ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 262 ใกล้จะถึงบ้านแล้ว
การเดินทางกลับผ่านมาครึ่งทางแล้ว ทุกคนใจร้อนอยากกลับบ้าน บนเส้นทางนอกจากการเข้าสุขาและกินมื้อกลางวันแล้ว เวลาที่เหลือล้วนใช้ไปกับการเดินทาง
ยิ่งใกล้อำเภอไคหยาง จำนวนผู้อพยพก็ยิ่งมากขึ้น
และในบรรดาผู้อพยพเหล่านี้ก็มีชาวบ้านในอำเภออยู่ราวสองถึงสามส่วนด้วยล้วนเป็นผู้ที่ไม่สามารถเก็บเกี่ยวธัญพืชในฤดูใบไม้ผลิได้
ยามนี้ราคาธัญพืชในอำเภอไคหยางสูงลิ่วถึงขนาดที่ข้าวหยาบราคาห้าสิบเหวินต่อหนึ่งจิน ข้าวทั่วไปหนึ่งร้อยห้าสิบเหวิน ข้าวอย่างดีสามร้อยเหวิน เป็นราคาที่สูงลิ่วเทียมฟ้า
ร้านแลกเงินและโรงรับจำนำเปิดให้บริการ ณ บริเวณที่ผู้อพยพรวมตัวกันนอกเมืองโดยตรง คนที่มาขอกู้เงินเพื่อซื้อธัญพืชต่อแถวตั้งแต่เช้าจรดค่ำ กิจการรุ่งเรืองเฟื่องฟูเสียจนรอยยิ้มบนใบหน้าของเถ้าแก่ผู้ปล่อยเงินกู้ไม่เคยหุบลงเลย
ชาวบ้านผู้ลี้ภัยจากต่างถิ่นจำนวนมากมารวมตัวกันอยู่ในเขตอำเภอไคหยาง แต่ทางการกลับยังไม่มีเอกสารใดๆ ลงมาเพื่อแก้ไขปัญหา ยามนี้สามารถใช้ได้เพียงคำว่า ‘โกลาหล’ มาอธิบายสถานการณ์ภายในอำเภอไคหยางเท่านั้น
ตลอดเส้นทางของฉินเหยาทั้งสามครอบครัว พบเจอการขายบุตรชายบุตรสาวนับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีชายหญิงวัยฉกรรจ์ปักหญ้าขายตนเองเป็นทาสอีกด้วย
กิจการค้ามนุษย์ดีถึงขนาดที่ตอนนี้ใช้เงินเพียงห้าตำลึงก็สามารถซื้อคนเป็นๆ ที่ยังหนุ่มแน่นแข็งแรงได้หนึ่งคนแล้ว
เด็กเล็กยังไม่มีราคา ต้องหน้าตาหมดจดงดงามจึงจะพอถูกพาเข้าเมืองไปได้บ้าง
วันที่คณะของฉินเหยาเดินทางมาถึงตัวอำเภอไคหยาง ประตูเมืองอำเภออยู่ในสถานะปิดตายมาสามวันแล้ว
ชาวบ้านในเมืองได้รับอนุญาตให้ออกแต่ไม่อนุญาตให้เข้า เว้นแต่จะมีเอกสารเข้าออกจากทางการ
หากต้องการเข้าเมืองเพื่อซื้อธัญพืช จำต้องมีใบผ่านทางจึงจะสามารถจ่ายค่าเข้าเมืองเพื่อเข้าเมืองได้
นึกถึงตอนนั้น ใต้เท้านายอำเภอเคยรับปากอย่างแข็งขันกับชาวบ้านว่าธัญพืชในยุ้งฉางมีเพียงพอ แต่นึกไม่ถึงว่าเมืองข้างเคียงจะมีผู้อพยพมามากมายเพียงนี้
ชั่วขณะหนึ่ง ยุ้งฉางจะเปิดหรือไม่เปิดก็ยังไม่มีข้อสรุป
ชาวบ้านในอำเภอทั้งเกลียดชังทั้งจนใจต่อคนนอกเหล่านั้น หากไม่มีผู้อพยพจากภายนอก ป่านนี้พวกเขาคงได้กินธัญพืชช่วยเหลือจากทางการไปนานแล้ว
แต่วันเวลาเช่นนี้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องดี การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงก็ใกล้จะมาถึงแล้ว หากตอนนี้มีคนตายมากเกินไป ถึงเวลานั้นผลงานการปกครองคงดูไม่ดี
