ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 282 ไม่เสแสร้งแล้ว ข้าขอหงายไพ่
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 282 ไม่เสแสร้งแล้ว ข้าขอหงายไพ่
ตอนที่ 282 ไม่เสแสร้งแล้ว ข้าขอหงายไพ่
ทางฝั่งเรือนเก่านั้น หลิวเหล่าฮั่นเป็นผู้ตัดสินใจ มอบธัญพืชที่กักตุนไว้ในบ้านหนึ่งพันจินทั้งหมดให้ฉินเหยาเป็นผู้ดำเนินการขายให้ ฉินเหยาขายเท่าใด พวกเขาก็จะขายเท่านั้น
เนื่องจากคนหนุ่มสาวในบ้านต้องดูแลงานในโรงงาน ดังนั้นหากฉินเหยาไม่รังเกียจกระดูกแก่ๆ ของเขาผู้นี้ก็ยังพอช่วยงานได้บ้าง
ฉินเหยาโบกมือ “ยังมีอาวั่งอยู่ ท่านพ่อท่านรออยู่ที่บ้านเถิด เดี๋ยวข้าจะให้อาวั่งไปขนมาเอง”
หลิวเหล่าฮั่นขานรับอืมๆ มองดูครอบครัวที่กลมเกลียวกันในลานบ้าน ในใจก็รู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก
ผู้เฒ่าเรียกสามพี่น้องหลิวไป่มาอยู่ตรงหน้าฉินเหยา ให้พวกเขาคุยเรื่องงานในโรงงานกันต่อ ส่วนตนเองกับนางจางอุ้มต้าเหมาที่ร้องงอแงจะออกไปเล่นตลอดเวลาแล้วขอตัวกลับไปก่อน
นางชิวและนางเหอรู้สึกว่าตอนนี้ตนเองก็เป็นส่วนหนึ่งของโรงงานแล้วจึงหยิบม้านั่งตัวเล็กมานั่งฟังอยู่ใกล้ๆ ฉินเหยาและคนอื่นๆ
ทุกคนพูดคุยกันอยู่ครู่ใหญ่จึงค่อยแยกย้ายกันไป
“อาวั่ง ไปเรียกพวกต้าหลางให้กลับบ้านได้แล้ว ได้เวลานอนแล้ว” ฉินเหยากำชับพลางเดินไปยังทางยุ้งฉาง นางต้องการตรวจนับของที่นำกลับมาในวันนี้
อาวั่งขานรับ หันกายเดินลิ่วไปยังบ่อน้ำของหมู่บ้าน
ฉินเหยามาถึงสวนหลังบ้าน สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาก็คือตัวรถม้าอันหรูหราและข้าวสาลีห้ากระสอบที่หวังหม่าอู่ชดใช้ให้นางในวันนี้
ก่อนหน้านี้ หลิวจี้และอาวั่งขายไปแล้วเจ็ดแปดสิบจินจึงได้เงินมาสามตำลึงกว่า แต่กลับถูกปล้นไป
บัดนี้ ไม่เพียงแต่ได้ข้าวสาลีห้ากระสอบคืนมา เงินสามตำลึงกว่านั้นก็ยังได้คืนมาด้วย บวกกับค่ารักษาอีกหนึ่งร้อยตำลึง ในมือนางจึงมีเงินสดเพิ่มขึ้นมาหนึ่งร้อยสามตำลึง
ใบสั่งยาที่ท่านหมอจินให้มานั้นมีค่าใช้จ่ายประมาณสามตำลึง ฉินเหยาได้หักค่าใช้จ่ายส่วนนี้ออกไปแล้ว ที่บ้านมีรายรับเข้ามาหนึ่งร้อยตำลึง จึงรวมเป็นหนึ่งร้อยสิบสองตำลึง
ส่วนตั๋วเงินในมือนั้นล้วนเป็นของโรงงาน ไม่นับรวมในบัญชีส่วนตัว
ฉินเหยาเดินเข้ายุ้งฉาง ข้าวสาลีหนึ่งหมื่นจินหากขายออกไปทั้งหมดก็น่าจะทำกำไรได้อีกก้อนหนึ่ง
รวมกับการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงและกำไรของโรงงานในภายภาคหน้า ปีหน้านางน่าจะสามารถบรรลุความปรารถนาในการเป็นเศรษฐีนีท้องถิ่นได้แล้ว
ฉินเหยาเผยรอยยิ้มพึงพอใจน้อยๆ หันกายเดินออกจากยุ้งฉาง เด็กๆ กลับมาถึงบ้านแล้ว กำลังต้มน้ำชำระล้างร่างกายอยู่ในครัวกับอาวั่ง
หลิวจี้ร้องโอดโอยอยู่ในห้อง ฉินเหยาเดินเข้าไป ภายในห้องมืดสนิทจึงช่วยจุดตะเกียงให้
“ร้องโหยหวนอันใด”
หลิวจี้บ่นในใจ ฟ้ามืดแล้ว ข้ากลัวไม่ได้รึไง!
