ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 287 ศักดิ์ศรีของบุรุษผู้หนึ่ง
ตอนที่ 287 ศักดิ์ศรีของบุรุษผู้หนึ่ง
ส่งชาวบ้านกลับไป ปิดประตูเรือน เหลือเพียงคนในครอบครัว ฉินเหยาจึงมีเวลามาจัดการเงินที่ได้จากการขายข้าว
ร่างกายของหลิวจี้ดีขึ้นมากแล้ว เขาใช้ไม้เท้าที่เอ้อร์หลางเก็บมาให้พยุงตัวเข้ามาในห้องโถง เมื่อเห็นเงินเหรียญเต็มตะกร้าใหญ่บนพื้น ดวงตาก็เปล่งประกาย ยื่นมือหยิบเหรียญเงินขึ้นมาสองสามเหรียญแล้วโยนกลับลงไป ฟังเสียงโลหะกระทบกันอันไพเราะแล้วถามด้วยความสงสัยว่า
“เมียจ๋า พวกเราขายได้เงินเท่าใดกันรึ”
ฉินเหยาดีดลูกคิดดังเปรี๊ยะปร๊ะ “เมื่อวานขายไปหกพันจิน ในจำนวนนั้นหนึ่งพันจินเป็นของเรือนเก่า ขายราคาจินละสามสิบเหวิน รวมเป็นเงินหนึ่งร้อยแปดสิบตำลึงพอดี หักส่วนของเรือนเก่าไปสามสิบตำลึง ก็เท่ากับเข้าบัญชีหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง…”
วันนี้ขายไปกว่าห้าพันจิน หักส่วนที่ช่วยชาวบ้านขายไป เหลือสี่พันเจ็ดร้อยจินที่ล้วนเป็นของบ้านพวกนางเอง
ราคาขายวันนี้คือจินละยี่สิบห้าเหวินจึงมีเงินเข้าบัญชีหนึ่งร้อยสิบเจ็ดตำลึงกับอีกห้าเฉียน รวมการขายทั้งสองครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้นสองร้อยหกสิบเจ็ดตำลึงกับห้าเฉียน!
หลิวจี้จ้องมองลูกคิดในมือฉินเหยา เมื่อเห็นตัวเลขสุดท้ายก็ยิ้มจนปากแทบฉีก
ตอนนั้นต้นทุนเพียงสามสิบกว่าตำลึง กำไรล้วนๆ สองร้อยสามสิบกว่าตำลึง
“เมียจ๋า เจ้าช่างเป็นเทพเซียนโดยแท้ เรื่องเช่นนี้เจ้ายังคาดการณ์ล่วงหน้าได้ สมควรแล้วที่บ้านเราจะร่ำรวย!” หลิวจี้ยกนิ้วโป้งชมเชย
ฉินเหยาหันไปมองเขาแล้วเอ่ยถามด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ว่า “วันนี้ทบทวนตำราแล้วหรือยัง แบบฝึกหัดจำลองทำเสร็จแล้วรึ สี่ตำราห้าคัมภีร์เรียนถึงไหนแล้ว”
หลิวจี้สูดลมหายใจเฮือก หันหน้าหนี ใช้ไม้เท้าพยุงตัวออกจากห้องโถงกลับเข้าห้องไปเงียบๆ
ได้ยินเพียงเสียงประตูปิดดังปังอย่างแรง จากนั้นก็ได้ยินเสียงฝนหมึกดังสวบสาบมาจากข้างใน
ฉินเหยาแค่นเสียงครั้งหนึ่ง หันมายิ้มพลางบอกให้พวกเอ้อร์หลางไปเอาเชือกมา ร้อยเหรียญเงินกัน
คู่แฝดดีใจแทบบ้า งานนี้พวกเขาชอบทำเป็นพิเศษ!
