ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 248 นกยูงรำแพนหาง
ตอนที่ 248 นกยูงรำแพนหาง
………………..
ฉินเหยาตั้งใจตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ ทันทีที่สำนักคุ้มภัยในเมืองเปิดทำการ นางก็เข้าไปทำสัญญาว่าจ้างให้สำนักคุ้มภัยช่วยส่งจดหมายและเงินกลับไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิว
ยังเช้าเกินไป โรงแลกเงินจึงยังไม่เปิด ฉินเหยาจึงมิได้ไปแลกตั๋วเงิน ดังนั้นนางจึงควักเงินสดในตัวออกมาห้าสิบตำลึง แล้วมอบให้สำนักคุ้มภัยนำไปส่งมอบให้ช่างไม้หลิวพร้อมกับจดหมาย เพื่อใช้ในการขยายโรงงาน ซื้อเครื่องมือและรวบรวมคนงาน
เงินห้าสิบตำลึงนี้อาจจะยังไม่เพียงพอ คงต้องให้ช่างไม้หลิวสำรองจ่ายไปก่อน เมื่อทั้งสองพบกันแล้วค่อยสะสางบัญชี
สำนักคุ้มภัยรับงานเล็กๆ เช่นนี้คิดราคาต่อหน่วยแพงมาก คราวนี้ฉินเหยาจ่ายค่าว่าจ้างให้สำนักคุ้มภัยไปถึงสองตำลึง
โชคดีที่ประสิทธิภาพของสำนักคุ้มภัยสูงมาก สัญญาว่าจะนำเงินและจดหมายไปส่งมอบให้ช่างไม้หลิวด้วยตนเองภายในสองวัน
โดยทั่วไปสำนักคุ้มภัยจะร่วมมือกับทางการ โดยจ่ายค่าคุ้มครองให้ทางการเป็นประจำทุกปี หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ทางการก็จะส่งมือปราบมาช่วยติดตามทวงคืนสิ่งของที่สูญหายไป
เมื่อมีการซื้อขายสินค้าจำนวนมาก ทางการจะรับประกันให้ทั้งสองฝ่าย พร้อมทั้งส่งคนติดตามไปด้วย
ดังนั้นชาวบ้านจึงวางใจมอบสิ่งของให้สำนักคุ้มภัยขนส่ง
และเนื่องจากการคุ้มภัยต้องใช้รถม้าจำนวนมาก ดังนั้นสำนักคุ้มภัยขนาดใหญ่จึงเปิดกิจการรถม้าของตนเอง เพื่อประหยัดต้นทุนและขยายกิจการไปพร้อมกัน
เมื่อฉินเหยาได้ทราบเรื่องราวแล้ว นางก็รู้สึกว่าสำนักคุ้มภัยแทบจะไม่มีความแตกต่างจากไปรษณีย์ในยุคปัจจุบันเลย
เมื่อเทียบกับความสะดวกสบายในยุคปัจจุบัน ที่นี่ยังมีหลายสิ่งที่ยังไม่สะดวก
แต่ในขณะเดียวกันก็มีห่วงโซ่อุปทานที่เติบโตเต็มที่มากมาย เพื่อตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันของผู้คน
เมื่อฉินเหยาจัดการธุระเสร็จสิ้นและกลับจากสำนักคุ้มภัยมาถึงโรงเตี๊ยม เหล่าผู้เข้าสอบก็ออกเดินทางไปกันหมดแล้ว
เพื่อไม่ให้เสียเวลาสอบ ดังนั้นผู้เข้าสอบจึงต้องไปต่อแถวรอหน้าประตูห้องสอบตั้งแต่เช้ามืด เพื่อรับการตรวจสอบก่อนเข้าห้องสอบ
เจ้าของโรงเตี๊ยมกล่าวว่า ตอนนี้คำนวณเวลาไว้ดีแล้ว ออกเดินทางในช่วงปลายยามอิ๋น (ตีสามถึงตีห้า) ก็ทัน
เมื่อก่อนยังมีเรื่องให้เข้าใจยากกว่านี้อีก คือเริ่มต่อแถวตั้งแต่เย็นวันก่อนสอบ และยังไม่ทันได้เข้าห้องสอบ ผู้เข้าสอบก็ทนไม่ไหวเป็นลมไปเสียแล้ว
ฉินเหยามองห้องพักที่ว่างเปล่า หยิบตั๋วเงินออกมาหนึ่งใบติดตัวไว้ ลงกลอนประตู แล้วรีบไปทางห้องสอบ
มองดูท้องฟ้า เหล่าผู้เข้าสอบน่าจะเข้าไปในห้องสอบกันหมดแล้ว
ฉินเหยาคิดว่าจะไปรับพวกเด็กๆ แล้วแวะไปแลกเงินที่โรงแลกเงิน มิได้คิดที่จะไปส่งหลิวจี้เข้าห้องสอบ หรือกล่าวคำให้กำลังใจใดๆ
แต่หลิวจี้ไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาและหลิวลี่ไปสาย เข้าแถวอยู่ข้างหลังพลางหันหลังกลับมามองบ่อยๆ
เมื่อไม่เห็นร่างที่คุ้นเคยก็รู้สึกไม่สบายใจไปทั้งร่าง!
