ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 278 เมียจ๋าาาา
รวดเร็ว รวดเร็วยิ่งนัก!
เพียงพริบตาเดียวร้านขายข้าวก็เหลือเพียงเสื่อเก่าขาดๆ ผืนหนึ่งเท่านั้น
โต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่ง ถังไม้ โอ่งข้าว เสบียงอาหารและหีบเงินที่เคยอยู่ในเพิงก่อนหน้านี้ล้วนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เสื่อเก่าขาดๆ ผืนเดียวนี้ เป็นเพราะมันเก่าและขาดเกินไปจึงไม่มีใครแย่งชิง
ที่เหลือ แม้แต่เสาไม้ที่ค้ำเพิงก็ถูกเหล่าผู้อพยพแบกไป อย่างไรเสียไม่เอาก็เสียเปล่า เอาไปผ่าฟืนก่อไฟยังสามารถต้มโจ๊กกินได้มื้อหนึ่ง
ลูกจ้างร้านขายข้าวที่ถูกฉินเหยาเหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้าส่งเสียงคร่ำครวญสะอึกสะอื้นราวกับใจสลาย เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าต้องถามพวกฉินเหยาว่าเหตุใดจึงมาทุบทำลายร้านขายข้าวของพวกตน
“ฮูหยินผู้นี้ พวกเราไม่มีความแค้นเคืองต่อกันในอดีต ไม่มีความบาดหมางกันในปัจจุบัน ท่านมาทุบร้านขายข้าวของข้านี้ด้วยเหตุใดกันแน่?!”
เพราะฟันในปากหลุดหายไป เอ่ยถามเพียงประโยคเดียวก็ต้องพ่นฟองเลือดออกมามากมาย ดูแล้วน่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก
ฉินเหยาถีบเขาไปตรงหน้าหลิวเฝยและหลิวฉีอย่างรังเกียจ สั่งให้พวกเขามัดคนผู้นี้ไว้ จากนั้นจึงหัวเราะเสียงเย็นชาภายใต้สายตาอันสิ้นหวังของอีกฝ่าย
“พวกเจ้าปล้นข้าวสาลีของข้า ทุบทำลายรถม้าของข้า ทั้งยังทำร้ายคนของข้า ยังมีหน้ามาถามข้าอีกหรือว่าเพราะเหตุใด”
“เพิ่งจะมานึกถามเอาตอนนี้ ก่อนหน้าที่จะลงมือเจ้ามัวไปกินอาจมอยู่รึไร ไม่สืบความให้ดีก่อนก็ลงมือ สมองหมูแท้ๆ!” ฉินเหยาด่าทออย่างเกรี้ยวกราด
ชาวบ้านที่ล้อมรอบกายนางอยู่ก็เอ่ยตาม “สมองหมูแท้ๆ ก่อนจะลงมือกับใครก็ไม่ดูตาม้าตาเรือเสียก่อนว่าเป็นคนของผู้ใด!”
