ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 257 มหาบัณฑิตกงเหลียงเหลียว
ในขณะเดียวกัน รถม้าของติงซื่อก็หยุดลง
เด็กหนุ่มก้าวเท้ายาวๆ มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉินเหยา ประสานหมัดคารวะอย่างหนักแน่น
“ฉินเหนียงจื่อ ก่อนหน้านี้คาดไม่ถึงว่าเป็นรถม้าของฉีเซียนกวน บัดนี้จำเขาได้แล้ว หลิวจี้ก็ถูกเรียกชื่อแล้ว พวกเราจะนิ่งดูดายไม่ได้นะขอรับ!”
สองสามีภรรยาฉินเหยาถามขึ้นพร้อมกันว่า “เพราะเหตุใด?”
ในรถม้า พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็มีความสงสัยเช่นเดียวกัน คิดในใจว่า หรือฉีเซียนกวนจะเป็นราชาเขาทองคำในนิทานของท่านแม่ ที่ถือน้ำเต้าทองคำม่วงเรียกชื่อ ใครถูกเรียกผู้นั้นก็ต้องตาย?
ติงซื่อกล่าวด้วยแววตาแน่วแน่ “หากข้าเดาไม่ผิด บนรถม้าด้านหลังฉีเซียนกวนจะต้องมีคนอยู่อีกผู้หนึ่งเป็นแน่”
“ใครรึ” หลิวจี้ทำหน้าดูแคลน “นอกจากข้าแล้ว ยังมีใครคู่ควรให้เมียจ๋าของข้าลงมืออีก?”
ติงซื่อเหลือบมองเขาอย่างพูดไม่ออก ก่อนจะตอบฉินเหยา “น่าจะเป็นมหาบัณฑิตกงเหลียงเหลียว!”
หลิวจี้แคะหู “มหาบัณฑิตอะไร กงเหลียงอะไร เหลียวอะไรนะ ไม่เคยได้ยินชื่อเลย…เดี๋ยว! ชักคุ้นๆ หู…”
ไม่ใช่กระมัง คงไม่ใช่หรอกกระมัง?
“คงไม่ใช่ศิษย์สายตรงรุ่นที่ห้าสิบสามของเมิ่งจื่อ ราชครูแห่งราชวงศ์ฮั่นยุคก่อน จูกัดเหลียงกลับชาติมาเกิด ผู้วางแผนดุจดั่งเทพหยั่งรู้ ผู้ใช้กลอุบายทำลายทัพสิบหมื่นและช่วยฮองเฮากอบกู้แผ่นดิน บัณฑิตประหลาดผู้บ้าคลั่งกงเหลียงเหลียวที่มีชื่อเสียงโด่งดังคนนั้นหรอกนะ!”
หลิวจี้ตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว!
ไม่รอให้ฉินเหยาถามว่ากงเหลียงเหลียวเป็นบัณฑิตประหลาดแบบไหนกันแน่ เขาก็คว้ามือของนางไว้แน่น “เมียจ๋า รีบช่วยเขาเร็ว! ถ้าช่วยเขาได้ พวกเราต้องได้รับประโยชน์มากมายแน่!”
……
“หลิวจี้…”
ฉีเซียนกวนมองเห็นรถม้าสามคันนั้นมุ่งหน้าออกนอกหมู่บ้านไปแต่ไกล ใจก็เย็นวาบไปครึ่งหนึ่ง
พอคิดอีกที คนเหล่านั้นกับเขาก็ไม่ได้สนิทสนมกัน ไม่มีความจำเป็นต้องเสี่ยงอันตรายช่วยเหลือตนเองจริงๆ
เพียงแต่อายุยังน้อย ประสบการณ์ยังไม่ลึกซึ้ง ความเจ็บใจและความขุ่นเคืองจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้า
หันไปมองเหล่าผู้อพยพรอบๆ ที่แย่งถุงเสบียงบนรถม้าไปแล้ว แต่ยังไม่ยอมหยุด ต้องการจะปล้นแม้กระทั่งเครื่องประดับบนตัวเขา ฉีเซียนกวนก็รู้สึกผิดหวังกับธาตุแท้ของมนุษย์เป็นครั้งแรก
เขาอุตส่าห์ใจดีมอบอาหารให้พวกเขา สุดท้ายกลับต้องลงเอยด้วยผลลัพธ์เช่นนี้
ความยินดีที่จินตนาการไว้ว่าจะได้รับเมื่ออีกฝ่ายสำนึกบุญคุณ บัดนี้ดูเหมือนว่าเขาจะคิดมากเกินไปเอง
“นายน้อย!” พวกผู้คุ้มกันตะโกนเรียกเขาเสียงดัง หวังให้เขาตัดสินใจเร็วขึ้น
