ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 250 จะบ้าแล้วจริงๆ
ตอนที่ 250 จะบ้าแล้วจริงๆ
………………..
หลังจากหลิวจี้เข้าห้องสุขาเสร็จ คนทั้งกลุ่มก็กลับมายังโรงเตี๊ยม
ฉินเหยาสั่งอาหารหลายอย่าง เรียกหลิวลี่และต้าจ้วงให้มากินด้วยกัน ทั้งสองครอบครัวเตรียมจะไปกินอาหารที่ห้องโถงใหญ่ของโรงเตี๊ยม
เวลานี้ ผู้เข้าสอบส่วนใหญ่ออกมากันหมดแล้ว พวกเขารวมกลุ่มกันกลุ่มละสองถึงสามคน ดื่มชาไปพลางวิจารณ์ข้อสอบไปพลาง เทียบคำตอบ แล้วคาดคะเนคะแนนของตนเองคร่าวๆ
ทั้งห้องโถงใหญ่ส่งเสียงดังจอแจราวกับตลาดสด ฉินเหยาขมวดคิ้ว บอกให้เสี่ยวเอ้อร์หาที่นั่งเงียบๆ ให้ตนสักแห่ง
น่าเสียดายที่ในโถงใหญ่ไม่มีที่ว่างเหลือแล้ว แต่เสี่ยวเอ้อร์ก็ยังช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ช่วยย้ายอาหารไปยังโต๊ะหินในลานที่อยู่ด้านหลัง
ที่นี่ไม่มีคนเลยจึงค่อนข้างเงียบสงบ แต่ก็มียุงเยอะมากหน่อย
ทว่าไม่เป็นไร จุดสมุนไพรไล่ยุงในกระถาง พอฉินเหยาเอ่ยปากว่าลงมือกินข้าวได้ หลิวจี้ที่หิวจนทนไม่ไหวแล้วก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวทันที
เพื่อไม่ให้กระทบกับการสอบ ผู้เข้าสอบส่วนใหญ่จึงแทบไม่กินอะไรเลย หลีกเลี่ยงการเข้าห้องสุขาให้เสียเวลา อดทนมาทั้งวัน หลิวจี้รู้สึกว่าตอนนี้ตนสามารถกินวัวได้ครึ่งตัว
หลิวลี่ก็หิวเช่นกัน แต่ไม่หน้าหนาเท่าหลิวจี้ ทว่าท่าทางคีบอาหารกลับเร็วกว่าปกติหลายเท่า
ชั่วขณะหนึ่ง บนโต๊ะอาหารมีแต่เสียงเคี้ยวอาหาร ฉินเหยาเดิมทีไม่ค่อยหิว กลับอดไม่ได้ที่จะกินเพิ่มไปอีกสองชาม
พอกินข้าวใกล้จะอิ่ม หลิวจี้จึงเล่าสาเหตุที่เขาออกมาจากสนามสอบช้า
“โชคของข้าช่างไม่มีใครเหมือน เดิมทีข้าเขียนข้อสอบเสร็จนานแล้ว เห็นฉีเซียนกวนส่งข้อสอบ มีคนออกไปเป็นคนแรก ข้าก็คิดว่าจะตามเขาออกมา จะได้ไม่สะดุดตา…”
ไม่คาดคิดเลยว่า หีบหนังสือเจ้ากรรมดันทำพิษเข้า!
ผู้คุมสอบคนนั้นไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ จู่ๆ ก็เกิดสนใจหีบหนังสือของเขาขึ้นมา
ฝั่งเขากำลังเตรียมเก็บพู่กันลุกขึ้นส่งข้อสอบ ผู้คุมสอบก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า ทำเอาเขาตกใจสะดุ้งโหยง ตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับ นึกว่าตนเองทำอะไรผิดไปหรือไม่
ผลคืออีกฝ่ายเพียงแค่สงสัยเกี่ยวกับหีบหนังสือของเขาจึงเดินไปเดินมาสังเกตอยู่ตรงหน้าเขา
เมื่อผู้คุมสอบมายืนอยู่ตรงหน้า หลิวจี้ก็ไม่มีความกล้าพอที่จะส่งข้อสอบจริงๆ
เขาจึงหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง แสร้งทำเป็นตอบคำถามต่อไป
เดิมทีคิดว่าทนอีกสักครู่รอให้ผู้คุมสอบจากไปแล้วก็คงไปได้ เรื่องที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็เกิดขึ้น
ก่อนหน้านี้เขายังนินทาในใจ บอกว่าฉีเซียนกวนสมแล้วที่เป็นเด็กอัจฉริยะ ถูกผู้คุมสอบจ้องก็ยังเขียนคำตอบต่อไปได้ หากเป็นเขา เกรงว่าจะต้องบ้าไปแล้ว
จากนั้น…เขาก็จะบ้าตายจริงๆ!
