ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 249 รสนิยมอันเป็นเอกลักษณ์
ผู้อื่นเข้าสอบเคอจวี่ล้วนตั้งอกตั้งใจทำข้อสอบ
หลิวจี้เข้าสอบเคอจวี่ กลับเหม่อมองเพดาน ชำเลืองมองผู้คุมสอบ ก้มลงมองข้อสอบอีกครา พลางคิดว่าช่วงเวลายากลำบากนี้จะผ่านไปเมื่อใดกัน
ทว่าการสอบเคอจวี่เป็นเรื่องที่จริงจังอย่างยิ่ง ต้องรักษาความเคร่งขรึมสง่างาม ห้ามส่งเสียงดัง ยิ่งมิอาจฟุบหลับได้ ด้วยกิริยาวาจาจะถูกนำไปพิจารณาโดยหัวหน้าผู้คุมสอบด้วย
หลิวจี้พบว่า เด็กอัจฉริยะผู้นั้นอยู่ในสนามสอบเดียวกับตนด้วย หัวหน้าผู้คุมสอบยืนอยู่เบื้องหน้าเด็กอัจฉริยะผู้นี้มานานแล้ว สองตาจับจ้องการตอบคำถามของอีกฝ่าย
จึงกล่าวได้ว่า เด็กอัจฉริยะสมแล้วที่เป็นเด็กอัจฉริยะ หากเปลี่ยนเป็นเขาที่ถูกจับจ้องเช่นนี้ คงคลุ้มคลั่งไปนานแล้ว
ยามเที่ยงไม่มีเวลาพักผ่อน ผู้เข้าสอบในสนามสอบ บ้างก็ทำข้อสอบต่อ บ้างก็ยกน้ำที่เตรียมมาขึ้นดื่มสองอึก ขยี้ตาแล้วทำข้อสอบต่อไป
หลิวจี้ดื่มน้ำ รู้สึกราวกับมีเข็มทิ่มแทงอยู่ที่ก้น อยากจะลุกขึ้นเดินเสียจริง
คราสอบรอบแรก รอบกายล้วนเป็นคนคุ้นเคย แม้แต่ผู้คุมสอบก็เป็นผู้ที่เคยเห็นหน้ากันบ่อยครั้ง ยามพักเที่ยงลุกขึ้นยืนสักครู่ก็ไม่เป็นไรยิ่งไม่มีผู้ใดคอยจับจ้อง
แต่ในการสอบรอบจริงนั้นแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง หลิวจี้ผู้คุ้นชินกับความเกียจคร้าน รู้สึกเพียงว่าทรมานราวกับติดคุก
การสอบระดับมณฑล、การสอบหน้าพระที่นั่ง,到时候监考的官员都是五品
แต่นี่เป็นเพียงการสอบระดับฝู่ซื่อเล็กๆ เท่านั้น ยังมีการสอบระดับย่วนซื่อ การสอบฮุ่ยซื่ออีก เมื่อถึงเวลานั้น ขุนนางผู้คุมสอบล้วนเป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนักระดับห้าขึ้นไป…จิ๊จิ๊จิ๊ เพียงคิดหลิวจี้ก็รู้สึกหายใจไม่ออกแล้ว
ทว่าท่ามกลางความอึดอัดนี้ กลับปะปนไปด้วยความคาดหวังที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ หวังว่าสักวันหนึ่ง ตนเองจะได้ยืนอยู่ในสนามสอบแห่งนี้ กลายเป็นขุนนางสำคัญผู้คัดเลือกผู้มีความสามารถให้แก่ราชสำนัก
ตลอดช่วงเช้า หลิวจี้ใช้เวลาไปกับการคิดฟุ้งซ่าน ยามบ่ายเขาถึงจับพู่กันขึ้นทำข้อสอบ
ท่าทีเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง หลิวจี้รู้ดีว่าเหล่าหัวหน้าผู้คุมสอบจากสำนักข้าหลวงกรมศึกษาให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ที่สุด
เจ้าอาจตอบได้แย่ แต่ห้ามไม่ตอบ
ตัวอักษรต้องเขียนให้เรียบร้อย ลายมืออาจไม่สวยงาม แต่ต้องไม่แย่จนเกินควร ทำให้หัวหน้าผู้คุมสอบจดจำ ‘ลายมือห่วย’ ของเจ้าผู้นี้แล้วขึ้นบัญชีดำ
หลิวจี้หัวเราะหึๆ ในใจ วิถีแห่งความพอดี ที่แท้ก็ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้
หลิวจี้หาความสุขให้กับตนเองได้แล้ว หารู้ไม่ว่า กิริยาท่าทางต่างๆ ของเขาหลังจากเดินเข้าสนามสอบล้วนอยู่ในสายตาของผู้อื่น
ฉีเซียนกวน จากตอนแรกที่ไม่เข้าใจ งุนงง จนพูดไม่ออก กระทั่งบัดนี้เริ่มแย้มยิ้มออกมา
เดิมทีเขาคิดว่าการสอบครั้งนี้ช่างน่าเบื่อยิ่งนัก ไม่นึกว่าจะได้พบเรื่องที่น่าขันโดยไม่คาดคิด
พอเขียนตัวอักษรสุดท้ายเสร็จ ฉีเซียนกวนก็วางพู่กันลง ไม่แม้แต่จะตรวจทาน ก็ลุกขึ้นยื่นส่งม้วนข้อสอบออกไปทันที
จากนั้นก็เก็บข้าวของ ยกหีบหนังสือหนักอึ้งขึ้น เป็นคนแรกที่เดินออกจากสนามสอบ
