ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 276 แย่งการค้า
ตอนที่ 276 แย่งการค้า
………………..
วันนี้หลิวจี้ตื่นเช้ากว่าปกติครึ่งชั่วยาม เมื่อท่องตำราเสร็จ ขอบฟ้าก็เพิ่งจะปรากฏแสงสีขาวรำไร
เวลานี้อาวั่งก็ได้เกี่ยวหญ้าที่สัตว์เลี้ยงในบ้านต้องกินกลับมาแล้ว เขาแผ่หญ้าออกตากบนชั้นวางข้างคอกวัวก่อน ดูเหมือนเขาจะรู้วิธีเลี้ยงม้าเป็นอย่างดี สองวันนี้เมื่อเหล่าหวงเห็นเขาปรากฏตัวก็มักจะแสดงท่าทีตื่นเต้นดีใจอยู่เสมอ
หลิวจี้ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวนอกลานบ้านจึงบิดขี้เกียจคราหนึ่ง ปิดตำราลง แล้วเดินมายังยุ้งฉางในสวนหลังบ้าน
เขาเปิดประตูยุ้งฉาง มองดูกองข้าวสาลีด้านใน รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“อาวั่ง เตรียมรถม้าให้พร้อม กินอาหารเช้าให้ไวหน่อย อีกประเดี๋ยวพวกเราจะเข้าเมืองไปขายข้าวกัน!” น้ำเสียงของหลิวจี้เต็มไปด้วยความเบิกบาน
อาวั่งขานรับจากนอกลานบ้าน เขาวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว เข็นรถม้าออกไป จูงม้าออกมาเทียมรถให้เรียบร้อยและทำตามคำสั่งของหลิวจี้ แบกข้าวสาลีห้ากระสอบออกมา
ไปครั้งแรก หลิวจี้ตั้งใจว่าจะลองนำข้าวไปขายห้ากระสอบก่อนเพื่อดูผลตอบรับ หากขายดี พรุ่งนี้เขาก็จะบรรทุกใส่เกวียนวัวที่บ้านด้วย ให้อาวั่งขนข้าวระดับกลางที่บ้านไปกลับจากในเมือง ส่วนตนเองจะเฝ้าตาชั่งขายอยู่ที่นั่น
สองนายบ่าววุ่นวายกันตลอดเช้า ทำอาหารเช้าร้อนๆ ทิ้งเอาไว้ เมื่อเตรียมอาหารกลางวันเสร็จแล้วก็พากันออกเดินทาง
ตลอดทางพบเจอคนงานมากมายที่มาทำงานที่หมู่บ้านตระกูลหลิว เมื่อพวกเขาเห็นหลิวจี้ก็พากันถามว่าจะไปไหน
ข้าวสารวางอยู่ในตัวรถม้า มีม่านประตูบังไว้ ทุกคนจึงมองไม่เห็นกระสอบข้าวข้างใน ยังคิดว่าหลิวจี้เพียงแค่ออกไปเดินเล่น
หลิวจี้เองก็ไม่ได้บอกเพราะกลัวว่าทุกคนจะเอาอย่างตนเอง หมู่บ้านเซี่ยเหอเองก็ใช่ว่าจะยากจน บ้านที่กักตุนข้าวไว้ก็มีอยู่หลายหลังคาเรือน
แม้ว่าต้นทุนจะไม่ต่ำเท่าเขา ปริมาณก็ไม่มากเท่าบ้านเขา แต่ท้ายที่สุดแล้วคนที่ไปเป็นกลุ่มแรกเท่านั้นจึงจะทำเงินได้ ดังนั้นก็อย่าโทษเขาเลยที่ปิดบังทุกคน
รอจนถึงตอนที่ปิดบังไม่ได้แล้วค่อยว่ากันเถอะ ถึงตอนนั้นข้าวในมือเขาก็คงขายหมดไปนานแล้ว