ฉินเหยามองบาดแผลทั่วร่างของเขาพลางจุ๊ปาก “ปกติเจ้าวิ่งเร็วไม่ใช่รึ เหตุใดครานี้คิดสั้นเข้าไปสู้กับคนอื่นเล่า”
ฉินเหยานั่งลงหน้าโต๊ะหนังสือของเขา ตรงข้ามกับหลิวจี้ที่มองมาอย่างฟุ้งซ่านอยู่บนเตียงพอดี ไม่รอให้เขาตอบก็หยิบเงินค่าขายข้าวกว่าสามตำลึงขึ้นมาลองชั่งน้ำหนักในมือ “เป็นเพราะสิ่งนี้รึ?”
ดวงตาทั้งสองข้างที่บวมเป่งของหลิวจี้พลันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย “เมียจ๋า เจ้าเอาเงินค่าขายข้าวกลับมาแล้วรึ”
ฉินเหยาพยักหน้า จากนั้นภายใต้สายตาตื่นตระหนกของหลิวจี้นางก็ค่อยๆ คำนวณเปิดโปงความจริงที่เขาขายธัญพืชหนึ่งจินได้สี่สิบห้าเหวิน แต่กลับมารายงานนางว่าได้สี่สิบเหวินต่อหนึ่งจินออกมา
หลิวจี้รีบหลับตาปี๋ “อ๊า ข้าสลบแล้ว!” แล้วนอนนิ่งแสร้งตาย
ฉินเหยายกมือขึ้นคิดจะตบให้เขาฟื้น แต่เมื่อมองใบหน้าที่ไม่มีส่วนใดขาวสะอาดเลย สุดท้ายก็ไม่ได้ฟาดฝ่ามือนี้ลงไป
“หากมีครั้งหน้าอีก ข้าจะจับเจ้าเปลื้องผ้าโยนขึ้นไปบนเตียงของหวังหม่าอู่!” ฉินเหยาเอ่ยเตือนเสียงเย็นชา
หลิวจี้ยังคงแสร้งตายต่อไป ในใจร่ำร้อง สตรีนางนี้ช่างใจดำอำมหิตยิ่งนัก!
“ฮูหยิน”
เสียงของอาวั่งดังมาจากหน้าประตู
ฉินเหยาหันกลับไปก็เห็นอาวั่งประคองอ่างน้ำร้อนเดินเข้ามาในห้องจึงโบกมือไล่เขาออกไปทันที “เขาตายแล้ว ไม่ต้องอาบน้ำล้างหน้าหรอก!”
เรื่องนี้หลิวจี้จะทนได้อย่างไร นี่มันกลางฤดูร้อนนะเฮ้ย เขาต้องเหม็นเน่าอย่างแน่นอน!
คนป่วยใกล้ตายพลันสะดุ้งลุกขึ้นนั่งทันที “ช้าก่อน! ข้ารู้สึกว่าไม่สลบแล้ว”
อาวั่งประคองอ่างน้ำ มองฉินเหยาแล้วก็มองหลิวจี้ที่มองมาด้วยแววตาเว้าวอน ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก โบกมือ เป็นเชิงให้เขาทำงานแล้วเดินออกจากห้องไป
พวกเด็กๆ กลับเข้าห้องนอนเข้านอนกันเองแล้ว ฉินเหยาชำระล้างร่างกายง่ายๆ แล้วก็เตรียมจะเข้าห้องไปเอนกาย
ในตอนนั้นเอง อาวั่งพลันปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลัง
ฉินเหยาที่กำลังจะก้าวเข้าประตูชะงักไป รีบหันขวับกลับมามอง เอ่ยถามอย่างระแวดระวังว่า “อาวั่ง เจ้าคิดจะทำอะไร”
อาวั่งคุกเข่าลงกับพื้นเสียงดัง ไม่เสแสร้งอีกต่อไปแล้ว เขาตัดสินใจหงายไพ่แล้ว!
“ฮูหยิน บ่าวมีเรื่องหนึ่งปิดบังฮูหยินอยู่ แต่ก่อนหน้านี้จำใจจริงๆ จึงมิได้แจ้งให้ทราบทันท่วงที แท้จริงแล้ว ตัวตนที่แท้จริงของบ่าวคือ…”
ฉินเหยารีบขัดคำพูดของเขา “เดี๋ยวก่อน เจ้าอย่าเพิ่งพูด ให้ข้าลองทายดูก่อน!”
อาวั่ง “???”
“เป็นนักฆ่าที่วางมือแล้วมาซ่อนตัวอยู่รึ”
อาวั่งส่ายหน้า “ความจริงแล้วบ่าวคือ…”
“เป็นนักฆ่าเดนตายที่กลุ่มลับแห่งหนึ่งฝึกฝนมา แต่เพราะภารกิจล้มเหลวจึงกลัวถูกพวกพ้องตามฆ่า เลยเปลี่ยนรูปโฉมหวังจะมีชีวิตรอดต่อไปรึ”
อาวั่งถอนหายใจ “เฮ้อ” ทีหนึ่ง “ใกล้เคียงแล้ว”
ฉินเหยารู้สึกภูมิใจในตนเองมาก นางทายถูกจริงๆ ด้วย!