ก่อนจากไป สายตาพลันเหลือบไปเห็นหีบหนังสือสีสันสดใสใบหนึ่งที่มุมขวาสุดของแถวหน้าถัดจากที่นั่งของตน
เดิมทีมันน่าจะเป็นหีบหนังสือสีดำล้วน ด้านล่างมีล้อไม้เล็กๆ สี่ล้อ บัดนี้ด้านบนกลับถูกวาดทับด้วยลายดอกไม้นานาชนิด
บนฝาหีบหนังสือเป็นสีดำสนิท ทว่ามีตัวอักษรศิลป์แถวหนึ่งที่เขียนว่า ‘ดาวเหวินฉวี่สถิตร่าง’
มุมปากของฉีเซียนกวนกระตุกเล็กน้อย ช่างเป็นรสนิยมอันเป็นเอกลักษณ์โดยแท้
บอกไม่ถูกว่าในใจตนนั้นอิจฉาหรือรู้สึกอย่างไรกันแน่ กล่าวโดยสรุปคือ เขารู้สึกว่าตนเองในภายภาคหน้าไม่มีทางที่จะข้องเกี่ยวกับคนเช่นนี้อีกเป็นอันขาด
“ท่านแม่ มีคนออกมาแล้วเจ้าค่ะ!” ซื่อเหนียงเขย่ามือผู้ใหญ่ข้างกายอย่างตื่นเต้น
ฉินเหยานั่งอยู่บนหีบหนังสือของเอ้อร์หลาง หลับตาพักผ่อนอยู่ เมื่อเช้าหลังจากส่งหลิวจี้เข้าสนามสอบแล้ว พวกนางก็กลับไปยังโรงเตี๊ยม
ทิ้งให้เด็กทั้งสี่คนทำการบ้านอยู่ในห้องพัก นางออกไปข้างนอกตามลำพังเพื่อตามหาเจี่ยงเหวิน สอบถามข่าวเกี่ยวกับพ่อค้าไม้
ยุ่งจนถึงตอนเที่ยง แดดข้างนอกช่างร้อนแรงยิ่งนักจึงคิดจะงีบหลับพักผ่อนสักครู่
แต่เด็กน้อยทั้งสี่กลับรีบร้อนจะไปรอท่านพ่อของพวกเขาออกมาที่หน้าประตูใหญ่ของสนามสอบจึงไม่ได้นอน
บัดนี้นั่งลงใต้ต้นไม้เล็กในลานหน้าประตูของสนามสอบ สมองว่างเปล่า ง่วงงุนอยากจะหลับ
ฉินเหยาเปิดเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย ชำเลืองมองไปยังประตูสนามสอบ แล้วก็ตบเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังตื่นเต้นเบาๆ “นั่นไม่ใช่พ่อของเจ้า”
จากนั้นนางก็งีบต่ออีกสักครู่
“อ้อ” ฉินเหยาขานรับอย่างเกียจคร้าน ไม่ใส่ใจว่าเป็นผู้ใด อย่างไรเสียก็ไม่มีทางเป็นหลิวจี้เจ้าคนเรียนไม่เอาไหนคนนั้นอยู่แล้ว
อีกอย่าง อีกฝ่ายเป็นเด็กอัจฉริยะ การเดินออกจากสนามสอบเป็นคนแรกจึงเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดาอย่างยิ่ง
สายตาของต้าหลางและเอ้อร์หลางจับจ้องตามฉีเซียนกวนไปตลอดทาง จนกระทั่งเขาขึ้นเกี้ยวที่ตระกูลเฮ่อส่งมารับจึงได้ละสายตากลับมา
“เขาช่างเก่งกาจยิ่งนัก!” ต้าหลางกล่าวอย่างชื่นชม
เอ้อร์หลางไว้หน้าพี่ใหญ่เป็นอย่างยิ่ง เขาตบบ่าพี่ชายแล้วกล่าวอย่างภูมิใจว่า “พี่ใหญ่ ท่านเองก็ไม่เลว”
ต้าหลางยิ้มอย่างเขินอาย รับความหวังดีของน้องชายนี้ไว้ในใจ
“เห็นนายน้อยตระกูลติงหรือไม่”
พลันได้ยินเสียงใสๆ ของฉินเหยาถามขึ้น ซื่อเหนียงจึงรีบหันกลับมา “ท่านแม่ ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะ”
ฉินเหยาหาววอดหนึ่ง ลุกขึ้นยืนจากหีบหนังสือ รู้สึกว่าหีบหนังสือของบ้านตนใช้งานได้ดีจริงๆ เขียนก็ได้ ลากก็ได้ แถมยังใช้เป็นเก้าอี้นั่งได้อีกด้วย
“นายน้อยตระกูลติงก็น่าจะมาด้วยนะ”
ฉินเหยามองไปยังประตูใหญ่ของสนามสอบ ติงซื่อเคยมาเข้าสอบในการสอบระดับฝู่ซื่อเมื่อปีที่แล้ว ทั้งยังมาพร้อมกับคหบดีติงด้วย
แต่ปีที่แล้วเขาสอบซิ่วไฉไม่ผ่าน ปีนี้มาสอบอีกครั้ง ไม่รู้ว่าผลจะเป็นเช่นไร
ดังนั้น ขนาดตระกูลที่มีรากฐานมั่นคงเช่นติงซื่อ ลงสนามครั้งเดียวยังสอบไม่ผ่าน แล้วนับประสาอะไรกับหลิวจี้ที่จับพลัดจับผลูเข้ามาสอบเช่นนี้
แต่ถึงกระนั้น พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็ยังคงคาดหวังในตัวท่านพ่อ
อย่างไรเสีย ท่านพ่อก็ผ่านการสอบรอบแรกมาได้อย่างง่ายดายเชียวนะ!
