ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 251 ขบวนรถของตนเอง
ตอนที่ 251 ขบวนรถของตนเอง
………………..
พอการสอบระดับฝู่ซื่อสิ้นสุดลง บรรยากาศในเมืองก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ในโรงเตี๊ยมโรงน้ำชาสามารถพบเห็นผู้เข้าสอบที่รวมตัวกันอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง พอเทียบคำตอบ ก็มีทั้งคนที่ยินดีและคนที่เศร้าใจ
หลิวลี่คิดแล้วคิดอีก ในที่สุดก็อดมาหาหลิวจี้ไม่ได้ อยากจะชวนเขาให้ไปหาผู้เข้าสอบคนอื่นเพื่อประเมินผลคะแนนของตนเอง
น่าเสียดาย ที่เขามาหาคนผิดเสียแล้ว
ฉินเหยาออกไปทำธุระตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อป่าไร้เสือ ลิงก็ย่อมเป็นใหญ่
หลิวจี้หลับยาวจนตื่นขึ้นมาเอง เป็นพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่อ่านหนังสือในช่วงเช้าเสร็จแล้วค่อยมาเรียกเขาให้ไปกินอาหารเช้า เขาถึงลุกขึ้นมาได้
ตอนนี้เขาผมเผ้ายุ่งเหยิง ลุกมาเปิดประตูให้หลิวลี่ แต่ยังไม่ทันที่หลิวลี่จะเอ่ยปาก หลิวจี้ก็คว้าตัวเขาเข้ามาแล้วสั่งการว่า
“เจ้าไม่เคยไปศาลเจ้ามังกรใช่หรือไม่ ประเดี๋ยวพวกเราไปด้วยกัน เจ้าเรียกต้าจ้วงไปด้วย”
พูดพลางกวักมือเรียกซานหลางและซื่อเหนียง ผลักหลิวลี่ไปอยู่ตรงหน้าสองพี่น้อง “ประเดี๋ยวพวกเจ้าตามท่านลุงลี่กับท่านลุงต้าจ้วงไปนะ ในศาลเจ้าคนเยอะ อย่าได้พลัดหลงกันเล่า”
กำชับทางนี้เสร็จ ก็ไปเรียกต้าหลางกับเอ้อร์หลางให้เตรียมน้ำเต้าที่จะนำติดตัวไปด้วยในการเดินทาง แล้วจัดแจงทุกอย่างให้เสร็จสรรพ
หลิวลี่อ้าปากจะพูดอยู่หลายครั้ง แต่ก็หาโอกาสไม่ได้เลย
“ท่านลุงลี่ ท่านลุงลี่ ท่านรู้หรือไม่ว่าราชามังกรคือใคร ท่านเคยเห็นราชามังกรหรือไม่” ซานหลางเข้ามาใกล้ ปากเล็กๆ พูดเจื้อยแจ้วราวกับมีคำถามเป็นหมื่นๆ คำถาม
ซื่อเหนียงก็ตามมาติดๆ ถามเขาไม่หยุดว่าเหตุใดศาลเจ้ามังกรจึงเรียกว่าศาลเจ้ามังกร ในศาลเจ้ามังกรมีราชามังกรตัวจริงหรือไม่ เสียงเจี๊ยวจ๊าวข้างหูไม่เคยหยุดลงเลย
หลิวลี่เรียนหนังสืออยู่ที่สำนักศึกษาในตัวอำเภอมาโดยตลอด น้อยครั้งที่จะกลับไปพักที่หมู่บ้าน เขาจึงไม่เคยเลี้ยงเด็กในบ้านมาก่อน เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้ที่ไหนกัน ชั่วขณะหนึ่งจึงถึงกับยืนตะลึงอยู่ตรงนั้น
หลิวจี้ยิ้มขมขื่นให้เขาอย่างคุ้นชิน พอเห็นต้าหลางกับเอ้อร์หลางเก็บของเสร็จแล้ว ก็โบกมือให้พวกเขาออกไปก่อน ประเดี๋ยวไปหาของอร่อยกินเป็นมื้อเช้าที่ศาลเจ้ามังกรเลยทีเดียว
ก่อนไป หลิวจี้มุดเข้าไปในห้องพักอีกครั้ง ค้นหาที่ข้างเตียงอยู่ครู่ใหญ่ แปลกจริง เห็นชัดๆ ว่าฉินเหยาวางหีบเงินไว้บนเตียง เหตุใดจึงหาไม่เจอเล่า?
