื่อคนเราคิดได้แล้วก็จะปล่อยวาง หากจะทำก็ทำให้ใหญ่ไปเลย หากไม่ทำก็คือไม่ทำ
เงินหลายพันตำลึงอยู่ตรงหน้า แปดร้อยตำลึงจึงดูไม่มีค่า
ยิ่งไปกว่านั้นชีวิตอันเรียบง่ายเช่นนี้ก็ดีอยู่แล้ว นางยังขี้เกียจที่จะไปคิดเรื่องวุ่นวายพวกนั้น
การทำการค้าช่างน่าเบื่อหน่าย นางนำลูกน้องไปโจมตีรังซอมบี้ยังจะสนุกกว่าเสียอีก!
เจี่ยงเหวินมองส่งฉินเหยาจนลับสายตา ร่างกายที่เคยตึงเครียดพลันทรุดลง ถอนหายใจ “เฮ้อ~” แล้วหันหลังเดินจากไป
ทำงานมาสิบกว่าปี เขาไม่เคยรู้สึกหดหู่เช่นนี้มาก่อน
ทางด้านฉินเหยา นางแคะฟันพลางเอ้อระเหยสูดลมเย็นยามค่ำคืนแล้วกลับไปยังห้องพัก ห้าพ่อลูกที่ควรจะอาบน้ำนอนไปแล้ว กลับลุกพรวดพราดจากเตียงและฟูกบนพื้นอย่างกระตือรือร้นแล้วเข้ามาล้อมนาง
“เมียจ๋า คุยกันเป็นอย่างไรบ้าง”
หลิวจี้ดึงเก้าอี้ให้ฉินเหยานั่งแล้วถามนางว่ากระหายน้ำหรือไม่ เมื่อเห็นนางส่ายหน้า ก็วางกาน้ำชาที่เตรียมจะรินลงแล้วนั่งลงตรงข้าม มองนางด้วยแววตาเป็นประกาย
พวกต้าหลางสี่พี่น้องเองก็เกาะขอบโต๊ะ มองนางด้วยความคาดหวัง
หากห้าพ่อลูกมีหางอยู่ด้านหลัง ฉินเหยาเดาว่า ตอนนี้มันคงจะกระดิกไปมาอย่างร่าเริงแล้ว