หลิวจี้คิดอย่างสุขใจ เขาบอกฉินเหยาว่าตนเตรียมจะขายถูกกว่าพ่อค้าข้าวในเมืองสิบเหวิน แต่จริงๆ แล้วตั้งใจจะขายถูกกว่าเพียงห้าเหวิน
เพื่อไม่ให้อาวั่งแพร่งพรายออกไป ตลอดทางหลิวจี้จึงทั้งข่มขู่ทั้งหลอกล่อสารพัด เดี๋ยวก็เตือนอาวั่งว่าตนสามารถไล่เขาออกจากบ้านได้ทุกเมื่อ เดี๋ยวก็ถามไถ่ด้วยความห่วงใยว่าเขาขาดเหลืออะไรหรือไม่ บอกนายท่านได้เลย นายท่านจะซื้อให้
อาวั่งยังคงเป็นเช่นเดิมตลอด มีท่าทางทื่อๆ ไร้ความรู้สึก ไม่ว่าหลิวจี้จะพูดอะไร เขาก็ตอบเพียง “ขอรับ ขอรับ ขอรับ”
หลิวจี้จึงรู้สึกว่า จัดการได้เรียบร้อยดีแล้ว
หนึ่งชั่วยามให้หลัง สองนายบ่าวก็มาถึงบนถนนหลวงที่มุ่งหน้าจากเมืองจินสือไปยังตัวอำเภอ
พวกเขาเข้าไปในเมืองไม่ได้ ในเมืองจินสือเองก็มีตระกูลใหญ่ต่างๆ คอยขัดขวางไม่ให้บุกเข้าไป เหล่าผู้อพยพที่ลี้ภัยมาล้วนมาชุมนุมกันอยู่ระหว่างสถานที่ทั้งสองแห่ง
ตลอดเส้นทางนี้ ไม่ว่าจะเป็นที่ที่มีลานว่างหรือศาลเจ้าที่มีเพิงพัก ล้วนเต็มไปด้วยผู้อพยพรายล้อมอยู่
บ้านผู้มีอันจะกินบางแห่งจะมาที่นี่เพื่อจ้างคนงานระยะสั้นราคาถูกไปช่วยงานก็นับว่าเป็นการมอบความหวังในการมีชีวิตอยู่รอดให้แก่ผู้อพยพส่วนหนึ่งแล้ว
แต่โอกาสเช่นนี้น้อยนัก ตอนนี้คนที่ไม่เอาเงินยอมขายตัวเปล่าๆ ก็มีอยู่มากมาย นานวันเข้าก็ไม่มีพ่อบ้านจากตระกูลใหญ่มารับคนอีก
เหล่าผู้อพยพจากต่างถิ่นรวมตัวอยู่ด้วยกัน ทุกวันล้วนรอคอยคนจากโรงรับจำนำมาเพื่อจำนำของ
พวกที่มีฐานะยากจน หิวโหยจนร่อแร่ใกล้ตายแล้วล้วนนอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมทาง ไม่ขยับเขยื้อน ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร
หากเห็นคนท้องถิ่นเดินทางผ่านถนนหลวงเมื่อใดก็มักจะมีผู้อพยพกลุ่มใหญ่กรูกันเข้ามาขออาหารเสมอ
เป้าหมายของหลิวจี้นั้นแน่นอนว่าไม่ใช่พวกที่นอนเป็นศพอยู่ใต้ต้นไม้เช่นนี้ เขายังต้องเดินทางต่อไปทางอำเภออีกหน่อย ทางนั้นมีคอกม้าว่างอยู่แห่งหนึ่ง พวกผู้อพยพที่มีกำลังทรัพย์อยู่บ้างได้ยึดครองสถานที่แห่งนี้ไปนานแล้ว
ตัวรถม้าปิดไว้อย่างแน่นหนา แต่ประสาทรับกลิ่นของเหล่าผู้อพยพนั้นเรียกได้ว่าน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง รถของหลิวจี้เพิ่งขับผ่านไปก็ดึงดูดผู้อพยพจำนวนไม่น้อยให้ตามรถมา
