ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 295 เด็ดบุปผาไร้ปรานี
อาวั่งกลับมาจากในเมืองแล้ว
ก่อนหน้านี้เงินค่ารถรับส่งเด็ก ๆ ไปยังสำนักศึกษาที่ตกลงกับสารถีไว้ เพราะการมาถึงของอาวั่ง หลิวจี้จึงหน้าด้านไปขอคืนจากคนเขาแล้ว
ตอนนี้อาวั่งขับรถม้าของที่บ้านคอยรับส่งพวกต้าหลางสี่พี่น้องบวกกับจินเป่าอีกคน เพราะไม่ต้องเปลี่ยนรถแล้ว เด็กๆ จึงสามารถนอนได้นานขึ้นอีกหนึ่งเค่อ
ซานหลางมักจะไม่ค่อยยอมตื่น พอได้นอนในตัวรถม้าที่ปูเบาะนุ่มๆ ก็ยังสามารถงีบหลับต่อได้อีก
ตอนนี้เด็กๆ ดีใจมาก ความรู้สึกที่มีรถส่วนตัวรับส่งช่างดีเหลือเกิน
“ฮูหยิน มันหมูที่ท่านต้องการขอรับ” อาวั่งจอดรถม้าไว้ที่ประตู นำเนื้อที่ซื้อกลับมาส่งให้ฉินเหยาก่อน
เรื่องผู้อพยพได้รับการแก้ไขแล้ว แม้จะยังคงมีผู้อพยพหลงเหลืออยู่ในเขตอำเภอไคหยางไม่น้อย แต่สถานการณ์ก็แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว ร้านค้าในเมืองก็กล้าเปิดกิจการแล้ว
เนื่องจากอาวั่งต้องไปส่งพวกต้าหลางที่สำนักศึกษาของตระกูลติงก่อน พอไปถึงแผงเนื้อเลยสายไปบ้างจึงซื้อได้เพียงหมูสามชั้นห้าจินและมันหมูล้วนสามจิน
พลังการต่อสู้ของบรรดาป้าๆ นั้นช่างน่าตกใจ ไม่ได้กินเนื้อสดใหม่มานานขนาดนี้ แผงของคนขายเนื้อเพิ่งจะตั้งก็ถูกซื้อไปครึ่งหนึ่งแล้ว
โชคดีที่อาวั่งเบียดเข้าไปได้จึงคว้าเนื้อส่วนนี้มาได้ ตอนที่เขากลับมา หน้าแผงเนื้อยังคงมีคนต่อแถวยาวอยู่เลย
ฉินเหยารับเนื้อมา เห็นหมูสามชั้นที่มีมันและเนื้อสม่ำเสมอกันก็อดไม่ได้ที่จะแอบกลืนน้ำลาย
ก่อนหน้านี้ทุกคนตามนางไปจัดการหวังหม่าอู่ พอกลับมานางสัญญาว่าจะเลี้ยงเนื้อทุกคน คนเราต้องรักษาคำพูด ฉินเหยาจึงฝืนทนความเสียดาย ให้อาวั่งหั่นครึ่งจินเก็บไว้ที่บ้านเพื่อเพิ่มกับข้าวสำหรับมื้อเย็น ที่เหลือให้ส่งไปที่โรงงาน ให้นางเหอเพิ่มกับข้าวจานเนื้อให้ทุกคน ถือเสียว่าจ่ายดอกเบี้ยไปก่อน
กับข้าวจานเนื้อจริงๆ จังๆ คงต้องรออีกสักหน่อย
ตอนนี้ร้านเนื้อเพิ่งเปิดใหม่ ไม่สามารถสั่งเนื้อในปริมาณมากได้เลย
อาวั่งรับคำแล้วมองไปยังมันหมูสามจินในมือของฉินเหยาพลางสอบถามว่า “ฮูหยินเตรียมจะเจียวน้ำมันหรือขอรับ”
ฉินเหยาส่ายหน้า “ไม่ใช่ ข้าเก็บไว้ทำสบู่ จริงสิ เปลือกหอยกาบที่พวกต้าหลางไปเก็บมาจากนาที่เรือนเก่าเมื่อหลายวันก่อนเล่า”
ปีนี้หลิวเหล่าฮั่นได้หอยกาบมาถังหนึ่งจากที่ใดไม่รู้ เลี้ยงไว้ในนา ไม่ใช่เพื่อกิน แค่เลี้ยงไว้ดูเล่น ทั้งหมดถูกพวกจินเป่าและต้าหลางที่บ้านเก็บไปจนเกลี้ยง
เด็กหลายคนก้มๆ เงยๆ ตากแดดอยู่ในนาทั้งวัน เก็บหอยกาบกลับมาได้สองถังใหญ่ก็หิ้วไปหาท่านย่าจาง ยืนกรานจะให้ทำกินให้ได้
