ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 259 กล้าคิดกล้าทำ
ตอนที่ 259 กล้าคิดกล้าทำ
………………..
ตลอดคืนไม่มีเหตุการณ์ใด พอฟ้าสาง พวกผู้คุ้มกันตระกูลฉีก็เริ่มทำงานกันอย่างเงียบเชียบ
บ้างก็ขี่ม้าไปซื้อเสบียงที่หมู่บ้านใกล้เคียง ถือโอกาสสำรวจเส้นทางไปด้วย
บ้างก็ไปตักน้ำกลับมา ต้มน้ำร้อนรอให้พวกเจ้านายตื่นขึ้นมาแล้วใช้ล้างหน้าล้างตา
บ้างก็ตั้งหม้อ รับข้าว แป้ง เนื้อ และไข่ที่พวกพ้องซื้อกลับมาจากหมู่บ้านใกล้เคียงในราคาสูง เตรียมทำอาหารเช้ามื้อใหญ่
พอฟ้าสาง ฉินเหยาก็เรียกหลิวจี้ออกมาทำงาน ส่วนตนเองกลับไปนอนต่อเพื่อเอาแรง
หลิวจี้ถือหม้อของตนเอง มองดูกลุ่มคนที่กำลังทำงานอย่างเป็นระเบียบฝั่งตรงข้าม ก็รู้สึกเจ็บใจที่ตนตื่นสายไป มิฉะนั้นคงได้ถือโอกาสช่วยตักน้ำแล้วไปปรากฏตัวต่อหน้าท่านมหาบัณฑิตแล้ว
แต่ตอนนี้ก็ไม่ส่งผลกระทบอะไร แม้ไร้ซึ่งข้ออ้างในการช่วยตักน้ำ แต่ก็ยังมีข้ออ้างอื่นๆ อีกมากมาย
ดังนั้น พอติงซื่อและหลิวลี่ตื่นจากความฝันก็พบว่าหลิวจี้ไปตั้งหม้อข้างๆ เตาของตระกูลฉีตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้
เขาทำอาหารเช้าสำหรับครอบครัวของตนเองไปพลาง พูดคุยกับผู้คุ้มกันตระกูลฉีที่รับผิดชอบทำอาหารไปพลางอย่างออกรสออกชาติ
ในที่สุด เขาก็หาโอกาสเจอจนได้
ได้ยินเพียงเสียงเรียกอย่างร้อนรนของท่านกงเหลียงเหลียวดังมาจากในกระโจมว่า “ใครอยู่ข้างนอกบ้าง!”
พวกผู้คุ้มกันบ้างก็อยู่บนตัวรถม้า บ้างก็ทำอาหาร ให้อาหารม้า ตักน้ำ ผู้คุ้มกันที่ทำอาหารอยู่ใกล้ที่สุด เมื่อได้ยินเสียงเรียกสองครั้งดังมาจากข้างใน แต่ไม่มีใครขานรับจึงรีบลุกขึ้นเตรียมจะเข้าไป
หลิวจี้พรวดพราดลุกขึ้นไปกดตัวเขาไว้แล้วยัดทัพพีไม้คืนใส่มือเขา พูดอย่างจริงจังว่า
“สหายสือโถว การต้มโจ๊กเนื้อสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการควบคุมไฟ ห้ามหยุดคนเด็ดขาด มิฉะนั้นรสสัมผัสจะไม่ดี”
“เจ้ามิใช่บอกว่าท่านอาจารย์พิถีพิถันเรื่องอาหารการกินที่สุดรึ หากโจ๊กชามแรกในยามเช้ากินไม่อร่อย ทำให้ท่านอาจารย์เสียอารมณ์คงไม่ดีกระมัง!”
สือโถวพยายามจะดึงมือตนเองออก แต่กลับดึงไม่ออกในคราเดียวจึงร้อนใจกล่าวว่า “ท่านจี้ ท่านอาจารย์เรียกหาคน ข้าก็ต้องเข้าไปปรนนิบัติ…”
ไม่ทันให้สือโถวกล่าวจบ หลิวจี้ก็ยกมือขึ้น “ข้าเข้าใจ ข้าเข้าใจ ข้าไปเองก็แล้วกัน เจ้ารอสักครู่ ข้าปรนนิบัติคนเก่งที่สุดแล้ว!”
