ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 292 ไม้หาย
ตอนที่ 292 ไม้หาย
ฉินเหยาพยักหน้า “พอดีว่าขบวนรถม้าเดินทางมาด้วยรถเปล่าๆ ข้าคิดว่าอย่างไรเสียเดือนเจ็ดก็อีกไม่นานเท่าใด ครั้งหน้าให้ขบวนรถม้านำหีบหนังสือส่วนที่ทำเสร็จแล้วส่งไปที่คลังสินค้าก่อน เช่นนี้พวกท่านก็จะได้รับสินค้าเร็วขึ้นมิใช่หรือ”
เจี่ยงเหวินครุ่นคิด อย่างไรเสียคลังสินค้าจะเช่าเร็วหรือช้าก็ต้องเช่าอยู่ดี การได้รับสินค้าล่วงหน้าพวกเขาก็วางใจด้วยจึงตอบตกลง ณ ตรงนั้น
“ตกลง เช่นนั้นครั้งหน้าท่านให้ผู้จัดการหลิวทั้งสองท่านนี้นำหีบหนังสือส่งไปที่ท่าเรือโดยตรงได้เลย ถึงเวลานั้นข้าจะจัดการให้คนมารับพวกท่าน พวกเราตรวจนับสินค้ากันตรงนั้นเลย ฉินเหนียงจื่อท่านเห็นว่าอย่างไร”
ฉินเหยายิ้ม “ย่อมดีอยู่แล้ว แต่พวกท่านวางใจได้ คุณภาพหีบหนังสือของเราจะทำให้ท่านพึงพอใจได้อย่างแน่นอน”
เช่นนี้แล้ว หีบหนังสือที่อาจเสียหายระหว่างการขนส่ง ทางโรงงานก็สามารถผลิตเพิ่มขึ้นมาได้ เพื่อรับประกันปริมาณการส่งมอบ
ขณะเดียวกันก็ช่วยแก้ปัญหาแรงกดดันด้านการจัดเก็บของคลังสินค้าโรงงานเครื่องเขียนด้วย เมื่อส่งมอบสินค้าออกไปแล้วก็ไม่เกี่ยวกับโรงงานเครื่องเขียนอีกต่อไป
เจี่ยงเหวินถามอย่างสงสัย “เช่นนั้นครั้งหน้าที่มา จะนำหีบหนังสือมาได้เท่าใด”
ในคลังสินค้ามีสินค้าคงคลังเท่าใด หลิวไป่ผู้ดูแลคลังสินค้านี้รู้ดีที่สุด แต่เพิ่งจะอ้าปากก็ถูกหลิวเฝยดึงเอาไว้พลางกระซิบเสียงเบาว่า “พี่ใหญ่อย่าเพิ่งพูด”
ในใจหลิวไป่ร้อนรนนัก ฉินเหยาเองไม่รู้จำนวนสินค้าคงคลังที่แน่นอน หากพูดผิดไปเล่า?
ทางด้านฉินเหยานั้นแสร้งทำท่าคำนวณอยู่ครู่หนึ่งก่อนบอกเจี่ยงเหวินว่า “ครั้งหน้าสามารถส่งมาได้หนึ่งพันใบ”
ดวงตาหลิวไป่เบิกกว้างทันที แต่เพราะถูกหลิวเฝยหยิกมือไว้จึงอดทนไม่เอ่ยแก้ไขออกไป
เมื่อเห็นแววตาพึงพอใจของเจี่ยงเหวิน หลิวไป่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ขณะเดียวกันก็รู้สึกสับสน
เห็นได้ชัดว่าตอนนี้พวกเขาสามารถผลิตได้วันละหนึ่งร้อยใบเท่านั้น หากนับรวมเวลาที่ต้องใช้ในการทาสีและตากให้แห้ง สิบห้าวันก็สามารถส่งมอบสินค้าได้แปดร้อยใบแล้ว
ครั้งหน้าที่มาถึงเมืองหลวงของมณฑลคือปลายเดือนหก ตอนนั้นก็สามารถนำหีบหนังสือออกมาได้ถึงสองพันใบแล้ว
แต่ฉินเหยาบอกหนึ่งพันใบ เจี่ยงเหวินก็ดูพึงพอใจมากแล้ว ไม่ใช่ว่ายิ่งมากยิ่งดีหรอกหรือ
“เหตุใดพวกเราจึงไม่พูดความจริงเล่า”
ฉินเหยามองพี่ใหญ่อย่างจนใจ “พวกเราเป็นคนจะซื่อตรงเกินไปไม่ได้ โดยเฉพาะกับพ่อค้าที่หลักแหลมเหล่านี้ ท่านควรพูดความจริงเพียงครึ่งเดียวจะดีที่สุด”
หลิวไป่พยักหน้าแสดงว่าเข้าใจ แต่ก็ยังคิดไม่ตกว่าเหตุใดจึงแจ้งจำนวนที่น้อยกว่า
