ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 261 หัวเราะโง่งม
“เจ้าคิดว่าเหตุใดในรถม้าถึงได้มีเสียงกลั้นหัวเราะของท่านอาจารย์ดังมาตลอดเล่า ก็มิใช่เพราะได้พบข้าผู้นี้ที่สามารถดื่มสุรา เล่นไพ่และยังสบถด่าแม่เป็นเพื่อนเขาได้หรอกรึ”
หลิวจี้กล่าวอย่างภาคภูมิใจยิ่งนัก รู้สึกว่าการดื่มสุรา เล่นไพ่และด่าแม่ดูราวกับเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
ฉินเหยาย่นจมูก บนตัวของหลิวจี้ดูเหมือนจะมีกลิ่นสุราจางๆ อยู่จริง
กลิ่นนั้นไม่ฉุน เจือด้วยกลิ่นยาสายหนึ่งจนทำให้นางเข้าใจว่าเป็นกลิ่นคนแก่ที่ติดมาจากตัวของกงเหลียงเหลียวมาโดยตลอด
ประกอบกับเขาเพิ่งจะขัดล้างกระโถนเสร็จ ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะนึกโยงไปถึงเรื่องอุจจาระปัสสาวะผายลมเหล่านั้น ช่างยากจะเอ่ยคำใดออกมาได้จริงๆ
เมื่อสัมผัสได้ถึงความลังเลของฉินเหยา หลิวจี้ก็รีบอธิบาย “เมียจ๋า เจ้าวางใจเถิด ข้าเพียงต้องการทำให้ท่านอาจารย์มีความสุขจึงได้เล่นสิ่งเหล่านี้เป็นเพื่อนเขา แต่ตัวข้าหาใช่คนเช่นนั้นไม่ เจ้าต้องเชื่อมั่นในนิสัยใจคอของข้านะ”
ฉินเหยาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเยาะเย้ยออกมา “ดูท่าเจ้าจะเพลิดเพลินไปกับมันไม่น้อยเลยนะ”
“แต่ว่าครั้งนี้ก็ให้แล้วกันไป อย่าให้มีครั้งต่อไปเล่า ไปเถอะ พอช่วงพลบค่ำถึงสถานีพักม้า เราก็ต้องแยกกันแล้ว เวลาที่เหลือให้เจ้านั้นมีไม่มากแล้ว”
ปัจจุบันกงเหลียงเหลียวลาออกจากตำแหน่งแล้ว ทว่าถึงอย่างไรก็เคยเป็นขุนนางในราชสำนัก อีกทั้งยังมีศิษย์และผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าแก่มากมายที่ยังรับราชการอยู่ในราชสำนัก สถานะและตำแหน่งมิได้ตกต่ำลงตามการลาออกของเขา เขาย่อมสามารถเข้าพักในสถานีพักม้าได้
ทว่าพวกนางที่เป็นเพียงสามัญชนกลับมิมีสิทธิ์เช่นนั้น ดังนั้นเมื่อถึงสถานีพักม้า พวกนางจึงยังต้องเดินทางต่อไปยังเมืองถัดไปเพื่อหาโรงเตี๊ยมค้างแรม
บ้านเกิดของตระกูลฉีตั้งอยู่ที่อำเภอเวิ่นซึ่งอยู่ติดกับอำเภอไคหยาง แต่หนึ่งอยู่ทางทิศเหนือ ส่วนอีกหนึ่งอยู่ทางทิศใต้ ไม่ใช่เส้นทางเดียวกัน หากพลาดโอกาสครั้งนี้ไป หลังจากนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีโอกาสเช่นวันนี้อีก
ฉีเซียนกวนบอกอยู่หรอกว่าจะส่งคนมามอบของขวัญขอบคุณให้ที่หมู่บ้านตระกูลหลิว แต่หากว่าพวกเขาเพียงแค่พูดไปตามมารยาทเล่า