ด้วยเหตุนี้ ท่ามกลางเสียงก่นด่าของผู้ประสบภัยในอำเภอ ในที่สุดทางการก็เปิดยุ้งฉาง
ทุกเช้าเย็น ชาวบ้านที่มีทะเบียนบ้านอยู่ในอำเภอไคหยางทุกคน สามารถใช้ทะเบียนบ้านมาขอรับธัญพืชบรรเทาทุกข์ได้
คำสั่งนี้ประกาศออกมา กิจการค้ามนุษย์นอกเมืองก็ยิ่งรุ่งเรืองเฟื่องฟูขึ้นไปอีก การกราบไหว้พ่อบุญธรรม การกราบไหว้แม่บุญธรรม การสมัครใจเป็นเขยแต่งเข้าบ้านหญิง หรือเป็นสะใภ้ เดินวนใต้ประตูเมืองรอบหนึ่งก็สามารถพบเห็นได้หลายสิบราย
เหล่าผู้อพยพจากต่างถิ่นต่างประณามนายอำเภอไคหยางว่าดูแลแต่ชาวบ้านในอำเภอตน ไม่สนใจความเป็นความตายของพวกเขา เสียงความไม่พอใจของประชาชนดังกึกก้องไปทั่ว
ตอนที่คณะของฉินเหยาเดินทางอย่างระมัดระวังมาถึงเมืองจินสือ เกวียนบรรทุกธัญพืชของทางการก็เกือบจะถูกปล้นไปแล้ว
โจวเจิ้ง หลานชายของผู้ใหญ่บ้านรับผิดชอบคุ้มกันเกวียนธัญพืช เมื่อเห็นว่าเกวียนธัญพืชกำลังจะถูกกลุ่มผู้อพยพต่างถิ่นที่วางแผนปล้นมาล่วงหน้าชิงไป ก็ทั้งร้อนใจทั้งโกรธแค้น ขณะที่ไม่รู้จะทำอย่างไรดีนั้น หางตาก็พลันเหลือบไปเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยสายหนึ่ง
ทันใดนั้น ดวงตาก็พลันเปล่งประกาย เขาตะโกนเสียงดังลั่นทันที “ฉินเหนียงจื่อ! ช่วยด้วย ฉินเหนียงจื่อ!”
ช่วงไม่กี่วันของการเดินทางกลับมานี้ เพื่อรับมือกับผู้อพยพ ต้าจ้วงและผู้คุ้มกันสองคนของตระกูลติงได้บ่มเพาะความรู้ใจกับฉินเหยาเอาไว้นานแล้ว พอเห็นฉินเหยาชักดาบลงมือก็รีบคว้าอาวุธข้างกายตามขึ้นไปทันที
ฉินเหยาเปิดทาง สันดาบกวาดไปเพียงครั้งเดียวคนก็ล้มลงไปเป็นแถบ คนธรรมดาเมื่อพบนาง ย่อมไม่มีช่องทางให้ตอบโต้ได้เลย
ผู้คุ้มกันทั้งสองคนของตระกูลติงและต้าจ้วงจึงฉวยโอกาสเบียดเข้าไปถึงหน้าเกวียนธัญพืช เรียกโจวเจิ้งและเจ้าหน้าที่ของทางการคนอื่นๆ ให้เข็นเกวียนธัญพืชตามหลังพวกตนมา
รอเพียงฉินเหยากวาดล้างอุปสรรค เปิดทางออกได้สายหนึ่ง ก็รีบคุ้มกันเกวียนธัญพืชฝ่าวงล้อมออกไปทันที
เพราะอีกฝ่ายล้วนเป็นชาวบ้านธรรมดาจึงไม่กล้าลงมือสังหาร พอเห็นเป้าหมายฝ่าวงล้อมออกไปได้ รู้ว่าการไม่สำเร็จแล้ว ขวัญกำลังใจย่อมอ่อนลงเป็นธรรมดา
ตามปกติแล้ว โจวเจิ้งย่อมต้องหยิบโซ่ตรวนจับตัวหัวโจกสองสามคนเข้าคุกหลวงเป็นแน่ แต่ยามนี้ผู้ที่ประสบพบเจอล้วนเป็นชาวบ้านธรรมดา เขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจอย่างขุ่นเคือง สั่งการให้พวกพ้องชิงเกวียนธัญพืชกลับมาทั้งหมดแล้วจึงยกกระบองขึ้นข่มขู่ขับไล่พวกเขาไป
