ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 277 ยมบาลตัวเป็นๆ อยู่ตรงหน้านี้แล้ว
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 277 ยมบาลตัวเป็นๆ อยู่ตรงหน้านี้แล้ว
ตอนที่ 277 ยมบาลตัวเป็นๆ อยู่ตรงหน้านี้แล้ว
………………..
“ฮัดชิ้ว!”
ณ โรงงานเครื่องเขียน ฉินเหยายืนอยู่กลางลาน จ้องมองดวงตะวันที่ร้อนแรงพลางจามออกมาอย่างแรงครั้งหนึ่ง
หลิวไป่และหลิวเฝยซึ่งยืนล้อมรอบนาง ฟังนางแจกแจงรายชื่อสารถีจากหมู่บ้านใกล้เคียงต่างก็มองนางด้วยความประหลาดใจยิ่ง
หลิวเฝยเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “พี่สะใภ้สาม ท่านเป็นไข้ลมร้อนหรือ”
ไข้ลมร้อนก็คือไข้แดด
แม้หลิวเฝยจะรู้สึกว่าด้วยร่างกายของพี่สะใภ้สามนั้น โอกาสที่จะเป็นไข้ลมร้อนนั้นแทบจะเป็นศูนย์ แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ หากว่าเกิดเป็นขึ้นมาเล่า
ฉินเหยาโบกมือเอ่ย “ข้าไม่เป็นไร แค่คันจมูกนิดหน่อย อาจเป็นเพราะเศษไม้ปลิวเข้าไปกระมัง”
ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย ยกมือขึ้นกุมหน้าอกโดยไม่รู้ตัว หัวใจพลันเต้นเร็วกว่าปกติ รู้สึกถึงลางร้ายบางอย่างโดยไม่ทราบสาเหตุ
พึ่งจะกดความรู้สึกไร้ที่มานี้ลงไปได้ หูก็พลันได้ยินเสียงแว่วมา
“พวกเจ้าได้ยินเสียงกีบเท้าม้าของเหล่าหวงบ้านข้าหรือไม่” ฉินเหยาถามคนทั้งสอง
หลิวไป่และหลิวเฝยต่างส่ายหน้าพร้อมกัน ไม่ได้ยินนี่นา
ไม่ถูก! ฉินเหยาขมวดคิ้วแน่น ต้องมีแน่ นางไม่ได้หูฝาดไป
รีบยัดรายชื่อใส่มือหลิวไป่แล้วเดินออกจากประตูใหญ่ของโรงงานเครื่องเขียน เงยหน้าขึ้นมองไปยังปากทางเข้าหมู่บ้านก็ไม่เห็นแม้เงาคน ทว่าเสียงกีบเท้าม้าห้อตะบึงกลับดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
หลิวไป่กับหลิวเฝยรู้สึกว่านางดูไม่ปกติจึงตามออกมา หลิวเฝยร้องเอ๊ะขึ้นมาคราหนึ่ง “เหมือนจะมีเสียงกีบเท้าม้าจริงๆ หรือว่าพวกพี่สามกลับมาแล้ว”
“เร็วถึงเพียงนี้เชียว” หลิวไป่มองดูสีของท้องฟ้า ยังเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วยามกว่าจะถึงยามเที่ยง “ดูท่าเจ้าสามคงขายธัญพืชได้ราบรื่นดี”
ทว่าฉินเหยากลับยิ้มไม่ออก นางไม่ได้ยินเสียงล้อเกวียน มีเพียงเสียงกีบเท้าม้า เห็นได้ชัดว่านี่ไม่เหมือนท่าทีของคนที่ขายธัญพืชเสร็จแล้วกลับมา
ขณะกำลังคาดเดาก็พลันปรากฏเงาสีเทาสายหนึ่งควบม้ามาบนถนนดินเหลืองตรงทางเข้าหมู่บ้าน
หลิวไป่สงสัย “นั่นคือเจ้าสามรึ”
ฉินเหยาส่ายหน้า “เป็นอาวั่ง คนรับใช้ใหม่ของบ้านข้า เขาขี่ม้าเป็นด้วยรึนี่”
แต่ยามนี้ไม่ใช่เวลาจะมาสงสัยว่าเขาขี่ม้าเป็นหรือไม่ เพียงพริบตาหนึ่งคนหนึ่งม้าก็มาถึงเบื้องหน้าแล้ว
พออาวั่งเห็นพวกฉินเหยาทั้งสามคนก็รีบดึงเหล่าหวงที่กำลังวิ่งอย่างบ้าคลั่งให้หยุดลงหน้าซุ้มประตูโรงงานเครื่องเขียนแล้วพลิกตัวลงจากหลังม้า คุกเข่าลงเบื้องหน้าฉินเหยาแล้วเอ่ยด้วยเสียงร้อนรนว่า
“ฮูหยิน ธัญพืชของเราถูกคนชิงไปแล้วขอรับ!”