ฉินเหยามองดูท่าทางของพวกเขาก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี คงไม่สามารถบอกเด็กๆ ได้ว่า ตำแหน่งถงเซิงของพ่อเจ้านั้นได้มาเพราะใช้เส้นสายกระมัง?
เมื่อได้ยินฉินเหยาถามถึงนายน้อยตระกูลติง ต้าหลางก็ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “คนเยอะมากเลยขอรับ ตอนเช้าก็ไม่เห็น บางทีนายน้อยติงอาจจะมาถึงเร็ว และเข้าไปก่อนแล้ว”
ดังนั้น คนที่ออกมาเร็วอย่างฉีเซียนกวนจึงถือเป็นส่วนน้อยมาก
ฉินเหยามองไปยังเด็กทั้งสี่แล้วเสนอว่า “หรือว่าพวกเรากลับไปกินมื้อเย็นที่โรงเตี๊ยมก่อนแล้วค่อยมาใหม่ดีหรือไม่”
แฝดชายหญิงส่ายหน้า นั่งยองๆ ลงไป อยากจะรอ
ต้าหลางนั้นอย่างไรก็ได้ แต่เอ้อร์หลางรู้สึกว่าการรอเฉยๆ นั้นมันช่างน่าเบื่อ จึงควักถุงเงินออกมาแล้วเดินไปยังร้านค้าข้างๆ ซื้อเมล็ดฟักทองครึ่งห่อมาอย่างใจกว้าง
จากนั้นห้าแม่ลูกก็นั่งแทะเมล็ดฟักทองไปพลาง รอไปพลาง รอจนกระทั่งฟ้าเริ่มมืด หลิวลี่ออกมาแล้ว หลิวจี้ก็ยังไม่ออกมา
“เกิดอะไรขึ้นนะ” ฉินเหยารู้สึกไม่ค่อยดี นี่ไม่น่าใช่ระดับความสามารถของเจ้าหลิวสามนี่นา เขาเขียนตัวอักษรได้มากมายขนาดนั้นเชียวหรือ
หลิวลี่ยังคิดว่าหลิวจี้ส่งม้วนข้อสอบแล้วออกมาตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วเสียอีก ทั้งสองไม่ได้อยู่ในสนามสอบเดียวกัน ดังนั้นสถานการณ์ของหลิวจี้เขาจึงไม่รู้ บัดนี้เห็นคนยังไม่ออกมา เรื่องที่ผิดปกติเช่นนี้ พวกเขาทั้งหลายจึงอดกังวลมิได้
ขณะที่หลิวลี่อ้ำๆ อึ้งๆ ไม่รู้ว่าควรบอกฉินเหยาเรื่องพฤติกรรมนกยูงรำแพนหางของหลิวจี้เมื่อเช้านี้ดีหรือไม่ หลิวจี้ก็ปรากฏตัวที่ประตูใหญ่ของสนามสอบในที่สุด
“ท่านพ่อ!” เอ้อร์หลางตะโกนเสียงดังลั่น พี่น้องอีกสามคนที่เหลือก็รีบวิ่งเข้าไปหาทันที
ฉินเหยากวักมือเรียกหลิวลี่ ทั้งสองคนตามไปติดๆ “เหตุใดจึงช้านัก? ไม่ได้เกิดเรื่องอันใดขึ้นใช่หรือไม่”
หลิวจี้โบกมือ สีหน้าตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูก สายตากวาดมองไปทั่ว ไม่รู้ว่ากำลังมองหาอะไร จากนั้นก็รีบร้อนตอบว่า
“เรื่องมันยาว กลับไปค่อยว่ากัน หาห้องสุขาให้ข้าก่อน ข้าจะอั้นไม่ไหวแล้ว!”
ฉินเหยา “…”
หลิวลี่และทุกคน “…”