ท้ายที่สุดก็ยังคงเป็นฉินเหยาที่ชักดาบฟันแขนของหัวโจกจนได้เลือด เหล่าผู้อพยพต่างถิ่นเหล่านี้จึงล่าถอยออกไปด้วยใจไม่ยินยอม
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ” ฉินเหยาถือดาบเดินมาตรงหน้าพวกโจวเจิ้งแล้วเอ่ยถามสถานการณ์
พลางคิดจะคว้าหญ้าข้างทางกำหนึ่งมาเช็ดเลือดบนดาบ แต่หญ้าสักต้นก็คว้าไม่ได้ กลับคว้าได้แต่ฝุ่นดินแห้งผากเต็มมือ
นางเกือบลืมไปแล้วว่า นอกจากพืชผลที่ยังเติบโตอยู่ในนาแล้ว ทุกสิ่งริมทางซึ่งพอจะกินได้ ล้วนถูกเก็บไปจนหมดสิ้นแล้ว
เหล่าผู้อพยพต่างถิ่นล้วนรู้ดีว่า พืชผลคือชีวิตของชาวนา หากแตะต้องพืชผลในนา ชาวบ้านอำเภอไคหยางย่อมต้องสู้ตายกับพวกเขาเป็นแน่
ทำการสิ่งใดให้เหลือทางถอย เกรงว่าหากทำถึงที่สุดแล้วจะถูกตอบโต้กลับ จึงได้ละเว้นพืชผลในท้องนาไว้
เมื่อไม่ได้หญ้า ฉินเหยาจึงทำได้เพียงคว้าดินขึ้นมากำหนึ่ง ใช้ดินปัดๆ เช็ดๆ คมดาบ แล้วยื่นให้หลิวจี้บนรถ บอกให้เขาเก็บไปก่อน
โจวเจิ้งถอนหายใจเสียงหนึ่ง “ผู้อพยพต่างถิ่นเหล่านี้ไม่มีทะเบียนบ้านของอำเภอนี้ จึงรับธัญพืชช่วยเหลือของพวกเราไม่ได้ แต่ละคนล้วนร้อนใจจนตาแดงก่ำ ไม่กลัวตายบุกมาปล้นธัญพืชของทางการ”
ฉินเหยาถามอย่างสงสัย “ใต้เท้านายอำเภอไม่ได้ขอธัญพืชบรรเทาทุกข์จากเบื้องบนหรือ ผู้อพยพเหล่านี้ราชสำนักเตรียมจะจัดการอย่างไร”
โจวเจิ้งเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ระดับล่างตัวเล็กๆ รู้เรื่องราวไม่มากนัก แต่เรื่องที่นายอำเภอได้รายงานสถานการณ์ภัยพิบัติขึ้นไปเบื้องบนแล้วนั้นเขาก็ได้ยินมาอยู่
“ท่านนายอำเภอรายงานสถานการณ์ขึ้นไปแล้ว แต่ผู้อพยพเหล่านี้เดิมทีไม่ใช่คนของพวกเรา ท่านผู้ว่าการยังต้องรายงานขึ้นไปยังราชสำนัก รอรับราชโองการจากราชสำนักลงมา จึงจะกล้าเปิดยุ้งฉาง ต่อให้เป็นม้าเร็วส่งสารแปดร้อยลี้ก็ยังต้องรอถึงสิบวันครึ่งเดือน”
ดังนั้น ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีคำสั่งที่ชัดเจนจากราชสำนัก การที่นายอำเภอสามารถดูแลผู้ประสบภัยภายในอำเภอของตนได้ก็นับว่าดีมากแล้ว
อีกทั้งเรื่องราวไม่ได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น บ่อนพนันและโรงรับจำนำ สองแห่งนี้ล้วนเป็นพวกเดียวกัน เป็นดั่งอสรพิษกับหนู ภายในยังมีอำนาจอื่นเข้ามาแทรกแซง ก่อนหน้านี้กักตุนธัญพืชราคาถูกไว้เป็นจำนวนมาก ยามนี้นำออกมาขายในราคาสูงลิ่ว หากภัยพิบัติคลี่คลายลงเร็วถึงเพียงนั้นแล้วพวกเขาจะหากำไรได้อย่างไร