ฉินเหยาอธิบายว่า “พวกเขาคือผู้ซื้อ ต้องการทั้งคุณภาพและปริมาณที่รับประกันพร้อมกัน ไม่ถึงหนึ่งเดือนสามารถผลิตหีบหนังสือได้สองพันใบ ลองคิดในมุมกลับกัน หากพวกเราเป็นผู้ซื้อจะไม่สงสัยหรือว่าคุณภาพการผลิตมีปัญหา”
“ยังมีอีกข้อ บางครั้งประสิทธิภาพสูงเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี พวกเราร่วมมือกันระยะยาว ครั้งแรกก็ทำลายกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้แล้ว หากครั้งหน้าสั่งซื้อ พวกเขาบีบเวลาการผลิตของพวกเราจะทำอย่างไร”
“ท่านบอกว่าทำไม่ได้ พวกเขาก็จะบอกว่าครั้งที่แล้วยังทำได้เลยมิใช่หรือ”
“กฎที่ตนเองตั้งขึ้น จะให้ตนเองทำลายไม่ได้เด็ดขาด ตอนนี้เข้าใจแล้วหรือไม่” ฉินเหยาถามอย่างอ่อนโยน
หลิวไป่และหลิวเฝยต่างพยักหน้า แสดงออกว่าได้เรียนรู้แล้ว
พลันเกิดความรู้สึกต่ำต้อยขึ้นมา รู้สึกว่าตนเองทั้งสองคนดูเหมือนจะถ่วงฉินเหยาอยู่บ้าง อะไรก็ไม่รู้ ต้องพึ่งพานางประคับประคองเพียงลำพัง ทั้งยังต้องสอนพวกเขาทำงานอีก
ฉินเหยารีบอธิบาย “เป็นข้าที่ต้องขอบคุณพวกท่านที่ช่วยข้าอย่างมาก แม้ว่าการเลือกใช้แต่ญาติสนิทจะไม่ดี แต่ตอนนี้ข้าเชื่อใจเพียงพวกท่านเท่านั้น”
“เพราะพวกเราคือครอบครัวเดียวกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและสร้างฐานะร่ำรวยไปด้วยกัน”
“ดี!” เลือดในกายสองพี่น้องพลุ่งพล่านขึ้นมาทันใด ตะโกนคำขวัญเสียงดังพร้อมกัน “สร้างฐานะร่ำรวยไปด้วยกัน!”
ฉินเหยากุมขมับ โชคดีที่ฟ้ามืดแล้ว บนถนนไม่มีคน มิฉะนั้นคงได้ขายหน้ามาถึงเมืองหลวงของมณฑลแล้ว
พักผ่อนที่โรงเตี๊ยมหนึ่งคืน เช้าวันรุ่งขึ้นขบวนรถม้าก็ออกจากเมืองมุ่งหน้าไปยังคลังสินค้าของเถ้าแก่ฟางเพื่อบรรทุกสินค้า
ไม้หนักมาก ลูกจ้างของเถ้าแก่ฟางเปิดประตูแล้วก็จากไป เหล่าสารถีต้องบรรทุกสินค้าขึ้นเอง
ยุ่งตั้งแต่เช้าจรดเที่ยง รถม้ายี่สิบคันจึงบรรทุกเต็มทั้งหมด ไม้ท่อนที่ยาวเกินไปก็เลื่อยออกเป็นสองท่อน ณ ตรงนั้น เพื่อสะดวกต่อการขนส่งบนท้องถนน
พวกเขาไม่ชักช้า พอกินอาหารกลางวันเสร็จฉินเหยาก็นำขบวนเดินทางกลับ
ยามพลบค่ำก็มาถึงสถานีพักม้าที่ตกลงร่วมมือกันไว้ก่อนหน้านี้พอดี มีพื้นที่ว่างผืนหนึ่งสามารถจอดรถม้าไว้ที่นั่นได้
ของอย่างไม้ ท่อนเล็กไม่มีราคา ท่อนใหญ่กลับแพงไม่น้อย โดยเฉพาะไม้เนื้อดีที่ใช้ทำหีบหนังสือ รถมากมายขนาดนี้จอดรวมกัน กลางคืนจะประมาทไม่ได้
ฉินเหยาจัดคนสี่คน แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละสองคน กลุ่มหนึ่งเฝ้ายามช่วงครึ่งคืนแรก กลุ่มหนึ่งเฝ้ายามช่วงครึ่งคืนหลัง หากมีเรื่องก็ให้หยิบฆ้องทองแดงอันเล็กที่พกติดตัวออกมาตีรัวๆ เพื่อเตือนทุกคน
สิ่งเหล่านี้ฉินเหยาเคยพูดไว้ตอนฝึกอบรมแล้ว ครั้งแรกที่นำมาใช้จริง เหล่าสารถีจึงยังค่อนข้างไม่คุ้นเคย
พวกเขามีคนจำนวนมาก ทั้งยังอาศัยที่สถานีพักม้าของทางการ ไม่น่าจะมีใครกล้าพอที่จะขโมยไม้
