ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 293 บททดสอบ
ตอนที่ 293 บททดสอบ
………………..
ยังไม่ทันที่หลิวไป่จะคิดออกว่าควรจะไปตามหาไม้ก่อนหรือออกเดินทางก่อนเพื่อไม่ให้เสียกำหนดการ เหล่าสารถีก็เริ่มทะเลาะกันแล้ว
สารถีสองคนที่ไม้หายกังวลว่าตนจะถูกตำหนิจึงดึงตัวหลิวเฝยและสารถีอีกสามคนที่เฝ้ายามเมื่อคืนวานมาซักถาม กล่าวหาว่าพวกเขาเฝ้ายามเมื่อคืนไม่ใส่ใจ ต้องแอบไปนอนหลับเป็นแน่ จึงทำให้ไม้บนรถของพวกเขาหายไป
สารถีที่เฝ้ายามย่อมไม่พอใจที่ถูกสงสัยเช่นนี้จึงด่าว่าทั้งสองคนไม่ใส่ใจรถของตนเอง นอนหลับกรนเสียงดังสนั่น
หลิวเฝยเป็นรองหัวหน้า แม้ถูกด่าแล้วจะรู้สึกน้อยใจมาก แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่ห้ามปราม
หลิวไป่เพิ่งตระหนักได้ว่า เรื่องการขนส่งไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วตะโกนลั่นเสียงดัง “หุบปากซะ! ทะเลาะอะไรกัน ทุกคนล้วนอยู่ในขบวนรถม้าเดียวกัน เมื่อเกิดเรื่องขึ้นทุกคนย่อมมีส่วนรับผิดชอบ รวมทั้งข้าและหลิวเฝยด้วย พวกเราล้วนไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้!”
อย่างไรเสียเขาก็เป็นหัวหน้า ทั้งยังมีฉินเหยาคอยคุมเชิงอยู่ที่นี่ ความขัดแย้งจึงถูกระงับลงทันท่วงที ไม่บานปลายไปมากกว่านี้
เสียงตะโกนนี้กลับทำให้สมองที่สับสนของหลิวไป่สงบลงไม่น้อย เขาเรียกคนที่เฝ้ายามเมื่อคืนวานออกมา สอบถามว่าพบสิ่งผิดปกติหรือไม่ พยายามตามหาไม้ที่หายไปกลับมาให้ได้
ไม้นั้นหนัก คนคนเดียวคงทำเรื่องนี้ไม่ได้แน่ มีความเป็นไปได้สูงว่าโจรจะมีสองคนขึ้นไป
อีกทั้งแบกของหนักเช่นนี้ ไม้ก็เป็นเป้าหมายที่ใหญ่ หากตอนนี้ไล่ตามไปยังมีความเป็นไปได้ที่จะตามทัน
หลิวเฝยและสารถีอีกคนที่เฝ้ายามช่วงครึ่งคืนแรกต่างบอกว่าไม่พบความผิดปกติ
ส่วนคนที่เฝ้ายามช่วงครึ่งหลังบอกว่าตอนฟ้าใกล้สางเหมือนจะได้ยินเสียงม้าของสถานีพักม้าส่งเสียงร้อง แต่ก็เงียบไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาคิดว่าเป็นคนของสถานีพักม้าตื่นไปเข้าส้วมจึงไม่ได้ใส่ใจ
หลิวไป่ได้ยินดังนั้นก็ให้หลิวเฝยพาสารถีสองคนนี้ไปตรวจสอบที่คอกม้าทันที พบกองมูลม้าที่ถูกเหยียบจนแบนกองหนึ่งจริงๆ ดูจากทิศทางรอยเท้า มุ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
“ต้องเป็นรอยเท้าที่โจรทิ้งไว้แน่!” สารถีผู้มีประสบการณ์ชี้ไปที่กองมูลม้านั้นแล้วกล่าวอย่างมั่นใจ
เพราะมูลม้าถูกเหยียบไว้ลึกมาก ต้องแบกของหนักเท่านั้นจึงจะมีรอยเท้าที่ลึกเช่นนี้
หลิวเฝยรีบเรียกสารถีสี่ห้าคนให้ไล่ตามไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือทันที
ตลอดเส้นทางที่ตามไปก็พบร่องรอยมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ดวงตะวันกำลังลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ หากไล่ตามต่อไป กำหนดการเดินทางของวันนี้ต้องล่าช้าอย่างแน่นอน
ทางโรงงานเครื่องเขียนต้องการไม้เพื่อการผลิตอย่างเร่งด่วน หลิวเฝยคิดถึงตรงนี้ก็รู้สึกเจ็บใจอย่างยิ่ง โทษตนเองว่าเมื่อคืนไม่รอบคอบพอจึงเปิดช่องให้โจรเข้ามาได้
แต่ก็ยังเรียกสารถีที่กำลังจะไล่ตามต่อไปเอาไว้ “กลับ”
“ไม่ตามหาไม้แล้วหรือ” เหล่าสารถีถามอย่างสงสัย
“ไม่หาแล้ว ตามกลับมาไม่ได้แล้ว” และไม่มีเวลาจะไปหาแล้วด้วย
พี่สะใภ้สามเคยกล่าวไว้ว่าเรื่องราวต่างๆ นั้นต้องแบ่งแยกความสำคัญและความเร่งด่วน ไม้หายไปสองท่อน ครั้งหน้าก็ยังขนกลับมาเพิ่มอีกสองท่อนได้
แต่หากการผลิตของโรงงานต้องหยุดชะงักลงเพราะพวกเขาขนส่งวัตถุดิบไม่ทันเวลา นั่นจะทำให้ผิดนัดกำหนดส่งมอบสินค้าได้!