ลูกจ้างอยากร่ำไห้แต่ก็ไร้น้ำตา ในที่สุดก็เข้าใจกระจ่างแจ้ง ที่แท้เป็นเรื่องของนายบ่าวเมื่อช่วงสายคู่นั้น
เหลือบมองใบหน้าดุร้ายน่ากลัวโดยรอบ เห็นอาวั่งอยู่ในฝูงชน ลูกจ้างก็ส่ายศีรษะอย่างแรง รู้สึกว่าคนผู้นี้คุ้นหน้ายิ่งนักจึงยิ่งมั่นใจมากขึ้น
แต่เขายังคงไม่ยอม ถามฉินเหยาว่า “บังอาจถามฮูหยินท่านนี้ว่ามีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไรหรือ”
นายท่านห้าในอำเภอไคหยางนั้นก็นับเป็นผู้มีอิทธิพลอันดับต้นๆ สตรีที่กล้าหักหน้าท่านผู้เฒ่าเช่นนี้ เขาเองก็เพิ่งเคยพบเจอเป็นครั้งแรกในวันนี้
ฉินเหยาส่งสายตาให้หลิวเฝย หลิวเฝยก็เข้าใจความหมายจึงร่วมมือกับหลิวฉีถีบลูกจ้างที่ถูกมัดอยู่ออกไปนอกประตู
ลูกจ้างยืนไม่มั่นคงจึงล้มหน้าคะมำลงไปกับพื้นอย่างแรง ใบหน้ากระแทกพื้นเต็มๆ เขาส่งเสียงร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือดออกมา
ฉินเหยาเดินเข้าไป ซุ่นจื่อก็รีบวางเสาไม้ท่อนหนึ่งไว้ด้านหลังนาง ฉินเหยานั่งลงตรงหน้าลูกจ้าง ใช้ปลายเท้าเชยคางของเขาขึ้น “ไปบอกนายท่านห้าหกเจ็ดอะไรนั่นของเจ้า ส่งข้าวสาลีกับรถม้าของบ้านข้ากลับคืนมาในสภาพสมบูรณ์เสีย แล้วก็เอาเงินหนึ่งร้อยตำลึงมาเป็นค่ารักษาให้เจ้าคนไม่ได้เรื่องผู้นั้นของข้าด้วย เรื่องระหว่างพวกเราก็จะถือว่าจบสิ้นกัน”
“ข้าจะรออยู่ตรงนี้เพียงสองเค่อ หากเกินสองเค่อไป….เหอะๆ~” นางแค่นยิ้มเหยียดหยาม ไม่ได้กล่าวต่อว่าหากเกินเวลาแล้วจะเป็นเช่นไร เพียงแค่ปล่อยเท้าลงแล้วเชิดคางขึ้นเล็กน้อย “ไปได้แล้ว”
ในอำเภอไคหยางมีสามอธรรมอยู่ หนึ่งคือจินฉานฉูแห่งโรงรับจำนำ สองคือพานเหม่ยเหรินแห่งหอคณิกาและสามก็คือหวังหมาอู่แห่งบ่อนพนันผู้นี้
ระหว่างทางมา อาวั่งก็ได้บอกฉินเหยาไปแล้วว่า ร้านขายข้าวชั่วคราวนอกเมืองแห่งนี้เป็นของหวังหม่าอู่
หวังหม่าอู่ผู้นี้ ยามปกติกระทำเรื่องชั่วสารพัด ชื่อเสียงฉาวโฉ่
แต่เพราะเบื้องบนมีคนหนุนหลัง ชาวบ้านมิกล้าร้องทุกข์ ขุนนางมิกล้าจับกุมจึงได้เหิมเกริมอยู่ในเมืองมาโดยตลอด
คนเช่นนี้ สมควรเข้าคุกหลวงไปนานแล้ว
ผู้อื่นมิกล้าจับกุมเขา แต่ฉินเหยากล้า!
เพียงแต่เมื่อผลงานร้อนมือชิ้นนี้ส่งขึ้นไป ไม่รู้ว่าใต้เท้านายอำเภอจะกล้ารับไว้หรือไม่
คิดดูแล้ว น่าจะ…บางที…อาจจะ…รับกระมัง?