หรือไม่ เมื่อถึงเวลาก็ส่งบ่าวไพร่พ่อบ้านอะไรทำนองนั้นมามอบให้แทน โอกาสที่จะได้พบกงเหลียงเหลียวอีกในภายภาคหน้าก็เท่ากับศูนย์
ตระกูลผู้ดีเก่าแก่อย่างตระกูลฉี มหาบัณฑิตผู้มีสถานะเช่นกงเหลียงเหลียวย่อมไม่มีทางจะมีความสัมพันธ์ใดๆ กับคนบ้านนอกไร้ชื่อเสียงอีกเป็นอันขาด
ครั้งนี้หากมิใช่เพราะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ถูกเหล่าผู้อพยพล้อมไว้และติงซื่อให้ข้อมูลว่ากงเหลียงเหลียวอาจจะอยู่บนรถม้าของตระกูลฉี พวกนางก็คงจะคลาดกันไปแล้ว
สิ่งเหล่านี้ที่ฉินเหยาคิด ในใจของหลิวจี้ก็กระจ่างแจ้งเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงไม่แยแสที่จะเปิดเผยเจตนาอันแรงกล้าของตนเอง
หน้าหนา ประจบสอพลอ เพ้อฝัน แล้วจะอย่างไรเล่า
ขอเพียงแค่บรรลุเป้าหมาย ทุกสิ่งก็จะกลายเป็นวาสนาอันงดงาม
ยามพลบค่ำ ตระกูลฉีหยุดรถลงที่หน้าสถานีพักม้า อีกสามครอบครัวที่เหลือเดินทางต่อไปยังเมืองใกล้เคียงเพื่อหาโรงเตี๊ยมค้างแรม
หลิวจี้ลงมาจากรถม้าของกงเหลียงเหลียวอย่างอาลัยอาวรณ์ ประสานหมัดคารวะอย่างนอบน้อม กลับขึ้นไปบนรถม้าของตนเองด้วยสีหน้าที่ไม่นับว่ามีความสุขนัก รับแส้ม้าจากมือของฉินเหยาแล้วกลับไปยังตำแหน่งสารถีของตน
ก่อนจะแยกทางกัน ฉีเซียนกวนตั้งใจมากล่าวลาฉินเหยาโดยเฉพาะและแสดงความขอบคุณอีกครั้ง
เมื่อหันหลังกลับ สีหน้าพลันก็แสดงความยินดีอย่างเห็นได้ชัด ตามขบวนรถม้าของกงเหลียงเหลียวเข้าไปในสถานีพักม้า
ติงซื่อมาส่งพวกเขาด้วยตนเองถึงห้องโถงใหญ่ของสถานีพักม้า และเชิญชวนฉีเซียนกวนกับกงเหลียงเหลียวให้หาเวลาว่างไปเยี่ยมเยียนที่จวนของตนอย่างกระตือรือร้น จากนั้นจึงกลับขึ้นรถม้า คณะเดินทางมุ่งหน้าต่อไป
หลิวลี่หันกลับไปมองหลิวจี้หลายครั้ง เห็นเขาแสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์ คาดเดาว่าแปดส่วนเขาคงฝากตัวเป็นศิษย์ไม่สำเร็จ
ความจริงก็เป็นเช่นนั้น
แต่เมื่อค้างแรมที่โรงเตี๊ยมในยามค่ำคืน เหลือเพียงครอบครัวทั้งหกชีวิต หลิวจี้ก็ลุกขึ้นจากที่นอนบนพื้น ชะโงกศีรษะไปเกาะที่หัวเตียงของฉินเหยาแล้วร้องเรียกเบาๆ อย่างตื่นเต้นว่า “เมียจ๋า เมียจ๋า!”
ฉินเหยาลืมตาขึ้น ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองไม่ถึงครึ่งเมตร นัยน์ตาเย็นชาคู่นั้นจับจ้องมาจนหัวใจของหลิวจี้หดวูบไปชั่วขณะ แต่เขาก็มิได้ถอยห่าง ความเคยชินกลายเป็นธรรมชาติ เพียงแต่กลืนน้ำลายระงับความตกใจเงียบๆ จากนั้นก็กล่าวต่อด้วยเสียงเบาอย่างตื่นเต้น
“มีข่าวดีข่าวหนึ่งและข่าวร้ายข่าวหนึ่ง เจ้าอยากฟังข่าวไหนก่อน?”