เมื่อได้ฟังข่าวนี้ ฉินเหยาก็ต้องจนใจเมื่อพบว่าปฏิกิริยาแรกของตนกลับกลายเป็นพูดไม่ออก
“หลิวจี้ เจ้าตัวที่ดีแต่ทำเสียเรื่อง!”
อาวั่งเอ่ยปลอบ “บ่าวทราบว่าฮูหยินกำลังโกรธ แต่ท่านได้โปรดอย่าเพิ่งโกรธไปเลยขอรับ”
เพราะว่ายังมีเรื่องที่น่าโกรธยิ่งกว่ารออยู่ข้างหลัง
ฉินเหยาถาม “แล้วคนเล่า หลิวจี้อยู่ที่ใด”
เหล่าหวงและอาวั่งยังวิ่งกลับมาได้ แสดงว่าคนผู้นั้นต้องยังไม่ตายเป็นแน่
อาวั่งก้มหน้ากล่าว “นายท่านซ่อนตัวอยู่ในที่ปลอดภัยแห่งหนึ่งแล้วขอรับ แต่ฝ่ายตรงข้ามมีคนมากกำลังก็แข็งแกร่ง บ่าวเพียงลำพังมิอาจชิงธัญพืชคืนมาได้ อีกทั้งคนพวกนั้นมิเพียงปล้นธัญพืชไป ยังทุบทำลายรถม้าจนแหลก นายท่าน เขา…เขายัง…”
หลิวไป่ถามต่ออย่างกังวล “เจ้าสามเขายังเป็นอย่างไรอีก”
“นายท่านไม่ฟังคำทัดทานของบ่าว มีโอกาสหนีแต่แรกกลับไม่ยอมหนี ไปลงมือกับฝ่ายตรงข้ามจนถูกนักเลงเจ็ดแปดคนของพวกนั้นรุมทุบตีอย่างหนัก ทรัพย์สินเงินทอง เสื้อผ้าบนตัวล้วนถูกปลดไปจนหมดสิ้น…”
ตอนหลังเมื่อเขาบุกเข้าไปช่วยคนออกมา สภาพก็ดูน่าสังเวชจนทนมองไม่ไหวแล้ว
แต่ก็ยังรอดชีวิตอยู่ พลังชีวิตช่างแข็งแกร่งนักทำให้เขาถึงกับตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
กล่าวถึงตรงนี้ อาวั่งก็ยิ่งก้มหน้าต่ำลง “เป็นบ่าวที่คุ้มครองนายท่านได้ไม่ดีพอ ฮูหยินได้โปรดลงโทษด้วยขอรับ!”
ฉินเหยาแหงนหน้าขึ้นถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วยกมือขึ้นกุมหน้าผากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อีกครา ไม่ไหวแล้ว ข้าทนไม่ได้แม้แต่น้อย!
ธัญพืชของบ้านนางก็ยังกล้าปล้น ดูท่าเบื่อที่จะมีชีวิตอยู่แล้วสินะ!
หลิวไป่และหลิวเฝยรับคำทันที เขาวิ่งเข้าไปในโรงงานพลางตะโกนลั่น “คนหมู่บ้านตระกูลหลิว มานี่เร็ว!”
พอได้ยินว่าคนในตระกูลตนถูกรังแกถึงเพียงนี้ แถมยังเป็นสามีของฉินเหนียงจื่อ บรรดาชายฉกรรจ์ทั้งหนุ่มทั้งแก่ในโรงงาน ไม่ว่าจะใช่คนหมู่บ้านตระกูลหลิวหรือไม่ต่างก็กรูกันออกมา ในมือถืออาวุธเท่าที่มี ทั้งเลื่อย สิ่ว ท่อนไม้ใหญ่ รอเพียงคำสั่งจากฉินเหยา ต่อให้ต้องไปสู้ตายกับอีกฝ่ายก็ยอม!