“ตัวตนเดิมของเจ้าเป็นนักฆ่าเดนตายจริงๆ แต่ไม่ได้ฝึกฝนโดยกลุ่มลับ หากแต่สังกัดส่วนบุคคลใช่หรือไม่”
อาวั่งพยักหน้าอย่างจนใจ
“เช่นนั้นที่เจ้าทรยศนายตัวเอง เป็นเพราะจู่ๆ ก็เกิด ‘ตระหนักรู้ในตัวตน’ ขึ้นมารึ”
อาวั่งขมวดคิ้วเล็กน้อย “อะไรคือ…ตระหนักรู้ในตัวตน”
ฉินเหยาอธิบาย “ก็คือเจ้ารู้สึกว่าตนเองควรมีชีวิตและความฝันเป็นของตัวเอง ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องจักรสังหารที่ทำตามคำสั่งเท่านั้น ‘ชะตาข้า ข้าลิขิตเอง มิใช่ฟ้ากำหนด’ ก็คงความหมายประมาณนี้”
อาวั่งแสดงสีหน้ากระจ่างแจ้งในบัดดล ที่แท้เรื่องที่เขาทำขัดต่อเจตจำนงของนายท่านเหล่านี้ล้วนเป็นเพราะเขาตระหนักรู้ในตัวตนหรอกรึ?
ฉินเหยา “ได้ เจ้าพูดมา”
อาวั่งถอนหายใจยาว บอกเล่าฐานะของตนให้ฉินเหยาฟังอย่างหมดเปลือก ส่วนเหตุผลที่เลือกบอกตอนนี้แทนที่จะบอกแต่แรก เป็นเพราะก่อนหน้านี้เขาคิดว่าตนเองสามารถแสดงบทบาทผู้อพยพธรรมดาได้เป็นอย่างดี
ผลคือเพิ่งมารู้เอาวันนี้ว่าตนเองไร้เดียงสาเกินไป
ดังนั้นจึงรีบชิงบอกออกมาก่อนที่ฉินเหยาจะใช้เหล็กสกัดหินแทงทะลุร่างเขาจะดีกว่า
ไม่ต่างจากที่สองสามีภรรยาฉินเหยาคาดเดาไว้มากนัก อาวั่งไม่ใช่ผู้อพยพธรรมดา หากแต่เป็นนักฆ่าเดนตายที่จวนอ๋องเฟิงเลี้ยงดูไว้
ตั้งแต่เล็กก็ถูกนำตัวไปยังจวนอ๋องเพื่อรับการฝึกอันโหดร้ายต่างๆ นานา อายุสิบสามปีก็เริ่มออกทำภารกิจตามลำพัง ทำหน้าที่เป็นเครื่องจักรสังหารให้จวนอ๋องอย่างขยันขันแข็ง ในที่สุดก็ได้รับความชื่นชมจากท่านอ๋อง เมื่ออายุยี่สิบปีก็ได้รับเกียรติเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหนึ่งในหน่วยคุ้มกันส่วนตัวของท่านอ๋อง เตรียมพร้อมสละชีวิตเพื่อท่านอ๋องได้ทุกเมื่อ
การตายเพื่อนายท่านคือเกียรติยศสูงสุดที่นักฆ่าเดนตายจะได้รับในชั่วชีวิตนี้ ก่อนอาวั่งอายุยี่สิบปีก็เคยมีความคิดเช่นนี้และเตรียมพร้อมที่จะตายเพื่อเกียรติยศตลอดเวลา
จนกระทั่งเมื่อปีก่อน เขาได้รับภารกิจหนึ่งที่ไม่ว่าสำเร็จหรือไม่ก็มีแต่ไปไม่มีกลับ
เขาต้องไปลอบสังหารผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งที่มีตำแหน่งสูงกว่าท่านอ๋อง
เมื่อได้ยินอาวั่งเอ่ยถึงท่านอ๋อง ฉินเหยาก็รู้สึกเหลือเชื่อขึ้นมาแล้ว นางเป็นเพียงชาวบ้านตัวเล็กๆ คนหนึ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าใกล้ท่านอ๋องถึงเพียงนี้…ในที่สุดก็รู้สึกเหมือนเป็นนางเอกนิยายทะลุมิติขึ้นมาหน่อยแล้ว!
ครั้นได้ยินเขาพูดถึงผู้ยิ่งใหญ่ที่ตำแหน่งสูงกว่าท่านอ๋องก็พลันนึกถึงผู้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรขึ้นมาทันที
“เจ้าจะลอบสังหารฮ่องเต้รึ”
อาวั่งไม่แปลกใจที่ฉินเหยาจะเดาว่าเป็นฮ่องเต้ เป็นใครก็ต้องคิดเช่นนั้น
แต่ความจริงแล้วไม่ใช่
บอกนางไปก็ไม่เสียหายอะไรแล้ว “คือฮองเฮา”
ฉินเหยาประหลาดใจอย่างยิ่ง ยิ่งรู้สึกสงสัยในเรื่องนี้มากขึ้น “แล้วอย่างไรต่อ ภารกิจต้องล้มเหลวแน่ แต่เหตุใดเจ้าจึงยังมีชีวิตอยู่”