“ผู้คุมสอบท่านนั้น ดวงตาวัวสีดำขลับทั้งสองข้างจับจ้องมาที่ข้าอยู่ สวรรค์เอ๋ย ข้าหลิวจี้มีบุญวาสนาอันใด ถึงได้มีประสบการณ์เหมือนกับเด็กอัจฉริยะผู้นั้น ตอนนั้นข้าไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเลยจริงๆ สมองหมุนวนจนแทบบ้า คิดถึงตำราที่ข้าเคยอ่านมาทั้งหมด แล้วเขียนทุกอย่างที่เขียนได้ลงไป”
ไม่กล้าหยุดพู่กันเลยแม้แต่น้อย!
“พอข้าหยุดพู่กัน ลมหายใจของเขาก็หนักขึ้น ฟังแล้วช่างบีบรัดหัวใจข้านัก…น่ากลัวเกินไปแล้วจริงๆ นั่นคือการจ้องมองของใต้เท้าข้าหลวงกรมศึกษาเชียวนะ ข้าเป็นเพียงบัณฑิตสามัญชนธรรมดา จะทนรับได้อย่างไร!”
ตอนนี้พอคิดย้อนกลับไป หลิวจี้ก็ต้องตบอกตัวเอง รู้สึกใจหายไม่หาย
ต้าหลางรินน้ำชาให้ท่านพ่อหนึ่งถ้วย หลิวจี้ก็ยิ้มให้บุตรชายอย่างขอบคุณ ยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด อารมณ์ตื่นเต้นถึงค่อยๆ สงบลงเล็กน้อย
เอ้อร์หลางยังฟังไม่พอ ถามต่อด้วยความสงสัยว่า “ท่านพ่อ แล้วท่านออกมาได้อย่างไรขอรับ ใต้เท้าผู้คุมสอบไปแล้วหรือ”
หลิวจี้โบกมือ “ไม่ๆๆ เพราะพ่อของเจ้าทนอั้นฉี่ต่อไม่ไหวจริงๆ เลยหลับหูหลับตาส่งข้อสอบออกไป”
พูดไปแล้วก็แปลก คำตอบที่เขาเค้นสมองเขียนออกมาเหมือนอาจมสุนัข ใต้เท้าผู้คุมสอบกลับอ่านมันอย่างเพลิดเพลิน มุมปากยกขึ้นเป็นครั้งคราวแล้วส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ที่ไม่ทราบความหมายออกมาด้วย
ถ้าเป็นไปได้ หลิวจี้อยากจะถามจริงๆ ว่า สามารถร้องเรียนผู้คุมสอบที่จงใจหัวเราะรบกวนสมาธิผู้เข้าสอบได้หรือไม่
ฉินเหยากล่าวอย่างล้อเลียน “คาดว่าคงเห็นเจ้าเป็นตัวตลกแล้วกระมัง การคุมสอบน่าเบื่อ นานๆ ทีจะเจอเรื่องน่าสนใจ เลยแกล้งเจ้าเล่น”
มุมปากของหลิวจี้กระตุกอย่างแรง ทำท่าอวดดีขึ้นมา “สามารถเป็นตัวตลกให้แก่ใต้เท้าได้ เช่นนั้นก็แสดงว่าข้าเก่งกาจ ผู้อื่นยังไม่มีความสามารถนี้เลยนะ!”
เมื่อครู่เขาแค่ลองคิดว่าตนเป็นคนที่ถูกผู้คุมสอบจับจ้องก็เริ่มหายใจไม่ออกแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าหลิวจี้จะทนได้นานขนาดนี้ สภาพจิตใจเช่นนี้คนธรรมดายากจะเทียบได้จริงๆ
“ฟ้ามืดแล้ว วันนี้พวกท่านเข้าสอบเหนื่อยทั้งกายทั้งใจ คงจะล้าแล้ว รีบกลับไปพักผ่อนเถิด” ฉินเหยาลุกขึ้นกล่าวกับหลิวลี่ด้วยรอยยิ้ม
หลิวลี่กล่าวขอบคุณ ขอบคุณฉินเหยาสำหรับอาหารมื้อค่ำ แล้วกลับไปพักผ่อนที่ห้องพักพร้อมกับต้าจ้วง
สอบเสร็จแล้ว ทั้งร่างรู้สึกเบาสบาย คืนนี้สามารถนอนหลับสบายได้อย่างไร้กังวล
หลิวจี้กลับมาที่ห้อง ยังคงเล่าเรื่องการประลองเชาว์ระหว่างเขาและใต้เท้าผู้คุมสอบในวันนี้ให้กับลูกๆ ฟัง มองดูสีหน้าประหลาดใจของเด็กๆ ก็รู้สึกว่าตนเองเก่งกาจอย่างมาก ลำพองใจอย่างยิ่ง