สิ้นเสียงพูด คนก็วิ่งไปถึงหน้าประตูกระโจมแล้ว สือโถวห้ามปรามไม่ทัน คนก็มุดเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว
สือโถวนึกถึงนิสัยของท่านอาจารย์ ใจก็พลันหล่นวูบ กลัวว่าท่านอาจารย์จะโกรธ จึงรีบดึงลูกน้องคนหนึ่งมาให้เขามาต้มโจ๊กต่อแล้วรีบวิ่งตามไป
แต่ไม่คิดว่าพอเปิดม่านเข้าไปกลับไม่เห็นความเกรี้ยวกราดอย่างที่คาดไว้ เห็นเพียงหลิวจี้ถือเสื้อคลุมตัวหนึ่งบังอยู่ที่มุมกระโจม
ท่านอาจารย์ผู้ขาไม่สะดวกกำลังนั่งทำธุระส่วนตัวอยู่หลังเสื้อคลุมบนเก้าอี้ที่สั่งทำมาพิเศษสำหรับเขา
ในห้องมีกลิ่นที่ไม่อาจบรรยายได้ สือโถวรู้สึกทนไม่ไหวเล็กน้อยจึงกลั้นหายใจเอาไว้
แต่พอมองหลิวจี้ เขากลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมยังขยิบตาให้เขาเป็นเชิงถามว่า ข้าก็ปรนนิบัติได้ดีมิใช่รึ? เจ้าออกไปทำงานของเจ้าเถอะ เรื่องปลดทุกข์เช่นนี้ไม่ต้องใช้คนถึงสองคนหรอก
ปกติแล้วผู้คุ้มกันชายที่คอยรับใช้จะเตรียมพุทราแดงให้ท่านอาจารย์อุดจมูกไว้ล่วงหน้า ในกระโถนก็จะโรยเครื่องหอมกลบกลิ่นไว้ก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงความน่าอาย
สือโถวคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าหลิวจี้จะแบกท่านอาจารย์ไปนั่งบนกระโถนทั้งเช่นนั้นเลย
แต่สิ่งที่ทำให้เขาคาดไม่ถึงยิ่งกว่าคือ ท่านอาจารย์กลับไม่ได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
กลิ่นนั้นช่างรุนแรงจนทนแทบไม่ไหวจริงๆ สือโถวส่งสายตาเตือนหลิวจี้ให้ปรนนิบัติอย่างรอบคอบแล้วค่อยๆ ถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ
บ่าวคนก่อนที่รับใช้ท่านอาจารย์เพิ่งถูกไล่ออกไป หลังจากนั้นเปลี่ยนบ่าวรับใช้มาหลายคนก็ยังไม่เป็นที่พอใจ หลิวจี้ผลีผลามเช่นนี้ แต่กลับไม่ถูกดุด่างั้นรึ
สือโถวคิดไม่ตกจึงไปรายงานฉีเซียนกวนซึ่งเป็นเจ้านายของตน
ฉีเซียนกวนเพิ่งตื่นนอน สือโถวปรนนิบัติเขาแต่งตัวล้างหน้าไปพลาง คอยสังเกตความเคลื่อนไหวในกระโจมข้างๆ ไปพลาง
หลิวจี้ถือกระโถนออกมาด้วยสีหน้าปกติ ยิ้มให้พวกเขาก่อนครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงหันไปเทกระโถนทิ้ง ล้างจนสะอาดแล้วนำกลับมา ส่งคืนเข้าไปในกระโจม
ฉีเซียนกวนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง
การล้างกระโถนขับถ่ายเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากหรืออย่างไร
มองกระโจมของท่านอาจารย์อย่างสงสัย ฉีเซียนกวนกระซิบถามว่า “ท่านอาจารย์ไม่โกรธเลยรึ”
“หลิวจี้ผู้นี้คงไม่ได้มีอะไรพิเศษจริงๆ หรอกนะ” สือโถวพึมพำอย่างงุนงง
อันที่จริงจะมีอันใดพิเศษเล่า?
ก็แค่คำว่า ‘ทันเวลา’ สองคำนี้เท่านั้น
คนเรายามมีเรื่องเร่งด่วนต้องปลดทุกข์ อั้นแทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว ใครจะมีอารมณ์มารอพุทราแดงและเครื่องหอมของเจ้ากัน
แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนที่ต้องรักษาหน้าตา เรื่องส่วนตัวเช่นนี้ ย่อมพูดออกมาตรงๆ ได้ไม่ง่ายนัก
“ท่านอาจารย์ กระโถนวางไว้ที่ใดขอรับ” หลิวจี้ถือกระโถนที่ล้างสะอาดแล้วเข้ามาในกระโจม ถามด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง
ชายชราที่ได้รับการปรนนิบัติแต่งตัวเรียบร้อยจากผู้คุ้มกันคนอื่นเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก็มีผู้คุ้มกันอีกคนมารับกระโถนในมือหลิวจี้ไปวางให้เรียบร้อย
“เจ้าคือหลิวจี้รึ” แม้กงเหลียงเหลียวจะถาม ทว่าน้ำเสียงกลับเป็นการยืนยัน
เมื่อคืนเขาสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากฉีเซียนกวนแล้ว รู้ว่าเป็นหลิวจี้ที่ขอร้องให้ภรรยาผู้มีวรยุทธ์สูงส่งของเขาลงมือช่วยคลี่คลายสถานการณ์คับขันให้กับพวกเขา
หลิวจี้ไม่คิดว่ามหาบัณฑิตจะรู้จักชื่อตนเองด้วย ใจก็ตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย รีบก้าวไปข้างหน้าสองก้าว มาหยุดอยู่ตรงหน้าท่านกงเหลียงเหลียวแล้วยิ้มตอบ
“ขอรับ ผู้น้อยหลิวจี้ คารวะท่านอาจารย์!”