หากใต้เท้านายอำเภอให้ผลประโยชน์แก่นางอีกสักหน่อย สองอธรรมที่เหลือ นางก็ไม่เกี่ยงที่จะช่วยจัดการสะสาง
ลูกจ้างพอเห็นท่าทีเตรียมพร้อมมาอย่างดีของฉินเหยาก็รู้ว่าเรื่องคงไม่ธรรมดาแล้ว
เขามิอาจสนใจความเจ็บปวด ลุกขึ้นจากพื้นแล้วใช้ความเร็วสูงสุดวิ่งไปยังจวนตระกูลหวังทันที
ฉินเหยามองตามเขาวิ่งไปจนลับสายตาพลางส่งสัญญาณให้คนที่ยืนเกร็งอยู่ข้างกายไม่ต้องเคร่งขรึมเกินไปนัก ผ่อนคลายลงหน่อย
พร้อมกันนั้นก็วางแผนรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ ที่อาจจะต้องเผชิญต่อไปนี้
“หากพวกเขานำคนมามากกว่านี้ ห้ามผู้ใดวู่วาม หากไม่ลงมือได้ก็จงอย่าลงมือ แต่หากมีการลงมือแล้ว พวกเจ้าก็หนีไปเถิด ไม่ต้องห่วงข้า”
“หากพวกเขานำของมาคืนจริง เรื่องนี้ก็ถือว่าประนีประนอมกันได้ พวกเราก็แค่รับของแล้วกลับ”
ยังมีแผนรับมือกรณีเลวร้ายที่สุดอีกอย่าง คืออีกฝ่ายไม่เพียงไม่คืนของ คนก็ไม่ปรากฏตัว ปล่อยให้พวกเขารอเก้อ
แต่ความเป็นไปได้เช่นนี้นับว่าต่ำ อันธพาลอย่างหวังหม่าอู่ ถูกคนทุบร้านขายข้าว ทุบตีพี่น้อง หากยังหลบซ่อนตัวอีก เขาก็อย่าคิดที่จะอยู่ในวงการนี้ต่อไปเลย!
ดังนั้น การคาดการณ์อย่างแรกจึงมีความเป็นไปได้มากที่สุด
“จริงสิ หลิวฉี เจ้าขี่ม้าบ้านข้าไปที่นอกประตูเมืองอำเภอเดี๋ยวนี้ ตามหาท่านอาโจวเจิ้งของเจ้าแล้วบอกว่าที่นี่มีคนรวมกลุ่มก่อเหตุวิวาท”
หลิวฉีพยักหน้ารับ เขาเชื่อมั่นในตัวฉินเหยาที่สุด ไม่จำเป็นต้องถามว่าเหตุใด เพียงทำตามคำสั่งนางก็พอ
เขารับเหล่าหวงมาจากมืออาวั่งในทันที บังคับม้าอย่างไม่ชำนาญนักแล้วควบไปยังทิศทางของอำเภอ
ระหว่างรอคอย ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นร่างหนึ่งซึ่งคลุมด้วยถุงป่านกำลังย่องเข้ามาอย่างลับๆ ล่อๆ
“ผู้ใด!”
ฉินเหยาหันกลับไป ดวงตาวาวโรจน์ดุจเปลวเพลิง นางกวาดตามองไปอย่างเฉียบคม เหล็กสกัดยาวในมือแทงออกไป หากผู้มาใหม่ตอบสนองช้าไปเพียงนิดเดียว ขณะนี้ลำคอคงต้องหลั่งโลหิตออกมาเป็นสายแล้ว
“ข้าเอง! เมียจ๋า เป็นข้าเอง!” หลิวจี้รีบร้องตะโกนลั่น ล้มก้นกระแทกพื้น ถุงป่านบนศีรษะร่วงหล่น เผยให้เห็นใบหน้าที่เขียวช้ำบวมเป่ง
ดวงตาทั้งสองบนใบหน้านั้นบวมเป่งราวกับผลเหอเถา บัดนี้น้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจเอ่อคลอ “ฮือๆๆ เมียจ๋า เจ้าต้องแก้แค้นให้ข้านะ!”
หลิวจี้ปัดเหล็กสกัดยาวที่แทงเข้ามาออกไปแล้วพุ่งเข้าใส่ร่างฉินเหยาอย่างตื่นเต้น
พอเขาลุกขึ้นยืน ถุงป่านขาดๆ บนร่างก็ไม่อาจปกปิดเอาไว้ได้อีก เผยให้เห็นต้นขาขาวผ่องเรียวยาวสองข้าง ทำเอาหลิวไป่และคนอื่นๆ ร้องอุทานออกมาอย่างตกใจ
ฉินเหยาตอบสนองอย่างรวดเร็ว กระชากเสื้อตัวนอกจากร่างหลิวเฝยโยนให้หลิวจี้ “สวมเสื้อผ้าให้ดีซะ!”