เนื่องจากบนรถเป็นชายฉกรรจ์สองคนที่มีใบหน้าเปล่งปลั่งสุขภาพดีจึงไม่ได้ผลีผลามลงมือ
อีกทั้งตลอดเส้นทางนี้ยังมีบ่าวชายนักสู้จากร้านแลกเงิน โรงรับจำนำและบ้านตระกูลใหญ่อยู่มากมาย เจ้าหน้าที่ของทางการก็ปรากฏตัวทุกวันเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยบ้าง ทั้งยังแจกจ่ายข้าวช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยในท้องถิ่นทำให้เหล่าผู้อพยพสงบเสงี่ยมลงไปมาก
เหตุการณ์ปล้นรถข้าวของโจวเจิ้งและเจ้าหน้าที่ของทางการเมื่อครั้งก่อน หลังจากที่หัวโจกหลายคนตายไปก็ไม่เกิดขึ้นอีกเลย
ก่อนหน้านี้ตอนที่กลับมาจากเมืองหลวงของมณฑล หลิวจี้คุ้นชินกับสายตาเหมือนหมาป่าดุร้ายของผู้อพยพเหล่านี้แล้ว เขาหันไปมองอาวั่งกำลังคิดจะปลอบเขาว่าอย่าตกใจ แถบนี้พวกเรามีคนคุ้มครองอยู่
“หยุดตรงนั้น หยุดที่ด้านนอกศาลาตรงนั้น!” หลิวจี้พบทำเลดีๆ จึงเร่งให้อาวั่งหยุดรถตรงนั้น
อาวั่งทำตาม สองนายบ่าวเพิ่งหยุดและลงจากรถม้าก็มีกลุ่มผู้อพยพที่ดูท่าทางยังแข็งแรงดีกลุ่มหนึ่งเข้ามาล้อม ถามพวกเขาว่ามีข้าวมาขายหรือไม่
หลิวจี้ไม่คิดว่าการค้าจะมาหาถึงที่เช่นนี้ ทันใดนั้นก็ปักป้ายที่ตนเขียนเตรียมไว้ล่วงหน้า บนนั้นเขียนว่า ข้าวชั้นกลางสี่สิบห้าเหวินต่อหนึ่งจิน!
ในฝูงชนมีคนรู้หนังสือจึงอ่านมันออกมา
“ถูกกว่าข้าวชั้นกลางของร้านขายข้าวเกือบครึ่งหนึ่งเลยรึ จริงหรือเท็จกัน” มีคนถามด้วยความประหลาดใจ
หลิวจี้กล่าวอย่างมั่นใจ “ย่อมเป็นความจริง พวกเราล้วนเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา มิใช่พ่อค้าหน้าเลือดใจดำเหล่านั้น ข้าเจ้าหลิวสามรู้ว่าขณะนี้ทุกท่านกำลังลำบาก พอช่วยอะไรได้ก็ช่วยกันไป”
เขาจึงส่งสัญญาณให้อาวั่งเปิดประตูรถม้า ขนข้าวออกมาให้ทุกคนดูคุณภาพ
“ข้าวสาลีที่ซื้อมาใหม่เมื่อต้นปีนี้ ยังไม่ได้นวดเลย ทุกเม็ดอวบอิ่มสดใหม่ ราคาจินละสี่สิบห้าเหวินเท่านั้น มีจำนวนจำกัด มาก่อนได้ก่อน!”
เสียงป่าวประกาศของหลิวจี้ทำให้ทุกคนแน่ใจว่ามีข้าวดีราคาถูกอยู่จริงๆ จึงพากันกรูเข้ามา ทุกคนล้วนต้องการซื้อ
หลิวจี้ให้อาวั่งรักษาความเป็นระเบียบแล้วกล่าวว่า “ทุกท่านค่อยๆ เข้าแถวกันไว้ ทุกคนได้ซื้อแน่นอน ไม่ต้องเบียดเสียดกัน!”