เห็นได้ชัดว่า อย่างหลังสำคัญกว่า
หลิวเฝยกวักมือ นำเหล่าสารถีวิ่งหอบแฮ่กๆ กลับไปที่สถานีพักม้าแล้วส่ายหน้าให้หลิวไป่ “หาไม่พบแล้ว พวกเราออกเดินทางกันก่อนเถอะ ไม้ที่หายไปให้นับเป็นความรับผิดชอบของข้าเอง หักจากค่าจ้างของข้า”
“ทำเช่นนั้นได้อย่างไร” สารถีอีกสามคนที่เฝ้ายามรีบดึงหลิวเฝยเอาไว้ พวกเขาอายุมากกว่าหลิวเฝยมาก หากนับญาติกันจริงๆ หลิวเฝยต้องเรียกพวกเขาว่าลุง เป็นผู้ใหญ่แล้วจะให้ผู้น้อยรับผิดชอบแทนได้อย่างไร
หากเรื่องนี้ให้คนอื่นรู้เข้าต้องถูกต่อว่าจนตายแน่!
“หัวหน้าใหญ่ หักจากค่าจ้างของพวกเราสี่คนเถอะ” สารถีอีกสามคนกล่าวพร้อมกัน
หลิวไป่แค่นเสียงแล้วมองไปยังสารถีทุกคน “ต้องหักทุกคน ข้าซึ่งเป็นหัวหน้าและพวกเขาสี่คนหักไปส่วนใหญ่ ที่เหลือพวกเจ้าหารกัน!”
มีคนไม่ยอม ทว่ายังไม่ทันได้อ้าปากก็ได้ยินหลิวไป่กล่าวว่า “ตอนพวกเราฝึกอบรม ท่องกฎสิบข้อกันแล้วใช่หรือไม่ ข้อสุดท้ายว่าอย่างไร”
หลิวเฝยรู้จึงยกมือตอบอย่างกระตือรือร้น “สามัคคีปรองดอง ร่วมรับผิดชอบ ร่วมแรงร่วมใจ เผชิญความยากลำบากไปด้วยกัน ไม่ทอดทิ้งกันเด็ดขาด!”
ทันใดนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรอีก
ยังมีเรื่องสำคัญอีกอย่างที่เขาต้องประกาศใหม่ “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สารถีสองกลุ่มที่เฝ้ายามกลางคืน ก่อนเปลี่ยนเวรให้ตรวจสอบหมายเลขรถและจำนวนไม้บนรถก่อน ใครดูแลไม่ดี ผู้นั้นรับผิดชอบเอง!”