ฉินเหยาสุ่มเลือกเอาอันหนึ่ง “ข่าวร้ายเถอะ”
หลิวจี้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ท่านผู้เฒ่ากงเหลียงเหลียวผู้นี้ช่างปากแข็งนัก ข้าตื๊ออยู่ครึ่งค่อนบ่ายเขาก็ยังคงไม่ยอมรับข้าเป็นศิษย์”
โอกาสนี้มีน้อยอย่างยิ่งจริงๆ ฉินเหยาเองก็มิได้ประหลาดใจ อย่างไรเสียหลิวจี้ผู้นี้ก็ไม่มีจุดใดโดดเด่นเป็นพิเศษ ฉีเซียนกวนผู้นั้นอย่างน้อยก็ยังมีชื่อเสียงเป็นเด็กอัจฉริยะที่อ่านผ่านตาแล้วไม่ลืม
หลิวจี้เกาศีรษะ “เรื่องนั้นก็ไม่ แต่ไม่ได้ตอบตกลงก็คือปฏิเสธไม่ใช่รึ”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น ส่ายศีรษะเบาๆ นางรู้สึกว่าท่าทีที่ไม่ปฏิเสธนี้ยังคงต้องขบคิดให้ละเอียด
“ข่าวดีคืออะไร”
หลิวจี้ยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะหึๆ พลางกล่าวด้วยเสียงอู้อี้ “ท่านผู้เฒ่ากล่าวว่าเห็นแก่ที่ข้าค่อนข้างถูกใจเขา เขาสามารถจัดการให้ข้าทำงานเป็นเด็กรับใช้ข้างกายได้ เบี้ยหวัดให้เดือนละสองตำลึงเชียวนะ…”
อีกนิดเดียวเขาก็เกือบจะอดใจไม่ไหวตอบตกลงไปแล้ว
“แต่ข้าก็กล่าวในทันทีว่า ไม่! ข้าหลิวจี้ไม่ยอมเป็นบ่าวรับใช้ผู้ใดเด็ดขาด! ข้าปรนนิบัติท่านอาจารย์เพราะเคารพนับถือท่านอาจารย์ หาใช่เพื่อเงินรายเดือนเพียงสองตำลึงนั่นไม่!”
พอพูดถึงตรงนี้ หลิวจี้ก็ยกมือขึ้นปิดปาก ส่งเสียงสะอื้นฮือๆ ออกมา “เมียจ๋า สองตำลึงมันเยอะมากจริงๆ นะ”
ฉินเหยาถูกหยอกจนหัวเราะแล้ว มุมปากของนางยกขึ้น ส่งสัญญาณให้เขาเลิกเสแสร้งแล้วพูดต่อ
หลิวจี้เปลี่ยนจากร้องไห้เป็นหัวเราะอีกครั้ง กล่าวต่อว่า “พอเห็นข้าปฏิเสธ ผู้เฒ่าก็ดูผิดหวังอยู่บ้าง ข้าจึงฉวยโอกาสบอกเขาไปว่า ทิวทัศน์ของหมู่บ้านพวกเรางดงามเป็นพิเศษ ให้เขาหาเวลาว่างพาเจ้าเด็กฉีเซียนกวนนั่นมาที่หมู่บ้านของเราด้วยกันได้ มาเสพความสุนทรีย์ที่เรียกว่าฝากอารมณ์ไว้กับขุนเขาและสายนทีอะไรนั่น”
“ข้าก็แค่พูดไปเล่นๆ เช่นนั้น ที่อยากจะพูดจริงๆ คือต่อจากนี้ หากข้าอ่านหนังสือแล้วพบเจออุปสรรคจะสามารถไปหาเขาที่ตระกูลฉีในอำเภอเวิ่นได้หรือไม่ ผลปรากฏว่ายังไม่ทันที่ข้าจะได้เอ่ยปาก เขาก็ตอบรับคำเชิญก่อนหน้าของข้าในคำเดียว ทำให้ข้าดีใจจนลืมเรื่องที่จะไปตระกูลฉีเสียสิ้น…”
หลิวจี้พูดเร็วมาก อารมณ์ก็ตื่นเต้น พูดไปพูดมาก็ควบคุมระดับเสียงไม่ได้ เด็กทั้งสี่คนจึงตื่นกันหมด