เขาหัวเราะร่าเริงพลางหยิบตาชั่งออกมา รับถ้วยชาม ไห กระสอบผ้าและภาชนะอื่นๆ ที่แต่ละบ้านยื่นมา ชั่งข้าวให้พวกเขา
การค้ารุ่งเรืองอย่างยิ่ง หลิวจี้นับเงินจนมือไม้อ่อน เห็นข้าวขายหมดไปกระสอบใหญ่ภายในหนึ่งเค่อก็ยิ่งยิ้มจนปากหุบไม่ลง
ผู้ประสบภัยที่ซื้อข้าวดีราคาถูกได้ก็ดีใจอย่างยิ่งเช่นกัน ข่าวแพร่กระจายจากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย ผู้คนต่างพากันมาที่ศาลานี้เพื่อซื้อข้าวสาลีของบ้านหลิวจี้
ลูกจ้างของร้านขายข้าวหาวหวอด เปิดประตูร้านขายข้าวชั่วคราวของตน หันกลับไปกำลังจะพูดว่า ทุกคนอย่าเบียดเสียดกัน มีเงินก็ซื้อข้าวได้ทั้งนั้น
แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปากกลับเพิ่งพบว่า หน้าร้านที่ก่อนหน้านี้มักจะมีคนต่อแถวยาวเหยียด ตอนนี้กลับไม่มีคนเลยแม้แต่คนเดียว
ลูกจ้างตกใจอย่างยิ่ง “คนหายไปไหน หรือว่าพวกทางการแจกข้าวช่วยเหลือให้ผู้ลี้ภัยแล้ว?”
พลันได้ยินเสียงป่าวประกาศอย่างแข็งขันของบุรุษดังแว่วมาตามลม “ข้าวชั้นกลางสดใหม่ เพียงจินละสี่สิบห้าเหวิน มีจำนวนจำกัด มาก่อนได้ก่อน…”
ลูกจ้างรีบให้นักเลงคุมเชิงเฝ้าร้านข้าวไว้แล้วรีบไปยังต้นเสียงเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อเห็นสองนายบ่าวกำลังขายดิบขายดี สีหน้าของลูกจ้างก็เย็นชาลง คว้าตัวผู้ประสบภัยคนหนึ่งที่ซื้อข้าวได้มาซักถามทันทีว่า “ข้าวที่ร้านข้าวไม่ดีรึ ถึงได้มาซื้อที่นี่”
อย่าเห็นว่าเขาเป็นเพียงลูกจ้าง แต่การกระทำกลับมีกลิ่นอายของโจร ผู้ประสบภัยที่ถูกคว้าตัวไว้ตกใจ กอดกระสอบข้าวของตนเองไว้โดยไม่รู้ตัวแล้วอธิบายอย่างตะกุกตะกักว่า “ข้าวชั้นกลางของบ้านเถ้าแก่หลิวราคาเพียงครึ่งเดียวของร้านขายข้าวของพวกเจ้า”
ดังนั้นย่อมต้องซื้อของถูก ไม่ซื้อของแพงอยู่แล้วสิ!
ลูกจ้างปล่อยมือบอกให้ผู้ประสบภัยไสหัวไปเสียพลางมองสองนายบ่าวอย่างดุร้ายแวบหนึ่ง จดจำรูปพรรณของพวกเขาเอาไว้ หันหลังวิ่งไปยังจวนที่อยู่ใกล้ๆ อย่างรวดเร็ว
ไอ้เด็กเมื่อวานซืนไร้ชื่อเสียงเรียงนามจากที่ไหนก็ไม่รู้สองคน กล้ามาแย่งการค้าของพวกเขา นายท่านห้าจะต้องสั่งสอนคนทั้งสองนี้ให้หลาบจำแน่!
………………..