ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 286 สอนวิธีหนีเอาชีวิตรอดให้เจ้า
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 286 สอนวิธีหนีเอาชีวิตรอดให้เจ้า
ตอนที่ 286 สอนวิธีหนีเอาชีวิตรอดให้เจ้า
ตะวันลอยสูงขึ้นกลางฟ้า ด้านฉินเหยาในที่สุดก็จัดการธุระเสร็จสิ้น
ข้าวสารขายหมดเกลี้ยงในราคาที่ต่ำกว่าเมื่อวานห้าเหวิน นางจึงมีเวลามาหาติงเซียง
เมื่อเห็นฉินเหยาเดินมา ติงเซียงก็วางก้อนหินในมือลงแล้วลุกขึ้นยืน ใบหน้ายิ้มแย้มต้อนรับ
แต่นึกไม่ถึงว่ากลับถูกมะเหงกเขกศีรษะเข้าทีหนึ่ง!
เด็กสาวนึกว่าฉินเหยาจะอ่อนโยนต่อนาง วินาทีก่อนยังไม่ใส่ใจ วินาทีถัดมาก็ตาลายพร่ามัว น้ำตาไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้
เจ็บจะตายอยู่แล้ว!
“เจ้าใจร้ายยิ่งนัก!”
ติงเซียงทั้งโกรธทั้งน้อยใจ นางแค่อยากมาเยี่ยมอีกฝ่าย จะได้ถือโอกาสมาช่วยงานบ้าง ผลลัพธ์กลับเป็นเช่นนี้หรือ นางรีบกุมศีรษะพลางกระโดดถอยไปห้าก้าว กลัวว่าฉินเหยาจะตีตนอีกครั้ง
“รู้ว่าเจ็บก็จงจำไว้ให้ดี ต่อไปห้ามแอบหนีออกมาคนเดียวอีก!”
น้ำเสียงฉินเหยาเคร่งขรึม “สถานการณ์ภายนอกตอนนี้ อันตรายมีอยู่ทุกหนแห่ง ท่านเป็นเด็กสาวผิวขาวนวลเดินอยู่บนถนนเช่นนี้เคยคิดถึงผลที่จะตามมาหรือไม่”
เห็นน้ำตาติงเซียงไหลพราก น้ำเสียงของฉินเหยาไม่เพียงแต่ไม่ผ่อนลงกลับยิ่งเข้มงวดขึ้น กลัวเพียงว่านางจะฟังไม่เข้าหู
“ถึงแม้จะเป็นยามบ้านเมืองสงบสุขก็ไม่อาจไม่เห็นความปลอดภัยในชีวิตของตนเป็นเรื่องสำคัญได้ โลกใบนี้อันตรายกว่าที่ท่านคิดมากนัก วิญญูชนไม่ยืนใต้กำแพงที่ใกล้พัง รู้อยู่ว่ามีภัยอันตรายยังคงบุ่มบ่ามเช่นนี้ หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นจริงๆ ท่านคงทำได้เพียงเสียใจภายหลัง!”
ติงเซียงเช็ดน้ำตาสะอื้นกล่าวว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่” รู้ว่าปลอดภัยมากจึงตามออกมาต่างหาก
ฉินเหยาถามกลับ “หากอาวั่งเป็นคนหลอกลวงเล่า”
“จะ..เป็นไปได้อย่างไร” ติงเซียงตกใจอย่างเห็นได้ชัด นางคิดไม่ถึงจุดนี้เลย!
แต่กระนั้นก็ยังขยับเข้าไปสองก้าว มือหนึ่งป้องกันศีรษะเอาไว้ อีกมือหนึ่งก็ยกขึ้นบอกกล่าว “เรื่องที่ข้าออกมามีคนรู้ ข้าบอกโต้วเอ๋อร์แล้ว”
พูดจบก็เหลือบมองฉินเหยาแวบหนึ่ง เห็นสีหน้าของนางยังคงเคร่งขรึมน่ากลัว ในที่สุดเด็กสาวก็ทนไม่ไหว ก้มหน้าลงเอ่ยว่า “ข้าผิดไปแล้ว คราวหน้าจะไม่ทำอีกแล้ว…”
ยังล้วงเอามีดสั้นเล่มเล็กที่ซ่อนไว้บนตัวออกมา “ข้าพกอาวุธป้องกันตัวมาด้วย”
ผลคือเมื่อสิ้นเสียงพูดก็ถูกอาวั่งที่ได้รับคำสั่งจากฉินเหยาจู่โจมเข้าไปแย่งชิงมีดแล้วจ่อกลับมาที่ต้นคอด้านหลังของนาง
ชั่วพริบตานั้น ติงเซียงรู้สึกราวกับเลือดไหลย้อนกลับ ขนลุกซู่ไปหมดทั้งร่าง ร่างกายแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้าง จ้องมองไปยังฉินเหยาด้วยความตกตะลึง