แสงจันทร์สลัวราง ส่องให้เห็นเค้าโครงของเครื่องเรือนในห้องพักได้อย่างเลือนราง ทว่าท่ามกลางความมืดสลัวนี้ ดวงตาสี่คู่กลับส่องประกายสีขาววาววับ ทำให้หลิวจี้ที่กำลังกล่าวอย่างตื่นเต้นตกใจจนร้องเสียงหลงว่า “แม่จ๋า!” ออกมาหนึ่งที
หลังจากที่รู้ตัวว่าเป็นเด็กทั้งสี่คน เขาจึงค่อยตบอกถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
“ท่านพ่อ มหาบัณฑิตจะมาหมู่บ้านของพวกเราจริงๆ หรือขอรับ” ต้าหลางถามต่ออย่างตื่นเต้น เขาลุกพรวดขึ้นจากที่นอนบนพื้นแล้วมองบิดาแท้ๆ ที่กำลังตบอกอย่างตกใจด้วยความคาดหวัง
เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงที่เหลือ ต่างก็แสดงสีหน้าประหลาดใจระคนไม่อยากจะเชื่อออกมาเช่นกัน
หลิวจี้เชิดคางขึ้นอย่างได้ใจ “แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริงสิ ไม่ดูเสียบ้างว่าเห็นแก่หน้าผู้ใด!”
“เจ้าช่างหน้าใหญ่เสียจริง” ฉินเหยาแค่นเสียง ‘ชิ’ ใส่เขาทีหนึ่ง ด้วยเกรงว่าหากตนไม่กดเขาไว้บ้าง หางของคนบางคนคงจะชี้ขึ้นไปถึงฟ้าแล้ว
แต่ว่าเจ้าคนไร้ค่าหลิวจี้ผู้นี้ ในที่สุดก็ทำเรื่องที่เป็นโล้เป็นพายได้เสียที
บุคคลเช่นกงเหลียงเหลียว หากสามารถมาที่หมู่บ้านตระกูลหลิวได้จริง ถึงตอนนั้นไม่ว่าหลิวจี้จะฝากตัวเป็นศิษย์สำเร็จหรือไม่ อาศัยเพียงชื่อเสียงของมหาบัณฑิต ก็จะสามารถดึงดูดเหล่าบัณฑิตที่เดินทางมาเพื่อเลียนแบบมหาบัณฑิตได้ไม่น้อย
ชนชั้นสูงเหล่านี้ เมื่อมาถึงหมู่บ้านย่อมต้องกินข้าวพักแรมเป็นแน่ ถึงตอนนั้นหากพวกนางเปิดร้านอาหาร เปิดโรงน้ำชาที่หน้าประตูบ้าน แล้วก็ทำบ้านพักสักสองสามหลังอะไรพวกนั้นก็จะสามารถหาเงินได้ที่บ้านแล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฉินเหยาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
หลิวจี้ประคองใบหน้ายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ขอเพียงกงเหลียงเหลียวสามารถมาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวได้ การที่เขาจะได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของมหาบัณฑิตก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม!
พวกต้าหลางสี่พี่น้องมองท่านพ่อท่านแม่ด้วยความงุนงง แม้จะไม่รู้ว่าพวกท่านกำลังดีใจเรื่องอันใดกันแน่ แต่คิดว่าคนครอบครัวเดียวกันก็ต้องพร้อมหน้าพร้อมตาจึงพลอยหัวเราะโง่งมตามไปด้วย