เก้าอี้เตี้ยสี่ตัวถูกวางเรียงหน้าตะกร้า ซื่อเหนียงเพิ่งนั่งลงก็รีบหยิบเชือกขึ้นมาถามอย่างใจร้อน “ท่านแม่ ข้าต้องร้อยพวงละกี่เหรียญเจ้าคะ”
ฉินเหยาสั่งการ “ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ร้อยพวงละร้อยเหรียญ พอร้อยเสร็จแล้วให้ซานหลางกับซื่อเหนียงนำสิบพวงมาร้อยรวมกันเป็นหนึ่งพวงใหญ่”
เด็กเล็กสองคนนับเลขได้ไม่เกินห้าสิบ มิฉะนั้นจะต้องสับสนแน่ ดังนั้นการให้พวกเขาร้อยเป็นพวงใหญ่จึงเหมาะสมที่สุด
ฉินเหยาโบกมือ สี่พี่น้องก็ลงมือทันที เริ่มทำงานร้อยเหรียญอันซ้ำซาก ‘น่าเบื่อหน่าย’ นี้
แต่ว่าตอนแรกต้องร้อยพวงละร้อยเหรียญก่อน ซานหลางกับซื่อเหนียงจึงไม่มีอะไรให้ทำเลย ได้แต่เร่งอย่างร้อนใจ “พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านเร็วหน่อยสิ”
เอ้อร์หลางกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “จะเร่งได้อย่างไร หากนับผิดก็ต้องเริ่มใหม่หมด โอ๊ย อย่าเพิ่งชวนข้าคุย นี่ข้านับถึงไหนแล้วเนี่ย”
ฉินเหยาเตือน “ห้าสิบแปด”
เอ้อร์หลางมองนางอย่างขอบคุณ รีบก้มหน้านับต่อ
ต้าหลางมีความอดทนมากกว่า เขาแบ่งเหรียญเงินใส่ตะกร้าเล็กให้คู่แฝด ให้ทั้งสองนับกองละสิบเหรียญวางไว้บนโต๊ะ เช่นนี้พวกเขาก็จะร้อยพวงละร้อยเหรียญได้เร็วขึ้น คู่แฝดเองก็จะได้มีส่วนร่วมด้วย
ฉินเหยาชม “ต้าหลาง วิธีนี้ของเจ้ายอดเยี่ยมมาก”
เด็กหนุ่มเขินอายจนใบหูแดงก่ำ
ร้อยเงินเสร็จ อาหารเย็นของอาวั่งก็ทำเสร็จแล้วเช่นกัน
วันนี้กินอาหารค่อนข้างจืดชืด แต่ก็ขาดอาหารประเภทเนื้อไม่ได้
แผงขายเนื้อหมูในเมืองไม่ตั้งแผงแล้ว ไม่มีเนื้อสดให้กิน โชคดีที่เดือนสิบสองของเมื่อปีก่อนรมควันเนื้อหมักเกลือไว้มาก ตอนนี้ยังเหลืออยู่นิดหน่อย นานๆ กินทีก็พอให้ได้หายอยาก
นับตั้งแต่บอกความจริงเกี่ยวกับฐานะของตนกับฉินเหยาแล้ว ตอนนี้อาวั่งก็นั่งเก้าอี้เตี้ยที่โต๊ะอาหาร ร่วมกินข้าวกับครอบครัวฉินเหยาแล้ว
เพียงแต่เขานั่งห่างออกไปเล็กน้อย กินข้าวเร็วมาก ทุกครั้งที่เห็นคนแรกวางชามและตะเกียบลง เขาก็จะวางลงทันทีแล้วลุกขึ้นเก็บกวาด
ทีแรก พวกต้าหลางสี่พี่น้องที่ผลัดเวรกันทำงานบ้านยังไม่ค่อยชิน แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขาก็มีเวลาไปทำเรื่องของตัวเองมากขึ้น อ่านหนังสือ ฝึกเขียนหนังสือ หรือออกไปเล่นกับเด็กคนอื่นๆ
ตอนนี้จินฮวาอิจฉาซื่อเหนียงเป็นพิเศษ ไม่เพียงได้ออกมาเล่น ยังไม่ต้องช่วยทำงานบ้านด้วย วันหนึ่งพอกลับถึงบ้านก็พูดกับหลิวจ้งผู้เป็นบิดาว่า
“ท่านพ่อ ท่านก็ไปรับคนจากในเมืองมาทำงานให้บ้านเราเหมือนท่านอาสามสิ”
ไม่ผิดคาด ก้นลายเป็นตุ๊กแก
เอ้อร์หลางกำลังเล่าเรื่องนี้ให้บิดามารดาฟังอย่างขบขันก็พลันได้ยินเสียงตะโกนอย่างยินดีของซุ่นจื่อดังมาจากนอกเรือนว่า “พี่สาม อาการบาดเจ็บของท่านดีขึ้นบ้างแล้วหรือยัง”
หลิวจี้ซึ่งนั่งอยู่ในห้องกำลังถูกบังคับให้อ่านหนังสือรีบพรวดพราดออกมาจากประตูห้องแล้วถามด้วยความสงสัย “ซุ่นจื่อ? เจ้ามาทำอะไรรึ”
ซุ่นจื่อส่งยิ้มทักทายฉินเหยาและคนอื่นๆ ในห้องโถงก่อน จากนั้นก็ชี้ไปที่ห้องของหลิวจี้ เมื่อเห็นฉินเหยาพยักหน้าก็เดินยิ้มร่าเข้าไปหาหลิวจี้ ประคองเขาเข้าห้องไปด้วยท่าทีเอาอกเอาใจอย่างยิ่ง