“ฝีมืองูๆ ปลาๆ ของท่าน ยังไม่พอยัดซอกฟันคนเขาด้วยซ้ำ” ฉินเหยาแบมือออก อาวั่งก็รีบส่งมีดสั้นถึงมือนางทันที
ฉินเหยาดึงฝักมีดออกจากมือติงเซียงมาเก็บมีดสั้นเข้าฝักให้ดีแล้วเหน็บไว้ที่เข็มขัดของนาง
ทำทุกอย่างนี้เสร็จแล้วก็พบว่าเด็กสาวยังคงตัวแข็งทื่อ ท่าทางเหมือนตกใจจนโง่งมไปแล้วจึงยกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้า “เฮ้ๆๆ! เลิกเหม่อได้แล้ว มานี่ ข้าจะสอนกระบวนท่าใหม่ให้ท่านสองท่า”
“กระบวนท่าอันใดหรือ” ติงเซียงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ปาดคราบน้ำตาที่หางตาออกแล้วเดินตามนางไปอย่างตื่นเต้น
ฉินเหยาเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์จางๆ “สอนท่านว่าจะหนีเอาชีวิตรอดได้อย่างไร”
ติงเซียง “…”
ฉินเหยาโบกมืออย่างตื่นเต้น เดินตรงไปยังกระท่อมที่พวกผู้อพยพสร้างขึ้น
“พวกเราจะไปที่ใดกันน่ะ” ติงเซียงพึมพำอย่างสงสัย “การหนีเอาชีวิตรอดมิใช่สัญชาตญาณหรอกหรือ เรื่องนี้ก็ต้องเรียนด้วยหรือ”
ฉินเหยากอดอก “สัญชาตญาณการหนีเอาชีวิตรอดของท่านคือยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่รอให้คนมาฆ่ารึ”
ก็ได้ ติงเซียงเลือกที่จะหุบปาก ตนเองเมื่อครู่นี้ช่างน่าขายหน้าเสียจริง
ฉินเหยาพาติงเซียงไปยังสถานที่รวมตัวของผู้อพยพ…เบื้องหน้ากลุ่มโจรปล้นสะดมที่สูญสิ้นมโนธรรมและก่อกรรมทำชั่วทุกอย่าง
พูดพันคำหมื่นคำก็ไม่ลึกซึ้งเท่าได้ประสบด้วยตนเอง วันนี้นางจะพาเด็กสาวที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำผู้นี้ไปสัมผัสกับความทุกข์ยากของผู้คน
ถือโอกาสนี้ จัดการคนน่ารังเกียจกลุ่มนี้เสียหน่อย! ก็นับว่าเป็นการกำจัดภัยให้ประชาชนแล้ว
ติงเซียงไม่อยากจะเชื่อ นางเงยหน้ามองสตรีที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นด้านหลังแล้วถามอย่างจริงใจว่า “ฉินเหยา เจ้ารักข้าใช่หรือไม่ เจ้าจะไม่ทำกับข้าเช่นนี้ใช่หรือไม่”
ฉินเหยายกมุมปากขึ้น ผลักนางทีหนึ่ง “พูดไร้สาระให้น้อยหน่อย วิ่งได้แล้ว สาวน้อย!”
อาวั่งพาพวกสารถีเก็บกวาดรถม้าเสร็จกำลังจะไปตามหาฉินเหยาเพื่อบอกนางว่ากลับบ้านได้แล้ว
ยังไม่ทันออกเดินทาง หูก็พลันขยับ เสียงร้องโหยหวนระงมดังมาจากที่ไกลๆ ทั้งยังมีเสียงเด็กสาวร้องเอะอะโวยวายด้วยความโมโหและตื่นเต้น
อาวั่งบอกกับพวกสารถี “นั่งลงพักผ่อนสักครู่เถอะ”
สารถีถามอย่างสงสัย “ผู้จัดการใหญ่ฉินเล่า…”
อาวั่งเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ดวงตาทั้งสองข้างไร้แววชวนให้คนมองรู้สึกหวาดหวั่น “พักผ่อนสักครู่”
สารถีรีบนั่งลงพลางกลืนน้ำลายด้วยใจที่สั่นระรัว ไม่รู้ว่าผู้จัดการใหญ่ฉินไปหาผู้ติดตามคนนี้มาจากที่ใดกัน ดูแล้วซื่อๆ ทื่อๆ แต่นึกไม่ถึงว่าเวลาเอาจริงขึ้นมาก็ทำให้ตนรู้สึกเกรงกลัวอยู่บ้าง
ทุกคนพักผ่อนราวๆ สองเค่อ ฉินเหยาก็กลับมาด้วยสภาพเหงื่อท่วมตัว เส้นผมเปียกลู่ติดหน้าผาก แต่สีหน้ากลับเบิกบานสดใส