เขาหาไม่เจอก็เป็นเรื่องธรรมดามาก โรงเตี๊ยมไม่ปลอดภัย ฉินเหยาจะวางหีบเงินไว้ในที่ที่เห็นได้ชัดเช่นนี้ได้อย่างไร
แต่หากหลิวจี้เงยหน้ามองเพดานดีๆ ก็น่าจะมองเห็นขอบของหีบเงินอยู่เล็กน้อย
ทว่าความสูงของคานห้องนั้นเขามองเห็นแต่เอื้อมไม่ถึง ต่อให้เห็นก็หยิบไม่ได้
สุดท้ายหลิวจี้หาอะไรไม่เจอเลยจึงทำได้เพียงลงกลอนประตูห้องอย่างเสียดาย หนีบหลิวลี่และต้าจ้วงสองหนุ่มผู้กำยำให้รับหน้าที่ดูแลเด็กๆ ทั้งคณะออกเดินทางท่องเที่ยวเมืองหลวงของมณฑลทั้งวันอย่างเอิกเกริก
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งฉินเหยา ตลอดช่วงเช้าได้พบปะกับพ่อค้าไม้ไปแล้วสองราย
เพราะเห็นแก่หน้าเจี่ยงเหวิน ทุกคนล้วนปฏิบัติต่อนางอย่างเกรงใจ แต่พอพูดถึงเรื่องเงิน ทุกคนก็อยากจะขูดรีดนางราวกับเห็นนางเป็นลูกพลับนิ่มๆ
ฉินเหยามองดูแล้วก็หมดอารมณ์จะต่อราคา ไปหารายใหม่ต่อทันที
นี่เป็นรายสุดท้ายของวันนี้แล้ว
เมืองหลวงของมณฑลมีร้านค้าไม้เพียงสามแห่งนี้เท่านั้น จากประสบการณ์ที่ไม่น่าพอใจกับสองรายแรก ฉินเหยาจึงไม่ได้คาดหวังกับรายที่สามนี้มากนัก
โชคดีที่รายนี้ไม่ได้คิดจะขูดรีดนาง การเจรจาเรื่องราคาเป็นไปได้ด้วยดี แถมยังรับประกันว่าจะขนส่งไม้ที่นางต้องการไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิวภายในหนึ่งเดือนอีกด้วย
ทว่าเงื่อนไขที่อีกฝ่ายเสนอให้จ่ายเงินล่วงหน้าเต็มจำนวนนั้น ทำให้ฉินเหยาปวดหัวอย่างแท้จริง
“เถ้าแก่ฟาง ทำการค้าที่ไหนยังไม่ทันส่งของก็เก็บเงินไปทั้งหมดก่อนแล้ว” ฉินเหยามองตาอีกฝ่าย ถามกลับอย่างไม่พอใจ
เถ้าแก่ฟางรู้ว่านางจะโกรธ แต่เขาก็มีความลำบากของเขา
“ตอนนี้จังหวัดจื่อจิงมีแต่ชาวบ้านที่อดอยากออกมาขอทาน มณฑลข้างเคียงทางเหนือเพิ่งประสบภัยตั๊กแตนไปอีกครั้ง ปีนี้เส้นทางเดินทางลำบากยิ่งนัก หากข้าไม่จ่ายเงินให้ลูกน้องมากหน่อย ใครจะกล้าเสี่ยงออกไปเล่า”
“มณฑลข้างเคียงประสบภัยตั๊กแตนอย่างนั้นหรือ” ฉินเหยาตกใจ “เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อใด เหตุใดในเมืองจึงไม่ได้ยินข่าวเลย”
เถ้าแก่ฟางแสดงสีหน้าจนใจราวกับจะบอกนางว่านางยังอ่อนประสบการณ์นัก “เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อน ลูกน้องข้าเพิ่งกลับมาเมื่อวานแล้วบอกข้า ชาวบ้านในเมืองหลวงของมณฑลคงต้องรออีกวันสองวันถึงจะรู้”
เหล่าใต้เท้าเบื้องบนตอนนี้ก็คงกำลังปวดหัวอยู่เช่นกัน เดิมทีการเก็บเกี่ยวข้าวสาลีในฤดูใบไม้ผลิทางนี้ก็ไม่ดีอยู่แล้ว สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ ยังเอาตัวเองแทบไม่รอด
บัดนี้มณฑลข้างเคียงเกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ขึ้น สองมณฑลอยู่ใกล้กันถึงเพียงนี้ ย่อมหลีกเลี่ยงผลกระทบมิได้
แม้แต่จวนที่ว่าการมณฑลยังเป็นเช่นนี้ นับประสาอะไรกับเขาที่เป็นเพียงชาวบ้านตัวเล็กๆ?