หลิวไป่เองก็หายจากอาการตกใจแล้วจึงรีบดึงหลิวจี้ที่เสื้อผ้ามิอาจปกปิดร่างกายออกไปพร้อมกับหลิวเฝย แบ่งเสื้อผ้าให้เขาสวมคนละชิ้น พอให้ปกปิดร่างกายได้บ้าง
อาวั่งตามเขาไป ช่วยจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้แก่นายท่านใหญ่ของตนที่ประสบเคราะห์กรรม
ทว่ารอยฟกช้ำม่วงเขียวทั่วร่างนั้นสะดุดตาเกินไป ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ชวนให้รู้สึกน่าสังเวชและหมดสภาพ
หลิวเฝยซึ่งปกติไม่ค่อยลงรอยกับหลิวจี้เท่าใดนัก พอเห็นเขาเป็นเช่นนี้ ความโกรธก็พลุ่งพล่านขึ้นมา คนหนุ่มนั้นเลือดร้อนจึงฉุดกระชากคอนักเลงที่เพิ่งถูกฉินเหยาหักขาขึ้นมาแล้วถามหลิวจี้
“พี่สาม ผู้ใดอัดท่าน?”
ขอเพียงชี้ตัวมา เขาจะช่วยอัดอีกฝ่ายกลับให้ทันที!
หลิวจี้ไม่อยากสนใจเขา เมื่อสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็สะบัดอาวั่งที่ประคองตนเองออก เดินมาอยู่ตรงหน้าฉินเหยา “เมียจ๋า”
มุมปากฉินเหยากระตุกเล็กน้อย ฝืนยื่นมือออกไปลูบศีรษะเขาเบาๆ คล้ายปลอบโยน “วางใจเถิด กลับไปครานี้ข้าไม่จะตีเจ้า”
หลิวจี้พลันพึงพอใจ ดวงตาที่เขียวช้ำมองไปยังอาวั่ง ยังไม่รีบมาประคองนายท่านใหญ่ผู้หล่อเหลาองอาจเจ้าสำราญของเจ้าอีก!
อาวั่งทอดถอนใจในความทรหดอดทนของพลังชีวิตมนุษย์พลางรีบไปยังด้านหลังของนายท่านใหญ่ของตนแล้วประคองเขาไว้
“จริงสิ เมื่อครู่เจ้าหลบอยู่ที่ใด เหตุใดพวกเราจึงไม่เห็นเจ้าเลย” ฉินเหยาถามด้วยความสงสัย
หลิวจี้สูดลมหายใจเย็นเยียบแล้วตอบว่า “ก็อย่างที่เขาว่ากันว่าใกล้เกลือกินด่างอย่างไรเล่า ข้าก็หลบอยู่ในเพิงของผู้อพยพข้างๆ นั่นแหละ ซี้ด…ให้ตายเถอะ บิดาปวดจะตายอยู่แล้ว!”
ฉินเหยาคิดในใจ เจ้าช่างรู้จักหลบเสียจริงพร้อมกันนั้นก็เอ่ยเตือน “ห้ามพูดคำหยาบ”
หลิวจี้พยักหน้าอย่างว่าง่าย บัดนี้เมื่อมองฉินเหยา เขารู้สึกเพียงซาบซึ้งและสนิทสนมเป็นอย่างยิ่ง…นี่ก็คือที่พึ่งของเขา!
ขณะที่ทุกคนกำลังเป็นห่วงหลิวจี้ผู้เคราะห์ร้ายอยู่นั้นพลันมีเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมาจากที่ไกลๆ
สีหน้าของฉินเหยาและทุกคนเคร่งเครียดขึ้นมาพร้อมๆ กัน