ติงเซียงแหงนหน้าเดินตามหลังนาง หอบหายใจแฮ่กๆ ราวกับปลาขาดน้ำ ใบหน้าขาวนวลกลายเป็นแมวหน้ามอม คราบดินเปื้อนที่มุมปากแล้วก็ยังไม่รู้ตัว
ตอนลงเนิน ขาทั้งสองข้างสั่นราวกับตะแกรงร่อน พอหยุดยืนนิ่งๆ ก็สังเกตเห็นขากางเกงที่สั่นระริกไม่หยุด
“อาวั่ง ยกกาน้ำมาให้ข้าหน่อย”
ฉินเหยาพยักหน้าให้พวกสารถี เป็นสัญญาณบอกว่าออกเดินทางได้แล้ว นางยื่นมือไปเปิดกาน้ำที่อาวั่งส่งมา ตนเองดื่มเข้าไปสองอึกใหญ่ๆ ก่อน แล้วยื่นส่งให้ติงเซียงที่มองตาแป๋วรออยู่ก่อนแล้ว
เด็กสาวกอดกาน้ำแล้วดื่มน้ำเข้าไปอึกใหญ่ เกือบจะสำลักจนหายใจไม่ออก ฉินเหยาหัวเราะเบาๆ ตบหลังนางเบาๆ เดิมทีตั้งใจจะช่วยให้นางหายใจสะดวกขึ้น นึกไม่ถึงว่าเด็กสาวจะอ่อนแรงจนเซถลาไปข้างหน้า
โชคดีที่ฉินเหยาประคองไว้ได้ทันท่วงที มิฉะนั้นคงได้ล้มหน้าคะมำเป็นแน่
ติงเซียงเหลือบมองฉินเหยาแวบหนึ่งอย่างตัดพ้อ ดื่มน้ำในกาจนหมดเกลี้ยงแล้วส่งกาน้ำเปล่าคืนให้นาง กล่าวอย่างจริงใจยิ่ง “ข้ารู้แล้วว่าทำผิดไปจริงๆ คราวหน้าไม่กล้าออกมาตามหาเจ้าคนเดียวอีกแล้ว”
“ตามหาคนอื่นก็ไม่ได้” ฉินเหยาเอ่ยเตือน
ติงเซียงพยักหน้าอย่างอ่อนแรง ไม่ต้องพูดอีกแล้ว นางเข้าใจแล้ว!
ปีนไม่ไหว ปีนไม่ไหวแล้วจริงๆ!
หากออกแรงอีกเพียงนิดเดียว นางรู้สึกว่าตนเองคงหมดสติไปในทันทีแน่
ฉินเหยายิ้มอย่างจนใจ ดึงนางขึ้นรถม้า ถือโอกาสนับเงินค่าขิงส่วนหนึ่งให้นางด้วย
ติงเซียงชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็รับเงินมา เก็บใส่กระเป๋าอย่างมีความสุข ขอเพียงนางไม่บอกพ่อบ้าน นี่ก็จะเป็นเงินเก็บส่วนตัวของนางแล้ว~
ฉินเหยาให้อาวั่งหยุดรถที่หลังประตูจวนติงก่อน ส่งติงเซียงและหม้อของนางกลับบ้าน ก่อนจากกันยังได้กำชับเด็กสาวที่เหนื่อยจนต้องยันกำแพงด้วยร่างกายสั่นระริกว่า
“อย่าลืมให้พวกโต้วเอ๋อร์นวดให้ด้วย ต่อไปหากว่างไม่มีอะไรทำก็ให้คนในจวนฝึกฝนเป็นเพื่อนท่านเหมือนวันนี้ ฝึกบ่อยๆ เข้า คราวหน้าที่ข้ามาอีก หากท่านหลบข้าได้ครึ่งกระบวนท่า ข้าก็จะสอนกระบวนท่าใหม่ให้ท่าน”
เดิมทีติงเซียงดวงตาเหม่อลอยท่าทางเหมือนอยากตาย พอได้ยินประโยคหลังของนางที่ว่า “จะสอนกระบวนท่าใหม่ให้” ก็พลันคึกคักราวกับฉีดเลือดไก่ ตะโกนเสียงลั่น “ได้!”
ก็แค่เกมอินทรีจับลูกไก่ฉบับเข้มข้นเท่านั้นเอง ติงเซียงผู้กล้าหาญ เจ้าทำได้!
ฉินเหยาอดหัวเราะออกมาไม่ได้ หันไปพูดกับอาวั่ง “คนหนุ่มสาวนี่เรี่ยวแรงช่างฟื้นตัวได้เร็วจริงๆ”
อาวั่งตอบรับทุกคำ เขาขานรับคำหนึ่งแล้วก็เงียบต่อ หันหัวรถม้ากลับ สองนายบ่าวก็บรรทุกเงินสามตะกร้าใหญ่กลับถึงบ้านในตอนบ่ายคล้อย
ยามพลบค่ำ ในลานบ้านของฉินเหยาคึกคักยิ่งนัก พวกชาวบ้านพากันมารับเงินค่าขายข้าวสาร คนที่ได้มากก็มีหลายร้อยเหวิน คนที่ได้น้อยก็ยังมีสิบกว่าเหวิน เสียงหัวเราะพูดคุยกันดังขึ้นไม่ขาดสาย