ฉินเหยาค้นเจอเหล็กสกัดหินยาวเมตรกว่า น้ำหนักสามสิบจินที่วางอยู่ข้างประตูแล้วยกมันขึ้นมาอย่างสบายๆ พลางเอ่ยว่า “ตามข้ามา!”
ทุกคนรีบตามไปทันที เรียกว่าหนึ่งร้องร้อยขายรับก็ไม่เกินไปเลย
อาวั่งเดินตามหลังฉินเหยา เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดในสายตา สีหน้าทื่อๆ เคร่งขรึมนั้นไม่อาจรักษาไว้ได้อีกต่อไป ชั่วขณะหนึ่งถึงกับไม่รู้ว่าควรจะดีใจที่ตนไม่ได้ไปหาเรื่องนางหรือควรจะสงสารคนจากร้านขายข้าวเหล่านั้นดี
รอจนผู้ใหญ่บ้านได้ข่าวจนรีบร้อนมาถึงคิดจะห้ามปรามคนในตระกูลไม่ให้วู่วาม คนห้าหกสิบชีวิตที่รวมตัวกันอย่างยิ่งใหญ่ก็ติดตามฉินเหยามุ่งหน้าไปยังเมืองจินสือเสียแล้ว
เหลือเพียงเหล่าคนงานหญิงในลาน แต่ละคนกำหมัดแน่นด้วยท่าทางเคียดแค้น หากไม่ใช่เพราะโรงงานยังต้องการคนเฝ้า เกรงว่าคงจะตามฉินเหยาบุกออกไปแล้วเป็นแน่
ผู้ใหญ่บ้านลอบกลืนน้ำลาย รีบส่งลุงเก้าที่เพิ่งเข้าส้วมเลยตามไปไม่ทันให้ตามไปดู อย่าให้เกิดเรื่องนองเลือดขึ้นมาได้
หนึ่งชั่วยามให้หลัง
เหล่าผู้อพยพริมทางในเมืองจินสือต่างก็ต้องตกใจไปตามๆ กัน เมื่อเห็นชาวบ้านกลุ่มหนึ่งถืออาวุธครบมือ ปรากฏตัวขึ้นบนถนนหลวงด้วยท่าทีคุกคามน่าเกรงขามภายใต้การนำของสตรีผู้หนึ่ง
บรรยากาศรอบกายนางทรงพลังอย่างยิ่ง เพียงปรายตามองคราเดียว คนที่เดินอยู่ก็ตกใจจนรีบถอยหนี อย่าว่าแต่จะขวางทางและขอทานเลย เพียงแต่หวังว่าตนจะกลายร่างเป็นมดตัวเล็กๆ ให้อีกฝ่ายมองไม่เห็นได้ก็พอ
มองดูอีกที สิ่งที่นางถืออยู่ในมือนั้นคือเหล็กสกัดเล่มยาวน้ำหนักหลายสิบจินท่อนหนึ่ง แสงเย็นเยียบส่องสะท้อนวาววับ เพียงสะบัดเบาๆ เหล็กสกัดก็หมุนคว้างราวบุปผาดอกหนึ่งบนฝ่ามือ เริงระบำชนิดที่ลมก็ยังมิอาจเล็ดลอดผ่านไปได้
เสียงลมแรงนั้นกรีดผ่านข้างหู รู้สึกเพียงความเจ็บแปลบแสบร้อนบนใบหน้า
มิกล้าจินตนาการเลยว่าหากเหล็กสกัดนี้ฟาดลงบนร่างกาย กระดูกและเลือดเนื้อจะแหลกเหลวถึงเพียงใด
ขบวนคนเดินทางมาถึงหน้าเพิงชั่วคราวของร้านขายข้าว เหล่านักเลงคุมร้านเห็นได้ชัดว่าตกใจไม่น้อย
ฉินเหยาพยักหน้าแสดงว่าเข้าใจแล้ว มิทันรอให้พวกนักเลงร้านขายข้าวเหล่านั้นทันได้มีปฏิกิริยาใดๆ เหล็กสกัดยาวอันหนักอึ้งในมือนางก็ซัดออกไปในทันทีพลางตะโกนเสียงดังลั่นว่า “ทุบร้านขายข้าวของพวกเขาให้เละ! เอาธัญพืชของพวกใจดำเหล่านี้แจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยโดยรอบทั้งหมด!”