เพราะเห็นพวกเขาน่าสงสาร บวกกับช่วงนี้วุ่นวายกับเรื่องผู้อพยพ ไม่ได้กินของดีๆ อะไรเลย ย่าจางจึงแกะเนื้อหอยกาบออกมา ยืมน้ำมันเมล็ดผักกาดครึ่งกระปุกที่เอ้อร์หลางนำมาจากบ้าน ผัดเนื้อหอยกาบสามจานใหญ่ สองครอบครัวรวมตัวกันกินเลี้ยงเล็กๆ
เปลือกหอยกาบนั้นต้าหลางนำกลับมาล้างจนสะอาดแล้วเก็บเอาไว้
ที่บ้านมีที่นาน้อย ไม่มีงานในไร่นาให้ทำมากนัก ส่วนใหญ่อาวั่งจึงมักจะคอยตามหลังเด็กๆ ทั้งสี่อยู่เสมอ
เขาทั้งปีนต้นไม้ได้และกล้าลงแม่น้ำ ทั้งยังรู้วิธีล่าสัตว์และประดิษฐ์เครื่องมือสนุกๆ ต่างๆ นานา ตอนนี้จึงกลายเป็นสหายตัวโตคนโปรดของพี่น้องทั้งสี่ไปแล้ว
ของที่พี่น้องทั้งสี่ซ่อนเอาไว้ บิดามารดาอาจจะไม่รู้ แต่อาวั่งจะต้องรู้อย่างแน่นอน
ต่อให้ไม่รู้แน่ เขาก็สามารถตามร่องรอยหาให้ฉินเหยาจนเจอได้
“มืออาชีพ” ฉินเหยารับกระสอบเปลือกหอยกาบใบใหญ่ที่อาวั่งลากออกมาจากใต้เตียงในห้องเด็กพลางยกนิ้วให้เขาแล้วเอ่ยอย่างล้อเลียน
กล้ามเนื้อใบหน้าของอาวั่งกระตุกเล็กน้อย แสดงออกว่าตนไม่ชอบการหยอกล้อเช่นนี้
แต่ก็ยังคงตามฉินเหยามาที่ลานบ้านด้วยความสงสัย ดูนางทำสบู่
เพราะที่บ้านไม่มีคนอื่น ฉินเหยาพูดอะไรจึงไม่ต้องคอยระวัง นางถามอาวั่งอย่างสงสัยว่า “ท่านอ๋องใช้อะไรชำระล้างร่างกายหรือ”
“เซียงอี๋ขอรับ” อาวั่งชี้ไปที่สบู่สีขาวครึ่งก้อนบนขอบหน้าต่างห้องอาบน้ำ “คล้ายกับของที่บ้าน เพียงแต่เพิ่มเครื่องหอมเข้าไป”
แต่เซียงอี๋ของจวนอ๋องล้วนเป็นเครื่องราชบรรณาการชั้นเลิศ รูปทรง สีสันล้วนประณีตงดงามกว่ามาก
“แพงมากสินะ” ฉินเหยาถามพลางเผาเปลือกหอยกาบ
อาวั่งพยักหน้า นั่นเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงยิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีกว่า ฉินเหยารู้สูตรลับของเซียงอี๋ได้อย่างไร
น่าเสียดาย นางไม่มีทีท่าว่าจะอธิบาย เพียงให้เขานำเนื้อไปส่งแล้วหันหลังเข้าครัวไป
หั่นมันหมูเจียวน้ำมัน ขั้นตอนต่างๆ ฉินเหยาคุ้นเคยดีอยู่แล้ว ครั้งนี้มันหมูไม่มากจึงตั้งใจจะสะสมเพิ่มอีกหน่อยไว้ค่อยทำสบู่เยอะๆ ในคราวเดียว จะได้ไม่ต้องคอยมาทำทุกสองสามเดือน
วันนี้เพียงเตรียมวัตถุดิบที่จำเป็นให้พร้อม ใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็เสร็จแล้ว
อาวั่งส่งเนื้อเสร็จแต่ยังไม่กลับมาเสียที ตอนที่ฉินเหยากำลังสงสัยว่าเขาหนีไปอู้ที่ไหนหรือเปล่าก็เห็นอาวั่งอุ้มดอกไม้สีเหลืองเล็กๆ ช่อใหญ่ที่เก็บมาจากตีนเขาเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ฉินเหยาประหลาดใจเล็กน้อย ดูไม่ออกเลยว่าเจ้าหนุ่มอาวั่งนี่ช่างรู้จักใช้ชีวิตเสียจริง!