ต้าหลางมองออกว่าท่านพ่อคิดอะไรอยู่จึงบอกเขาว่า “ท่านน้าเหยาไปทำธุระ คงมาไม่ทัน ท่านพ่ออย่ามองเลย”
เอ้อร์หลางก็กล่าวว่า “ท่านรีบตรวจสอบหีบหนังสือดูเถิด ว่ามีสิ่งใดตกหล่นไปหรือไม่ อย่าให้เสียการสอบ”
ซานหลางและซื่อเหนียงก็มองเขาด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน
หลิวจี้ผู้ที่จะเข้าสอบกลับมีท่าทีสงบ แต่เด็กทั้งสี่คนกลับกระวนกระวายใจยิ่งกว่าเขาเสียอีก
หลิวลี่กลับถูกเตือนสติ รีบตรวจสอบหีบหนังสืออีกครั้ง ยืนยันว่านำสิ่งที่ควรนำมาครบถ้วนแล้ว และไม่มีสิ่งที่ไม่ควรนำมาตกหล่นอยู่ในหีบหนังสือจึงตบหน้าอกด้วยความโล่งใจ
หลิวจี้ถอนหายใจ “เฮ้อ” อย่างไม่พอใจ “ดูคนอื่นสิ คนที่มีพ่อแม่ก็มีพ่อแม่มาส่ง คนที่ไม่มีพ่อแม่ก็มีเมียมาส่ง…”
ซานหลางกะพริบตาโตอย่างใสซื่อ “ท่านพ่อ พวกเรามาส่งท่าน ท่านไม่ดีใจหรือ”
หลิวจี้กัดฟันยิ้มให้ซานเอ๋อร์อย่างฝืนๆ คำว่า “ดีใจ” พูดออกมาได้แห้งแล้งยิ่งนัก
ก้มหน้าตรวจสอบหีบหนังสือ พู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกว่านำมาครบถ้วนแล้ว ยังมีพู่กันสำรองอีกสองด้าม สิ่งที่ไม่ควรนำมาก็มิได้นำมา
เมื่อตรวจสอบเสร็จสิ้น ตำแหน่งข้างหน้าก็ว่างลง หลิวลี่ตะโกนว่า “ไปกันเถอะ!”
หลิวจี้ลูบศีรษะลูกทั้งสี่คนทีละคน “พ่อเข้าไปแล้ว พวกเจ้ากลับกันเองระวังตัวด้วย”
“อื้มๆ” ลูกทั้งสี่คนพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
หลิวจี้ก้าวเดินสามครั้งหันกลับไปมองหนึ่งครั้ง ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปยังเจ้าหน้าที่ที่ตรวจตรา
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบบัตรประจำตัวและใบรับรองเสียก่อน เมื่อแน่ใจแล้วจึงหันไปอีกด้านเพื่อตรวจสอบหีบหนังสือ จากนั้นก็ตรวจค้นร่างกาย
แม้แต่พื้นรองเท้าก็ไม่ละเว้น การตรวจสอบเข้มงวดมาก เมื่อเทียบกับการสอบรอบแรก การสอบฝู่ซื่อยังไม่ทันได้เข้าห้องสอบก็ให้ความรู้สึกกดดันเป็นอย่างมากแล้ว
หน้าประตูมีผู้เข้าสอบจำนวนมาก แต่กลับเงียบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของทุกคน
“ผู้เข้าสอบอำเภอไคหยาง เมืองจินสือ หมู่บ้านตระกูลหลิว หลิวจี้ ผ่านการตรวจสอบ เข้าห้องสอบได้!”