ข้างหลังนาง หลิวไป่ หลิวเฝยและทุกคนขานรับกันอย่างพร้อมเพรียง คนห้าหกสิบคนกรูกันไปข้างหน้า นักเลงคุมร้านสิบคนที่อยู่หน้าประตูร้านขายข้าว ไม่มีปัญญาจะตอบโต้กลับเลยแม้แต่น้อย
ขอเพียงเป็นพวกที่มีฝีมือแข็งแกร่งหน่อยล้วนถูกฉินเหยาใช้เหล็กสกัดฟาดจนขาหักทั้งสิ้น
เหล่านักเลงท่าทางดุร้ายต่างทรุดตัวลงไปกับพื้นทีละคน ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวช่วยกันเปิดเสื่อฟางรอบร้านขายข้าวออก เผยให้เห็นธัญพืชด้านใน ลมหายใจของเหล่าผู้อพยพโดยรอบพลันสะดุดตามทันที
ฉินเหยาเตะลูกจ้างที่เงื้อดาบพุ่งเข้ามาจนกระเด็นแล้วหันไปตวาดใส่เหล่าผู้อพยพว่า “ยังยืนเหม่อทำอะไรอยู่อีก มาเอาธัญพืชไปสิ!”
“รีบมาเอาไปเร็วเข้า!” หลิวเฝยและหลิวฉีโยนกระสอบธัญพืชกระสอบหนึ่งไปเบื้องหน้าผู้อพยพแล้วเชื้อเชิญอย่างกระตือรือร้น
เหล่าผู้อพยพที่เดิมยังคงยืนนิ่งตกตะลึง เมื่อเห็นเช่นนี้ ในใจรู้ว่าโอกาสนี้มิอาจปล่อยให้หลุดลอยไปได้จึงยื่นมือไปยังกระสอบธัญพืชอย่างเด็ดขาด
พวกเขากลัวว่าเหล่านักเลงจะจดจำใบหน้าได้แล้วจะกลับมาแก้แค้นหลังจากเหตุการณ์ต่อสู้ครั้งนี้ยุติลงจึงปิดบังใบหน้าแล้วคว้าธัญพืชวิ่งหนีไป ไม่สนใจว่าจะได้มากหรือน้อย อย่างไรเสียก็คว้ามาได้แล้ว
ลูกจ้างร้านขายข้าวถูกฉินเหยาเหยียบไว้ใต้ฝ่าเท้า ได้แต่มองดูชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวช่วยผู้อพยพขนธัญพืชของพวกเขาไปจนหมดสิ้น ทุบหีบเงินจนพังก็ทั้งหวาดกลัวทั้งคำรามข่มขู่ไปว่า
“นี่เป็นของของนายท่านห้า! ผู้ใดกล้าแตะต้องของของนายท่านห้า!”
ฉินเหยาคิดในใจ ข้าจะไปสนนายท่านห้านายท่านหกของเจ้าทำอะไร นางตบเข้าที่ปากของเขาฉาดหนึ่ง “หุบปากของเจ้าเสีย!”
ลูกจ้างถูกฝ่ามืออันหนักหน่วงราวกับอุ้งเท้าหมีตบจนหน้าหัน มึนงงตาลายไปหมด! รู้สึกเพียงว่ามีบางอย่างหลุดออกมาจากปาก เมื่อถ่มสิ่งนั้นออกมาก็เห็นเป็นก้อนเนื้อขยุกขยุยที่ข้างในห่อหุ้มฟันสีเหลืองเอาไว้สองซี่
ยามนี้ เมื่อมองสตรีผู้นี้อีกครั้ง ลูกจ้างก็พลันตัวสั่นสะท้าน รู้สึกเพียงว่ายมบาลตัวเป็นๆ มาอยู่ตรงหน้านี้นี่เอง
………………..