ฉินเหยาคิดเข้าข้างตัวเองพลางยิ้มยื่นมือออกไปรับ อาวั่งกลับเดินตรงผ่านหน้านางไป ไปง่วนทำอะไรบางอย่างในสวนหลังบ้าน เขาเด็ดหัวดอกไม้ออกทั้งหมดแล้วใช้ฝ้ายซับเอาละอองเกสรในดอกไม้ออกมา รวบรวมเกสรดอกไม้ได้ถ้วยเล็กๆ ถ้วยหนึ่ง
“เจ้ากำลังทำอะไรน่ะ” ฉินเหยาเก็บหัวดอกไม้ที่ถูกทิ้งอย่างไร้เยื่อใยบนพื้นขึ้นมา อยากจะมอบสมญานามเด็ดบุปผาไร้ปรานีให้เขาเสียจริง
อาวั่งตอบ “ทำแป้งหอมขอรับ ใส่ลงไปในสบู่ที่ฮูหยินทำ จะได้มีกลิ่นหอม”
เขามองนางอย่างจริงจัง ดวงตาเป็นประกาย “ของนี้แพง ขายได้เงินมากขอรับ”
ฉินเหยาจุ๊ปากแล้วโบกมือ “ขายไม่ได้ ขายแล้วจะมีปัญหาใหญ่ แต่ใช้เองน่ะพอได้”
“อีกอย่างบ้านเราก็ไม่ได้ยากจน เลี้ยงเจ้าได้อยู่แล้ว เรื่องหาเงินเจ้าไม่ต้องกังวลหรอก”
ฉินเหยามองสำรวจอาวั่งขึ้นๆ ลงๆ อย่างปลาบปลื้มใจอยู่บ้าง ไม่คิดว่าเขาเพิ่งมาอยู่ที่บ้านได้ไม่นานก็คิดจะหาเงินเข้าบ้านแล้ว
พอลองเทียบกับหลิวจี้เจ้าคนไร้ยางอายไร้ประโยชน์ผู้นี้แล้ว พูดได้เพียงว่าความแตกต่างของโลกนี้ช่างใหญ่หลวงนัก!
อาวั่งไม่คิดว่าความคิดอยากจะหาเงินที่ตนอุตส่าห์คิดได้จะถูกปฏิเสธรวดเร็วถึงเพียงนี้ เขาตะลึงงันไปสามวินาทีเต็มแล้วก้มหน้าลง ตอบรับคำหนึ่งแล้วเก็บเกสรดอกไม้ของตนต่อไป
ไม่เอ่ยว่าผิดหวังแม้แต่คำเดียว แต่ทั่วทั้งร่างกลับแผ่บรรยากาศแห่งความผิดหวังออกมา
ฉินเหยาหัวเราะกล่าว “ทำเยอะๆ หน่อย ครั้งนี้พวกเรามาทำสบู่หอมของจริงกัน ต้องการอะไรบอกข้า ฮูหยินอย่างข้าสนับสนุนเต็มที่”
“เช่นนั้นให้ข้าห้าร้อยเหวินนะขอรับ”
อาวั่งยื่นมือออกไป ฝ่ามือหนาเต็มไปด้วยหนังด้านหนา บนข้อมือยังมีรอยแผลเป็นยาวเส้นหนึ่ง เพียงแค่มองมือนี้ก็สามารถจินตนาการได้เลยว่าตอนนั้นน่าหวาดเสียวเพียงใด
ฉินเหยามองใบหน้าธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่นของเขา บนใบหน้านั้นไม่มีความปรารถนาในเงินทองแม้แต่น้อย แต่ทว่ามือที่ยื่นออกมากลับยื่นมาอย่างมั่นใจมาก!
“นี่ข้าก่อเวรก่อกรรมอะไรไว้เนี่ย!” ฉินเหยากัดฟันบ่นพลางหยิบก้อนเงินก้อนหนึ่งออกมาจากอก หักเป็นครึ่งตำลึงแล้ววางลงบนฝ่ามือที่เต็มไปด้วยหนังด้านและรอยแผลเป็นนั้น
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนางคิดไปเองหรือไม่ รู้สึกว่าอาวั่งที่ได้เงินไปแล้วมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาทื่อๆ นั้นก็มีประกายขึ้นมาสองส่วน
“ข้าไปทำอาหารกลางวันก่อน อีกเดี๋ยวจะออกไปข้างนอกสักครู่” เขาจะไปซื้อส่วนผสมอื่นๆ สำหรับทำแป้งหอม
อาวั่งเก็บละอองเกสรที่ตนทำเสร็จแล้ว เดินไปยังห้องครัว ฝีเท้านั้นแผ่วเบาราวกับแมว เพียงพริบตาเดียว คนก็เดินไปไกลกว่าสิบเมตรแล้ว
จริงดังคาด หลังจากหงายไพ่แล้วเขาก็ไม่เสแสร้งอีกเลย
แต่เงื่อนไขคือต้องเป็นตอนที่ในบ้านมีเพียงฉินเหยาอยู่เท่านั้นจึงจะเป็นเช่นนี้
ส่วนนายท่านใหญ่ผู้หล่อเหลาองอาจเจ้าสำราญของเขานั้นเป็นคนขวัญอ่อน รอให้เขาค้นพบด้วยตนเองเถอะ
หากถามก็คือไม่รู้วรยุทธ์!