ทว่า คืนแรกก็หายไปสองท่อน
เช้าตรู่ หลิวไป่ตื่นขึ้นมาก่อนเพื่อตรวจนับ แต่ละคันบรรทุกกี่ท่อน ตอนออกจากเมืองหลวงของมณฑลเขาได้ใช้แท่งถ่านจดบันทึกไว้ในสมุดเล่มเล็กที่ฉินเหยาให้มาแล้ว
รถม้าทุกคันของสารถีใช้สีดำทำหมายเลขกำกับเอาไว้ เทียบจำนวนไปทีละคัน เริ่มนับจากแถวนอกสุด พอนับถึงคันที่สองก็พบว่าจำนวนไม่ตรงกัน
ตอนนั้นหลิวไป่ยังคิดว่าตนนับผิด เพราะไม้วางซ้อนกันอยู่บนพื้นรถ หายไปท่อนหนึ่งก็มองได้ไม่ชัดเจนจริงๆ
ดังนั้นจึงนับเพิ่มอีกสองรอบ เมื่อยืนยันว่าไม่ตรงกันจริงๆจึงไปปลุกหลิวเฝยที่เฝ้ายามช่วงครึ่งคืนแรกและกำลังนอนชดเชยอยู่ให้ตื่นมานับอีกครั้ง
“สิบสองท่อนไง” หลิวเฝยนับสองรอบแล้วมองพี่ใหญ่อย่างสงสัย “ถูกต้องหรือไม่”
หลิวไป่ส่ายหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ความง่วงของหลิวเฝยหายไปในทันที กำลังจะเข้าไปเรียกฉินเหยาในกระโจมที่พักแรม
หลิวไป่รีบคว้าตัวเขาไว้ “นับให้หมดก่อน ยืนยันจำนวนแล้วค่อยว่ากัน”
หลิวเฝยพยักหน้า สองพี่น้องจึงตรวจสอบจำนวนด้วยกัน พอนับถึงรถหมายเลขยี่สิบก็พบว่าหายไปอีกท่อนหนึ่ง
“ไม้หายไปตั้งสองท่อนเนี่ยนะ” หลิวเฝยไม่อยากจะเชื่อ
เหล่าสารถีถูกการกระทำของทั้งสองปลุกให้ตื่นและดึงดูดเข้ามา อีกสามคนที่เฝ้ายามเมื่อวานรีบพูดว่าตนไม่รู้ อยากจะปัดความรับผิดชอบ
สุดท้ายหลิวเฝยจึงต้องมาหาฉินเหยาคนเดียวแล้วแจ้งปัญหานางเรื่องไม้ถูกขโมย
เดิมคิดว่าจะโดนด่าแล้ว ไม่คิดเลยว่า ฉินเหยาจะหาวพลางกล่าวว่า “เจ้ากับหลิวไป่คือหัวหน้า ครั้งนี้แม้ข้าจะมาด้วย แต่พวกเจ้าคือผู้นำ ขบวนรถม้าเกิดปัญหา พวกเจ้าสองคนต้องคิดหาวิธีแก้ไขเอง”
ไม่โดนด่า หลิวเฝยยังไม่ทันได้ถอนหายใจโล่งอกก็ได้ยินประโยคครึ่งหลังของฉินเหยา สีหน้าของหนุ่มน้อยพลันแข็งทื่อไป รู้สึกลนลานไม่รู้จะทำอย่างไรดี
แต่เขาก็ชะงักไปเพียงสี่ห้าวินาทีแล้วรีบวิ่งกลับไปหาหลิวไป่พลางกล่าวเสียงเบา “พี่สะใภ้สามบอกว่าพวกเราสองคนคือหัวหน้าขบวนรถม้า นางไม่รับผิดชอบเรื่องนี้ ให้พวกเราแก้ไขกันเอง”
“พี่ใหญ่ นี่จะทำอย่างไรดี ไม้ที่หายไปต้องไปตามหากลับมาหรือไม่” ตอนนี้หลิวเฝยรู้สึกสับสนอยู่บ้างว่าควรจะทำอะไร
เขาอยากให้ฉินเหยาดุด่าเขาสักครั้ง ยังดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้
ด้วยอายุที่มากกว่าหลายปี หลิวไป่จึงตั้งสติให้มั่นคงแล้วพลิกดูจำนวนไม้ที่บันทึกไว้ในสมุด
หายไปสองท่อนจริงๆ คือรถหมายเลขสองและรถหมายเลขยี่สิบ
เนื่องจากเป็นราคาขายส่ง เขาจึงไม่รู้ว่าไม้สองท่อนคิดเป็นเงินเท่าใด แต่ตามราคาตลาด ไม้เนื้อดีเช่นนี้ ท่อนหนึ่งสามารถขายได้ห้าเฉียน สองท่อนก็คือหนึ่งตำลึง
สำหรับชาวนาธรรมดาแล้ว เมื่อเงินหนึ่งตำลึงหายไปต้องระดมคนทั้งครอบครัวออกตามหาอยู่หลายวันหลายคืน