คำพูดเหล่านี้ โจวเจิ้งไม่อาจกล่าวออกมาตรงๆ ได้ แต่ฉินเหยาเพียงครุ่นคิดเล็กน้อยก็เข้าใจได้แล้ว คิ้วงามขมวดเล็กน้อย
มังกรถิ่นไกลไม่อาจกดขี่งูเจ้าถิ่นได้ ดูท่าว่าวันเวลาอันโกลาหลนี้ยังคงต้องดำเนินต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง
โจวเจิ้งยังมีภารกิจต้องทำ เมื่อหลุดพ้นจากปัญหาก็กล่าวขอบคุณแล้วขอตัวลาไปก่อน
ติงซื่อประสานหมัดคำนับเล็กน้อย พวกเขาแยกกันตรงนี้ รีบมุ่งหน้ากลับบ้าน
ฉินเหยามองดูนอกเมืองจินสือก็ไม่ได้มีผู้อพยพหยุดพักอยู่มากนัก อีกทั้งคนตระกูลติงก็มีมาก ติงเซียงไม่น่าจะเป็นอะไร
หลิวจี้ไหนเลยจะสนใจคุณหนูจากตระกูลใหญ่ฐานะมั่งคั่ง เขาเป็นห่วงเพียงข้าวสาลีหนึ่งหมื่นจินในยุ้งฉางของบ้านตนเองเท่านั้น ไม่ต้องรอให้ฉินเหยากระตุ้นก็เร่งความเร็วรถม้ามุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิว
ระหว่างทางผ่านหมู่บ้านเซี่ยเหอ บนถนนสายหลักที่มุ่งสู่หมู่บ้านเซี่ยเหอมีก้อนหินและรั้วไม้กั้นขวางอยู่ ทั้งยังมีชาวบ้านคอยลาดตระเวนที่ทางเข้าออก
พอเห็นคณะของฉินเหยาและหลิวลี่ พวกเขาก็เผยแววประหลาดใจ จากนั้นคนหน้าคุ้นคนหนึ่งก็เอ่ยปากทักทายพวกเขา
หลิวจี้รับคำพลางสอบถามสถานการณ์ของหมู่บ้านตระกูลหลิว
ชาวบ้านหมู่บ้านเซี่ยเหอหัวเราะกล่าว “หมู่บ้านพวกเจ้าไม่มีเรื่องอันใดเลย ไอ้หุบเขานั่นคนอื่นหาไม่เจอด้วยซ้ำ หากจะมาก็ต้องผ่านหมู่บ้านเซี่ยเหอของพวกเราก่อน”
ทั้งยังกล่าวอีกว่า “เมื่อวานเพิ่งเห็นช่างไม้หลิวกับพี่ใหญ่บ้านเจ้ามารับไม้จากขบวนพ่อค้า ได้ยินว่าหมู่บ้านพวกเจ้าจะสร้างโรงงานใหญ่เพื่อทำหีบไม้โดยเฉพาะ น้องชายข้าเองก็ไปสมัครด้วย น่าเสียดายที่คนเยอะเกินไปจึงไม่ได้รับเลือก”
ชาวบ้านหมู่บ้านใกล้เคียงล้วนรู้กันหมดว่าบ้านเจ้าหลิวสามนั้นฉินเหยาเป็นผู้ตัดสินใจทั้งหมด จึงหันมายิ้มประจบฉินเหยา “ฉินเหนียงจื่อ คราวหน้ารับคน พวกเราไปได้หรือไม่”
ฉินเหยาพยักหน้า “แน่นอน คราวหน้ารับสมัครคนงานจะบอกท่าน ฟ้ามืดแล้ว พวกข้าขอกลับบ้านก่อน!”
“ได้เลยๆ เดินทางดีนะๆ” ชาวบ้านหมู่บ้านเซี่ยเหอโบกมือ
เมื่อรู้ว่าไม่มีผู้อพยพเข้ามาในหมู่บ้าน ฉินเหยาและหลิวจี้ต่างถอนหายใจอย่างโล่งอก
หลิวจี้ร้อง “ย้ะ!” เสียงหนึ่ง เหล่าหวงเห็นทิวทัศน์ที่คุ้นเคย รู้ว่าใกล้จะถึงบ้านแล้ว ก็สับกีบวิ่งอย่างร่าเริงมุ่งหน้าไปยังทิศทางของบ้าน
………………..