เจ้าหน้าที่ยืนยันตัวตนของหลิวจี้ตามระเบียบเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นก็ผายมือชี้ไปทางประตูห้องสอบ “เข้าไปแล้วเลี้ยวซ้าย ไปรับกระดาษคำตอบเปล่า”
กระดาษคำตอบนั้นถูกตัวแทนช่วยส่งมาที่สำนักข้าหลวงกรมศึกษาตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว โดยมีขุนนางผู้รับผิดชอบเก็บรักษาไว้ เพื่อป้องกันการทุจริต
เมื่อเข้าห้องสอบแล้ว เพียงแค่แจ้งชื่อก็สามารถรับไปได้
หลิวจี้หันกลับไปมองอีกครั้งอย่างไม่คาดหวัง แต่ไม่คิดว่าจะมีเงาร่างคุ้นเคยเดินเข้ามาจากระยะไกล ท่วงท่าที่คล่องแคล่วนั้นค่อยๆ ใกล้เข้ามา และในไม่ช้าก็มาถึงลานหน้าประตูห้องสอบ
ราวกับรับรู้ถึงสายตาที่ร้อนแรงของเขา นางจึงเงยหน้าขึ้นมองมาทางเขา
“สู้ๆ นะ!” ฉินเหยายกมือขึ้น กำหมัดให้กำลังใจ
หลิวจี้ดีใจจนยิ้มหน้าบาน ยกมือขึ้นโบกด้วยความตื่นเต้น จากนั้นจึงเก็บรอยยิ้มเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่จ้องมองตนด้วยความไม่พอใจ ยกหีบหนังสือขึ้น แล้วก้าวเท้ากระโดดโลดเต้นเข้าไปในห้องสอบ
ผู้เข้าสอบคนอื่นๆ ที่ตามมาต่างก็มีสีหน้าตึงเครียด บางคนถึงกับหน้าซีด เหงื่อเย็นไหลซึมออกมา เมื่อเห็นผู้เข้าสอบที่สดใสและร่าเริงเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะมองตามอีกสองครั้ง
เมื่อมองดูแล้ว ก็ต้องตะลึงงัน…บนโลกนี้มีบุรุษรูปงามเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ!
หลิวจี้มองตอบ เขาสวมชุดบัณฑิตสีฟ้าอ่อน ผมยาวดำขลับถูกรวบขึ้นทั้งหมด เผยให้เห็นหน้าผากที่อิ่มเอิบ ใบหน้าที่มีสัดส่วนสมบูรณ์แบบปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
เขายกมุมปากขึ้น เผยให้เห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบแล้วผงกศีรษะทักทายอย่างเป็นมิตร
ผู้เข้าสอบรอบข้างรู้สึกเพียงว่ารอยยิ้มของชายผู้นี้ช่างเจิดจ้ายิ่งกว่าแสงแดดในเดือนห้าเสียอีก
“เมียจ๋าของข้าซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ข้า นางยังมาส่งข้าด้วย ฮิฮิ!” หลิวจี้พึมพำกับตัวเองเบาๆ สีหน้าดูเขินอายเล็กน้อย แต่การยกมือหมุนตัวก็เผยให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะอวดของเขา
หลิวลี่เดินนำอยู่ด้านหน้า เมื่อหันกลับไปมองก็ไม่เห็นคนที่ตามมาจึงวกกลับมาใหม่ แล้วก็พบว่าหลิวจี้กำลังหมุนตัวอยู่กับที่เหมือนนกยูงรำแพนหาง รอบกายเต็มไปด้วยฟองสีชมพู
เมื่อมองดูอีกครั้ง ผู้เข้าสอบรอบข้างต่างก็อ้าปากค้างมองมาที่เขา เขารีบดึงตัวอีกฝ่ายมาแล้วลดเสียงต่ำเอ่ยตำหนิว่า “เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง มาทำท่าอะไรอยู่ตรงนี้ ที่นี่คือสถานที่สำคัญของการสอบเคอจวี่อันศักดิ์สิทธิ์ จะกระทำการตามอำเภอใจเช่นนี้ได้อย่างไรกันหา!”
หลิวจี้ที่กำลังเคลิบเคลิ้มเมื่อได้ยินดังนั้นจึงได้สติ เขาสะดุ้งเฮือก กดมุมปากที่กำลังจะยกขึ้น แล้วก้มหน้าลง เหลือบมองไปรอบๆ ด้วยหางตา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีขุนนางจะเข้ามาจับตัว จึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
สนามสอบฝู่ซื่อนั้นยังคงจัดอยู่ในห้องโถงกว้างใหญ่ไม่กี่ห้อง หลิวลี่กับหลิวจี้แยกกันอยู่คนละสนามสอบ
เมื่อเข้าไปในห้องสอบ หลิวจี้ก็คุ้นเคยกับการจัดวางภายในเป็นอย่างดี แทบจะเหมือนกับการสอบรอบแรก
ขั้นแรกคือรับกระดาษคำตอบ จากนั้นก็หาที่นั่งของตนเอง
เมื่อถึงเวลาสอบ เจ้าหน้าที่ก็แจกข้อสอบ
ภายในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงพลิกกระดาษของเจ้าหน้าที่ตรวจข้อสอบ บรรยากาศเงียบขรึมเคร่งเครียด
เมื่อเห็นคำถาม บางคนก็ถอนหายใจเบาๆ บางคนสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วลงมือเขียนตอบ บางคนก็ไม่ยอมจรดพู่กันแล้วนั่งเหม่อลอย
หลิวจี้มองดูคำถามบนกระดาษข้อสอบ เกาหัว ลูบหน้า รู้สึกสงสัย
คำถามดูคุ้นๆ เหมือนเมียจ๋าเคยให้เขาทำข้อสอบจำลองที่คล้ายกันเลย
แต่ว่า!
ตอบไม่ได้แม้แต่คำเดียว