แต่กลับลืมท่าทางน่าสังเวชตอนออกจากสนามสอบที่รีบร้อนหาห้องสุขาไปเสียสนิท
ฉินเหยาเทน้ำสกปรกที่ใช้ล้างหน้าทิ้ง ปิดประตูห้อง วางอ่างไม้หนักอึ้งไว้บนชั้นตรงมุมห้อง เช็ดมือให้แห้งแล้วเดินมาที่ข้างเตียง
ซานหลางและซื่อเหนียงนอนเตียงเดียวกับนาง แต่ตอนนี้ทั้งสองกำลังนั่งล้อมหลิวจี้อยู่บนพื้น
หาได้ยากที่จะได้อยู่เงียบๆ สักพัก ฉินเหยาหยิบเงินห้าร้อยตำลึงที่แลกมาเมื่อเช้าออกมานับ
ก้อนละห้าสิบตำลึง รวมทั้งหมดสิบก้อนใหญ่ พอห่อเอาไว้ในผ้าจริงๆ แล้วก็ไม่ได้ก้อนใหญ่เท่าใดนัก
เจี่ยงเหวินให้ข้อมูลพ่อค้าไม้แก่นางหลายราย พรุ่งนี้เช้าจะพานางไปพบ หากเจรจาสำเร็จ เงินก้อนนี้ก็จะต้องใช้จ่ายออกไปทันที
ฉินเหยาหยิบก้อนเงินมาถือเล่นในมือ ก้อนเล็กๆ วางอยู่บนฝ่ามือ ช่างน่ารักยิ่งนัก
“เมียจ๋า ให้ข้าจับหน่อยสิ”
ห้าพ่อลูกไม่รู้ว่ามานั่งยองๆ อยู่ตรงหน้าเมื่อไหร่ มองก้อนเงินในมือของนางด้วยสายตาคาดหวัง
ฉินเหยาคิดว่าถือโอกาสให้เด็กๆ เรียนรู้เรื่องเงินก็ดีเหมือนกันจึงส่งก้อนเงินไปให้อย่างง่ายดาย “อย่าเอะอะไปเชียว”
มีนางกำชับไว้ล่วงหน้า ห้าพ่อลูกที่ไม่เคยเห็นเงินมากขนาดนี้มาก่อนจึงรีบปิดปากเงียบ
ฉินเหยามองแล้วก็รู้สึกขบขัน หยิบตั๋วเงินออกมาอีกหนึ่งฉบับ กางลงบนพื้น แล้วสอนพวกต้าหลางสี่พี่น้องถึงวิธีแยกแยะตั๋วเงินและวิธีแลกเปลี่ยน
เมื่อเช้านางไปแลกเงินที่ร้านแลกเงินตามลำพัง ขั้นตอนต่างๆ เคยทำไปแล้วครั้งหนึ่ง จึงอธิบายได้ละเอียดมาก
ไม่เพียงแต่เด็กสี่คนที่ไม่รู้เรื่องเหล่านี้ หลิวจี้เองก็ไม่รู้เช่นกัน ห้าพ่อลูกจึงฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
“เอาล่ะ เอาเงินคืนมาให้ข้าแล้วไปนอนเสีย พรุ่งนี้เช้าข้ายังมีธุระอีก” ฉินเหยายื่นมือออกไป ส่งสัญญาณให้ทุกคนคืนตั๋วเงินและก้อนเงินกลับมา
ซานหลางกับซื่อเหนียงหาวหวอดติดๆ กัน พวกเขาปีนขึ้นไปบนเตียงแล้วนอนในที่ของตนด้านใน หลับตาไม่ถึงสามวินาทีก็หลับปุ๋ย
หลิวจี้คืนเงินให้ฉินเหยา ถามอย่างเอาใจว่า “เมียจ๋า การสอบอีกสองสามรอบที่เหลือเป็นการสอบรอบสอง ไม่ต้องไปแล้ว ให้ข้าออกไปเป็นเพื่อนเจ้า ช่วยเจ้าสักหน่อยดีหรือไม่”
ฉินเหยาปฏิเสธ “ไม่จำเป็น พรุ่งนี้เจ้าอยู่โรงเตี๊ยมสอนการบ้านเด็กๆ บทเรียนของสำนักศึกษาจะให้ขาดช่วงไม่ได้ หากตอนกลางวันว่าง เจ้าก็พาลูกๆ ไปเดินเล่นที่ศาลเจ้ามังกรหรือเนินสระสันติอะไรพวกนั้นในเมืองได้”
พูดไปพลางถึงนึกขึ้นได้ว่านอกเมืองตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรก็ไม่รู้จึงกำชับว่า “หากจะออกนอกเมือง ให้บอกข้าก่อน”
กล่าวจบก็ยกมือขึ้นตวัดฝ่ามืออันทรงพลังดับเปลวเทียน ในห้องพลันตกอยู่ในความมืดมิดทันที
“นอน!”
หลิวจี้สัมผัสได้ถึงลมปราณอันเฉียบคมที่หลงเหลืออยู่ข้างแก้มก็กลืนน้ำลายดังเอื๊อก รีบตอบว่า “น้อมรับบัญชา!”