พวกเขาแบกรับความกดดันว่าห้ามทำร้ายคน แม้มีอาวุธในมือก็ไม่กล้าฟาดฟัน กลับถูกพวกผู้อพยพที่กรูกันเข้ามาคุมเชิงไว้ ช่างน่าอัดอั้นตันใจยิ่งนัก
ฉีเซียนกวนมองพวกผู้คุ้มกันที่ทำอะไรไม่สะดวกจนเกือบจะถูกพวกผู้อพยพฝ่าเข้ามาได้ แล้วหันกลับไปมองรถม้าคันข้างหลังอีกครั้ง
เขาเอ่ยเรียก “ท่านอาจารย์” เสียงเบา ทว่าท่ามกลางผู้คนที่จอแจ คนในตัวรถม้าด้านหลังกลับไม่ได้ยินเสียงพึมพำอย่างเสียใจของเด็กหนุ่มเลย
สถานการณ์ไม่เปิดโอกาสให้ฉีเซียนกวนคิดนาน เขาอ้าปากกำลังจะออกคำสั่งให้ผู้คุ้มกันทิ้งรถม้าพาตนเองและท่านอาจารย์จากไป
ในขณะนั้นเองก็มีเสียงกีบเท้าม้าดังขึ้นกะทันหัน
พวกผู้คุ้มกันเงยหน้าขึ้นมองไปยังต้นเสียงอย่างประหลาดใจ เห็นเพียงสตรีในชุดสีเขียวผู้ถือลำไผ่ยาวนางหนึ่งกำลังควบม้าพุ่งตรงมาทางพวกเขา
ไม้ไผ่ยาวกวาดออกไปคราหนึ่ง พวกผู้อพยพที่รวมตัวกันอยู่ก็เหมือนต้นข้าวสาลีในนา ถูกไม้ไผ่กวาดจนล้มลงไปเป็นแถบๆ
ลำไผ่ยาวในมือนางราวกับหญ้าที่ไร้น้ำหนัก ไม่เห็นว่านางออกแรงอย่างไร เพียงกวาดซ้ายปัดขวา ผู้อพยพที่อออยู่หน้ารถม้าก็ถูกกวาดออกไปทั้งหมดราวกับใบไม้ร่วง เผยให้เห็นทางที่รถม้าพอจะผ่านไปได้
มองเหล่าผู้อพยพที่ล้มระเนระนาดร้องโอดโอยอยู่ข้างทาง ฉีเซียนกวนก็ถึงกับตะลึงงัน…เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า การหนีออกจากวงล้อมจะง่ายดายถึงเพียงนี้!
“ไปสิ! มัวยืนนิ่งทำอะไรอยู่!”
ฉินเหยากวาดคนออกไป เห็นคนเหล่านี้ยังคงอ้าปากค้างมองนางนิ่งไม่ขยับ ก็อดไม่ได้ที่จะตวาดออกไปเสียงหนึ่ง
เสียงตวาดนี้เรียกสติที่หลุดลอยไปของฉีเซียนกวนกลับมาได้ในที่สุด เขาไม่สนใจความตกตะลึง รีบจับประตูตัวรถม้าไว้แน่น รถม้าควบฝ่าออกมาภายใต้การคุ้มครองของพวกผู้คุ้มกันได้ในที่สุด
“ตามข้ามา!” ฉินเหยาพยักหน้าให้เด็กหนุ่มที่อยู่ข้างประตูรถ ตวัดลำไผ่ยาวในมือไปทางด้านหลัง ฟาดกลุ่มผู้อพยพที่คิดจะไล่ตามมาจนล้มลงไป
จากนั้นก็ควบม้าไปอยู่หน้าขบวน นำคณะของฉีเซียนกวนมุ่งหน้าต่อไป
พวกผู้อพยพในบริเวณนี้คงถูกความวุ่นวายเมื่อครู่ดึงดูดมาหมดแล้ว ตลอดทางที่ผ่านมาจึงไม่เจอผู้อพยพขวางทางอีก
โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตะวันลาลับขอบฟ้าไปแล้ว แสงสุดท้ายของวันหายลับไปในพงไพร หนทางข้างหน้ามืดสนิท ได้ยินเพียงเสียงกีบม้าห้อตะบึงดังกุบกับเป็นเครื่องนำทาง
เงาไม้สองข้างทางไหวเอนตามลม ทอดเงาลงไปบนพื้นดิน เกิดเป็นภาพน่าสะพรึงกลัว
แสงจันทร์อ่อนจาง เมื่อหันกลับไปมอง ผู้อพยพที่ไล่ตามมาข้างหลังหายลับไปนานแล้ว ไม่รู้ว่าถูกทิ้งห่างไปตั้งแต่เมื่อใด
ลมหายใจที่ฉีเซียนกวนกลั้นเอาไว้แน่น ในที่สุดก็กล้าผ่อนออกมาทั้งหมด
“นายน้อย ข้างหน้าเป็นศาลเจ้าขอรับ” ผู้คุ้มกันรายงาน
ม้าที่ควบมาหยุดลงหน้าศาลเจ้า มีคนถือโคมไฟรออยู่ตรงนั้น
พอฉินเหยาลงจากหลังม้า พวกเด็กๆ ก็กรูกันเข้ามาหา ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงว่านางบาดเจ็บหรือไม่
ฉินเหยาโบกมือสื่อว่าตนไม่เป็นไรแล้วมองเข้าไปในศาลเจ้าแวบหนึ่ง รถม้าของหลายๆ ครอบครัวถูกนำมาจอดไว้ในลานแล้ว
ศาลเจ้าแห่งนี้ขาดการเซ่นไหว้มานาน ข้างในจึงเต็มไปด้วยหญ้ารกที่สูงท่วมหัวคน
ภายในศาลเจ้ามีห้องสำหรับบูชาอยู่ แต่ถูกใส่กุญแจไว้ เพราะข้อห้ามบางประการและไม่ควรไปรบกวนเทพเจ้า ต้าจ้วงและผู้คุ้มกันสองนายของตระกูลติงจึงกำลังจัดการกับหญ้าในลาน เตรียมจะกางกระโจมพักแรมในลานคืนนี้
บริเวณกลางลานที่ถูกถางเรียบร้อยแล้ว มีการจุดกองไฟสองกองเพื่อให้แสงสว่าง แสงไฟในยามค่ำคืนทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกสบายใจ
“พวกเจ้าเข้าไปก่อน” ฉินเหยาส่งสายตาให้ต้าหลางกับเอ้อร์หลาง ให้ไปจองที่สำหรับกางกระโจม
คืนนี้มีคนพักแรมมากมาย แต่ลานกลับมีขนาดเล็กเพียงนิดเดียว หากไปช้าคงไม่มีที่ดีๆ เหลือแล้ว
ต้าหลางและเอ้อร์หลางยิ้มพลางพยักหน้าสื่อว่าเข้าใจแล้ว จากนั้นก็จูงฝาแฝดชายหญิงเข้าไปในลานก่อน
แต่หลังจากเข้าประตูไปแล้วก็ยังหันกลับมามองคณะของฉีเซียนกวนที่หยุดอยู่ที่หน้าศาลเจ้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น
พี่น้องทั้งสี่คนต่างรู้สึกเหลือเชื่อ เด็กอัจฉริยะที่เมื่อก่อนต้องมองข้ามแม่น้ำไปไกลๆ ถึงจะเห็น บัดนี้กลับอยู่ตรงหน้าใกล้แค่เอื้อม
และคืนนี้ ก็เป็นไปได้สูงอย่างยิ่งที่พวกเขาจะต้องนอนด้วยกันในศาลเจ้าร้างแห่งนี้
เมื่อรถม้าตระกูลฉีหยุดลงตรงหน้าทุกคน ติงซื่อ หลิวจี้ และหลิวลี่ทั้งสามคนก็รีบเดินเข้าไปหา แนะนำตนเองและถามไถ่ด้วยความห่วงใย
ฉีเซียนกวนเพิ่งจะรู้ตัวว่า คณะของหลิวจี้ที่เขาคิดว่าหนีไปแล้วกลับไม่ได้หนีไปไหน แถมยังย้อนกลับมาช่วยเขาอีกต่างหาก
ทว่าผู้ที่ช่วยชีวิตกลับไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนทั้งสามนี้ แต่เป็นสตรีชุดเขียวที่ยืนอยู่ใต้โคมไฟสีส้มหน้าประตูศาลเจ้าผู้นั้นต่างหาก
แตกต่างจากท่าทีปกติของพวกหลิวจี้ที่อยากจะเอาอกเอาใจผูกมิตรกับตนเองอย่างเห็นได้ชัด สตรีผู้นั้นยืนอยู่หน้าประตูศาลเจ้า มองสำรวจคณะของพวกเขาขึ้นๆ ลงๆ อย่างไม่เกรงใจ
สุดท้ายสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่รถม้าคันที่สอง ซึ่งเงียบสงบมาโดยตลอด
ฉีเซียนกวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเรียกผู้คุ้มกันส่วนตัวที่ชื่อสือโถวให้เดินผ่านพวกหลิวจี้และติงซื่อ มาทางประตูศาลเจ้าด้วยกัน
พอมาถึงเบื้องหน้าฉินเหยาก็ประสานหมัดคารวะอย่างซาบซึ้ง “จิ่งเซวียน ขอบพระคุณฮูหยินที่ยื่นมือช่วยเหลือในวันนี้ หากมิใช่เพราะฮูหยิน ข้ากับท่านอาจารย์คงยังไม่อาจหลุดพ้นจากวงล้อมของผู้อพยพมาได้”
พอพูดถึงตรงนี้ ฉีเซียนกวนก็เงยหน้ามองฉินเหยา พบว่าที่มุมปากของนางมีรอยยิ้มจางๆ ประดับ ไม่ได้กล่าวว่าไม่ต้องเกรงใจและไม่มีคำเยินยอใดๆ นางรับคำขอบคุณนี้ไว้อย่างเปิดเผย