ฉีเซียนกวนเปิดม่านเดินเข้ามาในกระโจม พอได้ยินคำว่า “ท่านอาจารย์” จากหลิวจี้เข้าโดยไม่ทันตั้งตัวก็มองหลิวจี้อย่างไม่อยากจะเชื่อ เตือนด้วยความไม่พอใจว่า
“หลิวจี้ ท่านอาจารย์มิใช่คนที่เจ้าจะเรียกส่งเดชได้นะ”
“ไม่! ไม่ได้เรียกส่งเดช” หลิวจี้สติแจ่มใสดีมาก เขามองชายชราที่นั่งตัวตรงดื่มโจ๊กอยู่เบื้องหน้าแล้วถามอย่างขัดเขินว่า “ท่านอาจารย์ ท่านยังรับศิษย์อยู่หรือไม่ขอรับ ท่านเห็นว่าข้าเป็นอย่างไรบ้าง”
นอกกระโจม ติงซื่อและหลิวลี่ที่กำลังเตรียมตัวเข้าไปคารวะมหาบัณฑิตกงเหลียงเหลียว พอได้ยินเสียงของหลิวจี้เข้าก็ตกใจจนซวนเซไปพร้อมกัน!
ทั้งสองคนมองสบตากันอย่างรวดเร็ว หลิวจี้เขากล้าดีอย่างไร พวกเขาไม่เคยแม้แต่จะกล้าคิดว่าการได้เป็นศิษย์มหาบัณฑิตนั้นจะรู้สึกเช่นไรด้วยซ้ำ!
ฉีเซียนกวนมองหลิวจี้อย่างโกรธขึ้ง เจ้ากล้าคิดได้อย่างไร
หลิวจี้คิดในใจ บิดากล้าคิดสิ ไม่เพียงแต่กล้าคิด บิดายังกล้าทำอีกด้วย!
ชีวิตคนเราจะมีโอกาสให้พลิกผันได้สักกี่ครั้งกัน
สวรรค์ส่งมหาบัณฑิตมาให้เขาถึงที่ โอกาสเช่นนี้น้อยยิ่งกว่าโอกาสที่ฉินเหยาจะกลายเป็นกุลสตรีผู้อ่อนโยนและไม่ทุบตีเขาเสียอีก
ต่อให้ฝ่ายตรงข้ามไม่เห็นค่า เขาก็ต้องลองพยายามเพื่อตนเองดูสักครั้ง เช่นนี้แล้วจึงจะไม่เสียแรงที่สวรรค์อุตส่าห์จัดแจงมาให้เป็นอย่างดี!
เมื่อเห็นกงเหลียงเหลียวเอาแต่ดื่มโจ๊กไม่ตอบรับ หลิวจี้ก็หน้าด้านก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว จับชายแขนเสื้อของอีกฝ่ายแล้วเรียกเสียงเบาว่า “ท่านอาจารย์?”
ฉีเซียนกวนรู้สึกไม่ดีอย่างยิ่ง รีบก้าวไปข้างหน้าแล้วตวาดเสียงดังลั่ง “หลิวจี้ เจ้าช่างบังอาจ! หากกล้าล่วงเกินอาจารย์ของข้าอีก อย่าหาว่าข้าไม่เห็นแก่บุญคุณที่ช่วยไว้เมื่อวานแล้วสั่งให้คนตีเจ้าออกไป!”
ตีรึ?
หลิวจี้ไม่กลัวเรื่องนี้ที่สุดแล้ว
เมื่อเห็นสือโถวและผู้คุ้มกันคนอื่นๆ ทำท่าเหมือนจะลงมือ เขาก็เชิดคางไปฝั่งตรงกันข้าม “วรยุทธ์ของเมียจ๋าบ้านข้า พวกเจ้าไม่ใช่ไม่รู้ ข้าขอเตือนพวกเจ้าว่าอย่าคิดท้าทายนาง คนก่อนหน้านี้ที่ทำแบบนั้น ตอนนี้ไปเกิดใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว”
คำพูดของเขาข่มขู่สือโถวและคนอื่นๆ ได้จริงๆ คนนอกวงการมองไม่ออก แต่คนในวงการเช่นพวกเขาจะไม่ชัดเจนได้อย่างไร
วรยุทธ์ของฉินเหนียงจื่อผู้นั้น เกรงว่าต่อให้พวกเขาทั้งหมดบุกเข้าไปพร้อมกัน ก็ยังไม่พอให้นางยัดซอกฟันด้วยซ้ำ
………………..