“และอีกอย่าง สารถีคนอื่นๆ ที่ไม่ได้เข้าเวร ให้ใส่ใจรถของตนเองให้มากขึ้น อย่าคิดว่าให้คนอื่นช่วยดูแล้วจะนอนหลับอุตุได้อย่างสบายใจ ได้ยินหรือไม่”
เหล่าสารถีพยักหน้า ในใจเริ่มคิดหาวิธีป้องกันขโมยแล้ว
เมื่อผ่านเมือง มีคนอาศัยช่วงพักกลางวันวิ่งไปซื้อกระดิ่งมาหลายอัน ตั้งใจจะแขวนไว้บนเชือกที่มัดไม้ อย่างนี้หากโจรเข้ามา พอแตะถูกกระดิ่งก็จะส่งเสียงดัง สามารถไล่โจรให้หนีไปได้
เพียงแต่เมื่อกระดิ่งนี้แขวนอยู่บนรถ ตอนเดินทางก็ส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊งตลอดเวลา ฟังแล้วหนวกหูพิลึก
แต่ผลในการป้องกันขโมยนั้นดีเยี่ยมจริงๆ ตอนกลางคืนที่เงียบสงัด กระดิ่งก็พลันดังขึ้น เหล่าสารถีทุกคนตื่นตกใจ ยังไม่ทันได้ขยับตัว โจรก็หนีไปแล้ว
หลิวเฝยรู้สึกว่ากระดิ่งนั้นยังมีช่องโหว่อยู่ รถม้าจอดกระจายกันไป หากโจรใช้อุบายล่อหลอกทางตะวันออกโจมตีทางตะวันตกก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ดังนั้นเขาจึงไปซื้อฟางข้าวจากชาวบ้านในนามามัดใหญ่ ขณะขับรถก็สานเชือกฟางเส้นใหญ่ออกมาเส้นหนึ่ง ตอนกลางคืนนำรถมาจอดรวมกัน แล้วใช้เชือกฟางล้อมไว้ ผูกกระดิ่งบนเชือก คนเฝ้ายามก็แค่เดินวนไปตามแนวเชือก ดูแลอย่างเข้มงวดก็พอ
อีกทั้งความสูงของเชือกนั้น หลิวเฝยเองก็ได้ศึกษามาแล้ว ต้องผูกไว้ตรงกึ่งกลางของรถพอดี อย่างนี้ไม้ที่อยู่ด้านล่าง โจรจะดึงออกมาไม่ได้ ไม้ที่วางอยู่สูงขึ้นไป หากคิดจะแบกออกมาก็จะชนถูกกระดิ่งอย่างแน่นอน
ฉินเหยามาดูด้วยความสงสัยอยู่ครู่หนึ่งแล้วลอบชมเชยในความคิดดังกล่าว ค่ายกลกระดิ่งนี้ โจรเห็นแล้วคงปวดหัวแน่
ผ่านเรื่องนี้ไป เห็นได้ชัดว่าสองพี่น้องสามารถนำขบวนรถม้าได้ดี
หลิวไป่นั้นสุขุม มีมุมมองภาพรวม สามารถรับผิดชอบเรื่องราวต่างๆ ได้
หลิวเฝยรู้จักหนักเบาเร่งด่วน หยุดความเสียหายได้ทันท่วงที สมองไว มีน้ำใจและสามารถเข้ากับเหล่าสารถีได้ดีมาก
มีสองพี่น้องอยู่ที่ขบวนรถม้า ปัญหาใหญ่ย่อมไม่เกิดขึ้น ปัญหาเล็กก็สามารถแก้ไขได้เอง ใจที่นึกห่วงแทนทั้งสองคนของฉินเหยาจึงถือว่าวางลงได้แล้ว
ส่วนไม้สองท่อนที่หายไปนั้นก็ถือเสียว่าเป็นค่าเรียนรู้
วันหนึ่งระหว่างการขนส่ง เมื่อเห็นฉินเหยาควบม้าอย่างสง่างามบนหลังม้า หลิวไป่และหลิวเฝยพลันคิดขึ้นมาได้ว่าด้วยความสามารถของนาง ขบวนรถม้าจะถูกโจรปล้นได้อย่างไร?
ต่อให้ถูกโจรปล้น โจรผู้นั้นจะมีความสามารถหนีรอดไปจากเงื้อมมือนางได้หรือ นั่นต้องเป็นโจรที่เก่งกาจเพียงใดกัน!
“หรือว่าพี่สะใภ้สามจงใจปล่อยโจรไป?” หลิวเฝยเบิกตากว้าง มองพี่ใหญ่อย่างไม่อยากจะเชื่อ
สองพี่น้องสบตากัน ยิ่งมั่นใจว่านี่คือบททดสอบที่ฉินเหยาวางไว้ให้พวกเขา
เพียงแต่ว่า เงินหนึ่งตำลึงนี้หารเฉลี่ยกันแล้วก็ไม่น้อยเลย!
ทั้งสองกุมอก รู้สึกเจ็บปวดเหมือนเนื้อถูกเฉือนออก…
เย็นวันที่เก้าหลังออกจากหมู่บ้าน ขบวนขนส่งก็ได้บรรทุกไม้เต็มคันรถกลับมาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวอย่างนับได้ว่าราบรื่น
เพียงแต่ถนนช่วงเข้าหมู่บ้านหลังจากออกจากถนนหลวง เมื่อสองวันก่อนถูกฝนตกหนักชะล้างจนเกิดเป็นร่องลึกหลายหลุม รถม้าที่บรรทุกของหนักวิ่งอยู่บนถนนเช่นนี้ เกือบจะพลิกคว่ำลงไป
หลังจากช่วยกันประคองรถทุกคันไว้ได้ด้วยความยากลำบาก ฉินเหยาก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าถนนสายนี้ในหมู่บ้าน ปีนี้จะต้องซ่อมให้ดี!