เส้นทางไม่ปลอดภัย ต้นทุนการขนส่งก็ย่อมเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงสูง หากเขาไม่เก็บเงินเต็มจำนวน ก็ไม่สามารถจัดการเรื่องต่างๆ ได้
ฉินเหยาเชื่อว่าเขาลำบาก แต่จะลำบากถึงเพียงนั้นจริงหรือ
“จากเมืองหลวงของมณฑลถึงอำเภอไคหยางห่างกันเพียงแค่สามร้อยกว่าลี้ เหตุใดจึงทำให้เถ้าแก่ลำบากถึงเพียงนี้”
ฉินเหยามองเถ้าแก่ฟางอย่างจนใจ “ท่านอย่าพูดเกินจริงไปเลย จังหวัดจื่อจิงของเรามีเสบียงอาหารที่เพียงพอ แม้ตอนนี้ราคาข้าวจะสูง แต่ก็ไม่ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่าทางการได้ดำเนินการปล่อยเสบียงออกมาแล้ว”
“อีกทั้งนอกกำแพงเมืองตอนนี้ ต้นข้าวเขียวชอุ่มก็เติบโตขึ้นแล้ว การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงย่อมไม่ล่าช้า ขาดแคลนอาหารเพียงเดือนเดียวเท่านั้น อีกไม่นานก็จะผ่านพ้นไป พอถึงเดือนเจ็ดก็ไม่มีปัญหาแล้ว”
“ส่วนเรื่องของมณฑลข้างเคียง ราชสำนักย่อมเข้ามาดูแล แคว้นเซิ่งมีตั้งหลายมณฑล ไม่ใช่ว่าทุกมณฑลจะประสบภัยตั๊กแตนเสียหน่อย ปีที่แล้วได้ยินว่าทางใต้เก็บเกี่ยวข้าวมาได้สามครั้ง ช่วงนี้ก็ไม่มีสงคราม เสบียงสำรองย่อมมีเพียงพอ ภัยพิบัตินี้จะผ่านพ้นไปในไม่ช้า”
ในสายตาของฉินเหยา ตราบใดที่พืชผลบนดินยังสามารถเติบโตได้ตามปกติก็ไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น
เมื่อเถ้าแก่ฟางได้ยินการวิเคราะห์ของฉินเหยาก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เขาค้าขายมาหลายปีแล้ว ย่อมเคยผ่านยุคสมัยที่วุ่นวายมา แต่พอได้ยินว่ามณฑลข้างเคียงเกิดภัยตั๊กแตน ก็ยังคงรู้สึกตื่นตระหนกและไม่สบายใจโดยสัญชาตญาณ
ทว่ากลับลืมไปว่า แคว้นเซิ่งในปัจจุบันเป็นแคว้นที่รวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่ใช่สถานการณ์ที่แบ่งแยกเป็นสี่ห้าส่วน ปกครองโดยขุนศึกท้องถิ่นเหมือนในอดีต
“เฮ้อ~” เถ้าแก่ฟางถอนหายใจ “พอฟังฉินเหนียงจื่อพูดเช่นนี้ ใจข้าที่แขวนอยู่ก็วางลงได้เสียที”
“เอาอย่างนี้ เจ็ดส่วนเป็นอย่างไร” เถ้าแก่ฟางเสนอที่จะลดเงินมัดจำลงส่วนหนึ่ง
ฉินเหยาส่ายหน้า “ห้าส่วน!”
เดิมทีนางต้องการจ่ายล่วงหน้าเพียงสามส่วน แต่เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ภายนอกที่ไม่สงบนักในตอนนี้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการผลิต จึงเพิ่มเป็นห้าส่วน
“ห้าส่วนไม่ได้” รอยยิ้มบนใบหน้าของเถ้าแก่ฟางหายไป “ในเมื่อฉินเหนียงจื่อไม่ไว้วางใจพวกเราถึงเพียงนี้ เช่นนั้นท่านก็หาคนมาขนไม้เองเถิด ถึงตอนนั้นพวกเราก็จ่ายเงินรับของกันไปเลย ง่ายดี!”
นี่เป็นคำพูดประชดประชันอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อเห็นฉินเหยาหยุดนิ่งและครุ่นคิดจริงๆ เถ้าแก่ฟางก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที
“ท่านคงไม่ได้คิดจะขนไม้กลับไปเองจริงๆ หรอกนะ” เถ้าแก่ฟางเตือนด้วยความหวังดี “ไม้นี่มันหนักนะ”
“สิ่งที่ข้าไม่กลัวที่สุดก็คือของหนักนี่แหละ” ฉินเหยาหัวเราะลั่น “เถ้าแก่ฟาง ท่านพูดถูก วิธีนี้ดีมาก สามารถประหยัดค่าขนส่งไปได้ไม่น้อย”
เถ้าแก่ฟาง “หา?”
ฉินเหยาพูดต่อ “เอาอย่างนี้ ไม้ชุดแรกให้พวกท่านขนส่ง เงินมัดจำจ่ายสามส่วนตามธรรมเนียมก่อน ส่วนที่เหลือ ข้าจะกลับหมู่บ้านไปรวบรวมคนมาขนเอง”
รถม้าและเกวียนวัวในหมู่บ้านรวมกันก็มีห้าคันแล้ว จ้างเพิ่มจากหมู่บ้านเซี่ยเหออีกห้าคัน ถึงตอนนั้นก็จัดตั้งขบวนรถขนส่งของตนเองมารับผิดชอบเรื่องการขนส่งได้ ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว