ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 258 เฝ้ายาม
………………..
พอเจอพวกที่ต้องการผูกมิตรประจบสอพลออย่างหลิวจี้มามาก แล้วมาเจอฉินเหยาที่ปฏิบัติต่อตนเองอย่างปกติธรรมดาเข้าโดยไม่คาดคิด ฉีเซียนกวนก็รู้สึกไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง
นิ่งไปครู่หนึ่ง ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กน้อยนั้นกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สุขุมเกินวัยว่า
“ฮูหยิน พวกเราเคยพบกันมาสามครั้ง แต่ยังไม่ทราบชื่อเสียงเรียงนามของฮูหยินเลย พอจะบอกได้หรือไม่ ครั้งนี้พวกข้าได้รับความช่วยเหลือจากฮูหยินจึงรอดพ้นมาได้ รอหลังจากกลับถึงจวนและพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว จิ่งเซวียนจะนำของขวัญชิ้นงามไปมอบให้ถึงที่บ้านเพื่อแสดงความขอบคุณตามธรรมเนียม”
“ข้าชื่อฉินเหยา” นางยิ้มให้เขา “จิ่งเซวียนเป็นชื่อเล่นของเจ้ารึ”
ฉีเซียนกวนส่ายหน้า อธิบายว่า “เป็นนามรองที่ท่านอาจารย์ตั้งให้ข้าขอรับ”
ท่าทีที่ปฏิบัติต่อผู้มีพระคุณที่แท้จริงกับผู้มีพระคุณแค่ในนามอย่างติงซื่อและหลิวจี้ ของฉีเซียนกวนนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เขาตอบคำถามของฉินเหยาอย่างสุภาพกว่ามาก
ฉินเหยามองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่รูปร่างไล่เลี่ยกับต้าหลางของบ้านนาง เสื้อผ้าอาภรณ์ของเขายุ่งเหยิง มวยผมกระเซิง บนใบหน้าเปรอะเปื้อนคราบสกปรกสีเทาขาวที่ไม่ทราบว่าเป็นอะไร ทั่วทั้งร่างมีเพียงดวงตาคู่นั้นที่ยังคงดูกระจ่างสุกใส
“ลานศาลเจ้าแห่งนี้ไม่นับว่ากว้างขวางนัก แต่มีกำแพงล้อมรอบ ยามค่ำคืนมิต้องกังวลว่าจะมีสัตว์ร้ายบุกรุกเข้ามา นับเป็นสถานที่ที่ดีหาได้ยากแห่งหนึ่ง หากพวกเจ้าไม่รังเกียจ คืนนี้ก็พักผ่อนที่นี่ก่อน รอพรุ่งนี้ฟ้าสางแล้วค่อยออกเดินทาง”
ฉินเหยากล่าวพลางเหลือบมองไปยังรถม้าคันนั้นที่ประตูรถไม่เคยเปิดออกเลย “แถวนี้มีตาน้ำพุ สามารถใช้ต้มน้ำร้อนเพื่อชำระล้างร่างกายได้”
กล่าวจบ นางก็กวักมือเรียกหลิวจี้และหลิวลี่ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นไม่สบอารมณ์ “เข้ามาทำอาหาร!”
ที่เรียกหลิวลี่ด้วยนั้น เป็นเพราะนางได้รับการไหว้วานจากหลิวต้าฝู
ส่วนติงซื่อ เขาอยากจะทำสิ่งใด นางมิอาจเข้าไปก้าวก่าย อย่างไรเสียนางก็จะไม่ยอมยกตำแหน่งดีๆ ที่บ้านนางจับจองไว้แล้วให้ใครแน่
หลิวจี้ยังอยากพบหน้ามหาบัณฑิตท่านนั้นอยู่ ใครจะคิดว่าประตูรถม้าไม่เคยเปิดออกเลย ฉินเหยาที่อยู่ด้านหน้าก็ตะโกนเรียกเขาอีก เขามองซ้ายมองขวา ได้แต่คารวะไปยังตัวรถม้าที่ประตูปิดสนิทแล้วล่าถอยไปก่อนอย่างจนใจ
หลิวลี่เองก็เดินหนึ่งก้าวหันกลับไปมองหนึ่งครั้ง อยากจะเห็นท่าทางอันงามสง่าของมหาบัณฑิตสักครั้ง
ฉีเซียนกวนมองไปยังครอบครัวฉินเหยาและหลิวลี่ที่กางกระโจมไว้ตรงมุมกำแพงสองด้านทางทิศตะวันออกของลานแล้ว บริเวณนั้นเป็นกำแพงสองด้านที่สมบูรณ์เพียงแห่งเดียวในศาลเจ้า ส่วนที่เหลือล้วนพังทลายไปบ้างแล้ว
ติงซื่อชี้ไปยังพื้นที่ที่ผู้คุ้มกันและสารถีของตนจับจองไว้อย่างใจกว้าง แสดงเจตนาว่ายกให้ฉีเซียนกวนและอาจารย์ของเขา
เมื่อนึกถึงท่านอาจารย์ที่อยู่บนรถม้า ฉีเซียนกวนจึงเอ่ยขอบคุณแล้วหันไปกำชับสือโถวให้บอกผู้คุ้มกันกางกระโจมให้เรียบร้อยก่อน ถึงค่อยไปเชิญท่านอาจารย์ลงจากรถม้า
ติงซื่ออาสาจะช่วย ฉีเซียนกวนเหลือบมองเขาแวบหนึ่งแล้วพยักหน้า รับน้ำใจของเขาไว้
อย่างไรเสียคนผู้นี้ก็ดูน่ามองกว่าหลิวจี้มากนัก ไม่ได้แสดงท่าทีหวังผลประโยชน์เหมือนอีกฝ่ายที่พอมาถึงก็เสนอความต้องการอย่างไร้เหตุผลว่าจะขอพบท่านอาจารย์ในทันที
ตระกูลฉีเสียหายไม่มากนัก เพียงแค่เสียอาหารไปเท่านั้น ส่วนตำราสำคัญและทรัพย์สินที่เหลืออยู่ยังไม่สูญหาย
แต่สถานการณ์ในตอนนี้ การไม่มีอาหารต่างหากคือเรื่องคอขาดบาดตาย
โชคดีที่ได้รับข้าวสารครึ่งกระสอบมาจากติงซื่อ สือโถวยังได้จัดให้ผู้คุ้มกันเข้าป่าล่าสัตว์มาได้เล็กน้อย อาหารเย็นมื้อนี้จึงพอมีกิน
แต่ฉีเซียนกวนไม่ได้กังวลเรื่องนี้ พรุ่งนี้ฟ้าสาง เขาก็สามารถให้ผู้คุ้มกันนำเงินไปซื้อเสบียงที่หมู่บ้านใกล้เคียงได้
ต่อให้ราคาแพงก็ช่างเถิด เงินเพียงเท่านี้พวกเขาหาได้ใส่ใจไม่
รอจนกระทั่งครอบครัวของฉินเหยาและหลิวลี่ทานอาหารเย็นเสร็จ เตรียมจะเข้าไปพักผ่อนในกระโจม ติงซื่อจึงค่อยนำคณะของฉีเซียนกวนเข้ามาในศาลเจ้า
ผู้ที่เข้ามากลุ่มแรกคือผู้คุ้มกันสี่นาย ตามมาด้วยฉีเซียนกวน
ผู้คุ้มกันสี่คนหามเกี้ยวอยู่หลังหนึ่ง บนเกี้ยวมีพนักพิงทรงโค้ง ชายชราผมขาวร่างเล็กในชุดบัณฑิตสีขาวผู้หนึ่งกำลังนั่งเอนกายอยู่บนนั้น
พอเข้ามาในลาน ชายชราก็เงยหน้ามองมา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นคมกริบและสุกใส ไม่เหมือนดวงตาขุ่นมัวของคนชราวัยเดียวกันคนอื่นเลย
ฉินเหยาหันหลังให้ประตู กำลังจัดที่นอนให้เด็กทั้งสี่คนในกระโจมก็เห็นหลิวจี้ที่คุกเข่าอยู่ข้างๆ ลุกขึ้นอย่างตื่นเต้นพลางอุทานออกมาเสียงเบาว่า “คือท่านกงเหลียงเหลียว!”
ฉินเหยาหันกลับไปมองด้วยความสงสัย สายตาของชายชราก็ถูกถอนกลับไปแล้ว กำลังถูกพวกผู้คุ้มกันหามไปยังกระโจมที่เพิ่งกางเสร็จ
รอจนกระทั่งเกี้ยวถูกวางลง ผู้คุ้มกันก็เข้าไปแบกชายชราขึ้นหลัง พวกฉินเหยาจึงเพิ่งเข้าใจอย่างกระจ่างว่าเหตุใดตอนนั้นฉีเซียนกวนจึงลังเลไม่ยอมออกคำสั่งให้พวกผู้คุ้มกันทิ้งรถม้าแล้วฝ่าวงล้อมออกไป
เพราะท่านกงเหลียงเหลียวไม่มีขานั่นเอง
ใต้ชุดบัณฑิตนั้นว่างเปล่า ตั้งแต่ช่วงต้นขาลงไปหายไปจนหมดสิ้น
หลิวจี้และหลิวลี่เห็นแล้วถึงกับสูดลมหายใจเย็นเยียบ หลิวจี้ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่านั่นเป็นความเจ็บปวดเช่นไร
หลิวลี่นึกถึงวันที่ตนเองถูกโจรภูเขาตีขาจนหักทำได้เพียงนอนติดเตียงและเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าด้วยรถเข็นไม้ ตอนนั้นหากไม่ใช่เพราะเพิ่งแต่งงานใหม่และยังมีภรรยาเป็นเครื่องผูกพัน เขาคงรู้สึกว่าตายไปเสียยังจะดีกว่า
แต่เมื่อครู่พอมองท่านกงเหลียงเหลียว แววตาของเขาคมกริบ แผ่นหลังตั้งตรง ทั้งยังไม่ลืมกำชับศิษย์อย่างฉีเซียนกวนให้เข้าไปตรวจบทเรียนในกระโจมของตนเองก่อนนอน
“เขาอายุเท่าใดแล้วหรือ” ฉินเหยากระซิบถาม
หลิวจี้งอนิ้วนับแล้วตอบอย่างไม่แน่ใจ “ห้าหกสิบกระมัง?”
หลิวลี่พึ่งพาได้กว่าเขามาก “น่าจะหกสิบสาม”
ฉินเหยามองไปยังกระโจมฝั่งตรงข้ามอย่างประหลาดใจ กวาดสายตามองไปทั่วแคว้นเซิ่ง อายุขัยเฉลี่ยของคนยังไม่ถึงสี่สิบปีด้วยซ้ำ นี่นับว่ามีอายุยืนมากแล้ว
แต่ฟ้ามืดแล้ว อย่างไรก็ควรชำระร่างกายแล้วเข้านอนเสียก่อน
กลางคืนในฤดูร้อนไม่หนาว แต่ยุงชุมและมีแมลงมาก โชคดีที่หลิวจี้ซื้อหญ้าอ้ายติดมาจากโรงเตี๊ยมล่วงหน้าหลายก้าน เมื่อจุดไฟวางไว้บนก้อนหินข้างกระโจมเพื่อไล่ยุงก็สามารถลดจำนวนยุงและแมลงลงไปได้มาก
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันเกิดในตอนกลางคืนแล้วรับมือไม่ทัน ฉินเหยาจึงให้หลิวจี้เฝ้ายามในกะแรก ส่วนตนเองเฝ้ากะหลัง
หลิวจี้ไม่กล้าคัดค้าน ก่อไฟให้ลุกโชนแล้วคอยสังเกตความเคลื่อนไหวของฝั่งตรงข้ามอย่างลับๆ
ทว่ากองไฟใหญ่เกินไป ทำให้เขาร้อนจนเหงื่อออก เขาจึงขยับไปนั่งด้านหน้าอีกเล็กน้อย แล้วเอียงหูฟังความเคลื่อนไหวของฝั่งตรงข้าม
น่าเสียดายที่กงเหลียงเหลียวเข้าไปในกระโจมแล้วก็ไม่กลับออกมาอีกเลย เฝ้ามองอยู่สองเค่อ ฝั่งตรงข้ามก็เงียบสนิท พวกผู้คุ้มกันแบ่งเวรยามออกเป็นสามกลุ่ม ที่ประตูใหญ่ ในลาน และริมกำแพงล้วนมีผู้คุ้มกันเฝ้าอยู่ รับรองว่าจะไม่มีผู้อพยพที่คิดร้ายแม้แต่คนเดียวที่เล็ดลอดเข้ามาได้
หลิวจี้รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าการที่ฉินเหยาจัดให้ตนเฝ้ายามนั้นเป็นการกระทำที่เกินความจำเป็น
ติงซื่อเองก็กลับไปพักผ่อนในห้องเล็กๆ ใต้ระเบียงที่สารถีใช้ผ้าแบ่งกั้นไว้ชั่วคราวแล้ว
เพราะในลานไม่กว้างนัก หลังจากยกตำแหน่งนั้นให้คณะของฉีเซียนกวนไป พวกเขาก็ทำได้เพียงขดตัวอยู่ใต้ระเบียงหน้าประตูศาลเจ้านี้
โชคดีที่อากาศร้อนอบอ้าวจึงไม่ต้องกลัวว่าจะหนาวจนเป็นไข้หวัด
ในศาลเจ้าค่อยๆ เงียบสงัดลง มีเพียงเสียงฝีเท้าเบาๆ ของพวกผู้คุ้มกันตระกูลฉีที่เดินไปมา และเสียงกองไฟที่กำลังลุกไหม้
หลิวจี้เขี่ยกองไฟเล่นอย่างเบื่อหน่าย…ร่างกายเอนไปพิงตัวรถม้าข้างๆ แล้วหลับไป
ขณะกำลังฝันหวานถึงช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ที่ตนเองได้ตำแหน่งขุนนางสูงสุด พลันมีฝ่ามือตบลงบนหน้าดัง “เพี๊ยะ” ทีหนึ่ง ความฝันอันสวยงามแตกสลายลงทันที เขาตกใจตื่นขึ้นมาเพราะความเจ็บปวด
“ข้าให้เจ้าเฝ้ายาม แต่เจ้ากลับมานอนหลับงั้นรึ” ฉินเหยาถามเสียงต่ำ
หลิวจี้ยังอยากว่าใครมารบกวนความฝันอันแสนสุขของตน พอลืมตาก็พบกับใบหน้าแสนดุดันแต่คุ้นเคย ใจพลันสั่นสะท้านขึ้นมา อ้าปากคิดจะอธิบาย “เมียจ๋า ข้า…ข้า…”
ฉินเหยาสะบัดหน้าอย่างรังเกียจ “ไสหัวเข้าไป!”
หลิวจี้มองพระจันทร์เหนือศีรษะ ที่แท้ก็เข้าสู่ช่วงครึ่งคืนหลังแล้ว เขารีบตะกายลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ้มแหยๆ ให้ฉินเหยาสองที ก่อนจะมุดเข้าไปในกระโจม
ไม่นานนักก็มีเสียงกรนเบาๆ อย่างเป็นสุขดังออกมาจากข้างใน
ฉินเหยาขมวดคิ้วนั่งลง กดความคิดที่อยากจะบีบคอเขาให้ตายเป็นครั้งที่หนึ่งร้อยหนึ่งลงแล้วเฝ้ายามในกะต่อไป