“พี่สาม ดูท่าอาการของท่านดีขึ้นมากแล้ว สามารถลงจากเตียงเดินเหินได้แล้ว ท่านอย่าว่าไป ยาขี้ผึ้งที่ท่านหมอจินให้มานั้นดีจริงๆ พี่สามท่านดูสิ รอยฟกช้ำบนใบหน้าท่านหายหมดแล้ว กลับมาเป็นพี่สามผู้สง่างาม เจ้าสำราญ หล่อเหลาหาใดเปรียบของข้าแล้ว…”
หลิวจี้ฟังคำพูดเหล่านี้ของซุ่นจื่อ ในใจก็รู้สึกยินดี แต่เพราะทั้งสอง ‘รสนิยมตรงกัน’ เกินไป เพิ่งจะนั่งลงก็พิงหัวเตียงกอดอกหัวเราะเยาะถามว่า
“พูดมาเถิด มีเรื่องอันใดอยากจะขอร้องข้า”
ถามพลางชำเลืองมองไปนอกประตู ไม่เห็นฉินเหยาเดินมาก็เดาได้ว่าซุ่นจื่อมาครั้งนี้ต้องได้รับคำสั่งจากนางเป็นแน่
ซุ่นจื่อพูดตรงไปตรงมา เขาเอ่ยถามพลางหัวเราะแห้งๆ “พี่สาม ท่านจะกลับสำนักศึกษาเมื่อใดหรือ”
หลิวจี้เองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ต้องรอให้เรื่องผู้อพยพจัดการเรียบร้อยก่อน ประตูเมืองจึงจะเปิด
“คาดว่าคงต้องรออีกกว่าครึ่งเดือนกระมัง” ไม่ได้กลับสำนักศึกษาเสียนาน เขาเองก็คิดถึงอยู่บ้าง อย่างน้อยที่นั่นก็ไม่มีสายตาของฉินเหยาคอยจับจ้องตลอดเวลา เขายังพอได้หายใจหายคออยู่บ้าง
ไม่เหมือนอยู่ที่บ้าน เผลอหน่อยก็ยั่วโมโหนาง ถูกด่าทอยังเป็นเรื่องเล็ก ถูกตีนี่สิถึงตายจริง
ซุ่นจื่อมองหัวใจโลดแล่นที่ยังเก็บไม่มิดของหลิวจี้ก็ส่งเสียงจึ๊จ๊ะสองคราพลางถอนใจ “พี่สาม มีภรรยาอย่างผู้จัดการใหญ่ฉิน ท่านก็ควรรู้จักพอใจได้แล้ว”
ตอนนี้ในหมู่บ้านละแวกนี้ ขอเพียงรู้เรื่องราวแต่ก่อนของบ้านหลิวจี้ ใครบ้างไม่นึกอิจฉาที่เขาได้เกาะภรรยากินเช่นนี้?
หลิวจี้แค่นเสียง “ตอนนี้เจ้าเป็นลูกสมุนของนางแล้ว อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าในใจเจ้าไม่มีพี่สามอย่างข้าแล้ว มีเรื่องอันใดก็รีบพูดมา ข้าขี้เกียจจะพูดกับคนทรยศอย่างเจ้า!”
ซุ่นจื่อนั่งตัวตรง “พี่สาม ที่โรงงานจะเปิดชั้นเรียนสอนหนังสือ แต่ยังขาดอาจารย์อยู่คนหนึ่ง ข้าคิดดูแล้ว พี่สามท่านก็อยู่บ้านพอดี ทั้งยังเป็นนักเรียนของสำนักศึกษาที่มีชื่อเสียง นี่ช่างเหมาะเจาะยิ่งนัก…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง หลิวจี้ก็โบกมือปฏิเสธสามครั้งติดกัน “ไม่ไป ไม่คิด อย่าเรียกข้า!”
ที่แท้ก็มาเกณฑ์แรงงานให้ฉินเหยาหญิงชั่วร้ายนี่เอง เขาไม่ไปเป็นแรงงานเปล่าหรอก
ซุ่นจื่อ “…”
“ท่านฟังข้าพูดให้จบก่อนสิ…”
หลิวจี้ “เจ้าคนทรยศ!”
ซุ่นจื่อถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วล้วงถุงผ้าออกมาจากอกเสื้อ เมื่อถือไว้ในมือก็ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งกังวาน ยังไม่ทันที่เขาจะวางลง หลิวจี้ก็ยื่นมือทั้งสองข้างออกไปฉวยถุงผ้าไปอย่างรวดเร็ว
เปิดออกดู เป็นพวงเหรียญเงินหนึ่งพวง หนึ่งร้อยเหวินพอดี
หลิวจี้ตื่นเต้นจนคว้ามือซุ่นจื่อไว้ “ซุ่นจื่อ เจ้ารู้หรือไม่ว่าสำหรับบุรุษที่สิ้นไร้ไม้ตอกแล้ว เงินหนึ่งร้อยเหวินนี้มีความหมายว่าอะไร”
ซุ่นจื่อตกใจกับท่าทีของเขาเล็กน้อย “มี มีความหมายว่าอะไรหรือ”
หลิวจี้ผุดลุกขึ้นยืนบนเตียงพลางจูบถุงเงินไปสองฟอดใหญ่ “นี่ก็คือศักดิ์ศรีของบุรุษผู้หนึ่ง!”