ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 296 แรงงานที่มาเสนอตัวถึงประตู
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 296 แรงงานที่มาเสนอตัวถึงประตู
ครั้นเมื่อวัตถุดิบทำสบู่หอมทางฝั่งฉินเหยาจัดเตรียมครบถ้วนแล้ว ขบวนรถม้าที่นำโดยหลิวไป่และหลิวเฝยก็บรรทุกหีบหนังสือสำเร็จรูปหนึ่งพันใบมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงของมณฑลอีกครั้ง
ที่โรงงาน นอกจากเรื่องคิดบัญชีที่ต้องการนางแล้ว เรื่องอื่นล้วนมีผู้อื่นรับผิดชอบ เพียงนานๆ ครั้งมีเรื่องมาขอให้นางช่วยตัดสินใจ ฉินเหยาจึงเริ่มว่างอย่างหาได้ยาก
หลังจากช่างไม้หลิวจัดตั้งทีมช่างฝีมือขึ้นมาแล้วก็สบายขึ้นมาก ไม่จำเป็นต้องลงมือลงแรงทำนั่นทำนี่ด้วยตนเองอีกต่อไป ในที่สุดก็ได้ลิ้มรสความรู้สึกของการเป็นเถ้าแก่เสียที
ขณะที่ฉินเหยากำลังตัดแบ่งสบู่หอมที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ พร้อมกับอาวั่ง ผู้ใหญ่บ้านก็ไพล่มือเดินสบายๆ เข้ามาหา เตือนนางว่าถึงเวลาไปอำเภอเพื่อจัดการเรื่องเอกสารของโรงงานเครื่องเขียนแล้ว
ฉินเหยาตบหน้าผากตนเอง “โชคดีที่ท่านเตือน ข้าเกือบลืมไปแล้ว!”
ผู้ใหญ่บ้านแย้มยิ้มอย่างเมตตา “แล้วเจ้าคิดว่าพวกเราจะไปวันไหนดีเล่า”
“พรุ่งนี้ดีหรือไม่” ฉินเหยาลองถามดู นางมีเวลาเหลือเฟือ
ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าพวกเราก็ไปด้วยกันเถิด เจ้าทำงานต่อเถอะ ข้ากลับก่อนล่ะ” พลางโบกมือส่งสัญญาณให้ฉินเหยาไม่ต้องไปส่งแล้วลุกขึ้นเดินจากไป
แต่ฉินเหยาก็ยังคงเดินตามไปส่งถึงลานหน้าประตูบ้านแล้วค่อยกลับเข้ามา
เมื่อมีคนอยู่บ้าน ประตูจะไม่ปิด นางเพิ่งก้าวเข้าประตูหน้าไป คนแปลกหน้าสองคนก็เดินตามนางเข้ามาในลานบ้านติดๆ
สองคนนั้นเป็นพ่อลูกคู่หนึ่ง พอเข้ามาด้านในแล้ว ผู้เป็นพ่อก็หาขวานในลานบ้านจนเจอ ตรงเข้าไปยังท่อนไม้ที่ยังไม่ทันได้ผ่าแล้วลงมือผ่าฟืนเสียงดัง “ปัง ปัง”
ผู้เป็นลูกสาวเองก็เจอไม้กวาดที่วางอยู่ข้างประตูจึงหยิบขึ้นมากวาดลานบ้านทันที
นี่มันสถานการณ์อะไรกัน
ฉินเหยาถึงกับงงงันไปเล็กน้อย เพราะไม่รู้สึกว่าคนทั้งสองเป็นภัยคุกคามต่อนางแต่อย่างใดจึงไม่ได้เตะคนทั้งสองออกไปในทันที
อาวั่งเองก็ชะงักไปเช่นกัน จนเมื่อรู้ตัวว่ามีคนมาแย่งงานของเขา หัวคิ้วก็ขมวดเข้าหากันอย่างรวดเร็ว เขาวางเส้นด้ายสำหรับตัดสบู่ในมือลง กำลังจะเข้าไปจับตัวพ่อลูกคู่นั้น
ฉินเหยาก็ยกมือห้ามไว้ ส่งสัญญาณบอกเขาว่าอย่าเพิ่งรีบร้อนให้รอดูก่อน ช่างแปลกใหม่นัก นางเพิ่งเคยเห็นแบบนี้เป็นครั้งแรก
อาวั่งร้อนใจยิ่งพลางกล่าวอย่างจริงจังว่า “นี่เป็นงานของข้า!”
ก็ได้ ฉินเหยาลดมือลง อาวั่งก็พุ่งตัวออกไปในทันที เขาคว้าขวานที่ผู้เป็นพ่อกำลังเงื้อขึ้นแล้วแย่งมาพร้อมกับเหวี่ยงคนไปอยู่ตรงหน้าฉินเหยา
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น เด็กหญิงผู้นั้นรีบทิ้งไม้กวาดแล้ววิ่งเข้ามา คุกเข่าลงตรงหน้าฉินเหยาแล้วอธิบาย
“ฮูหยินโปรดไว้ชีวิตด้วย! ฮูหยินโปรดไว้ชีวิตด้วย! ข้ากับท่านพ่อเพียงแค่อยากจะช่วยท่านทำงานเพื่อแลกข้าวกินเท่านั้น ฮูหยิน โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถิด!”
อาจเป็นเพราะคาดไม่ถึงว่าในลานบ้านชาวนาเล็กๆ เช่นนี้จะมีคนร้ายกาจเช่นอาวั่งอยู่ด้วย พ่อลูกทั้งสองจึงทำอะไรไม่ถูก
เห็นได้ชัดว่ากลอุบายนี้ของพวกเขาเคยใช้ได้ผลมาก่อน พอเห็นพวกเขาทำงานแล้ว ต่อให้ไม่พอใจก็จะหยิบยื่นของกินให้เล็กน้อยเพื่อไล่พวกเขาไป
ผู้เป็นพ่อดูเหมือนจะพูดไม่ได้ ในปากส่งเสียง “อา อา” อย่างร้อนรน ประสานมือคารวะให้ฉินเหยาและอาวั่งไม่หยุดเพื่อแสดงความขอโทษ
ฉินเหยากอดอกถามด้วยความสงสัย “ฟังจากสำเนียงแล้ว พวกเจ้าเป็นผู้อพยพมาจากเมืองข้างเคียงหรือ”
สองพ่อลูกพยักหน้า เมื่อเห็นว่าฉินเหยาไม่มีท่าทีจะขับไล่ เด็กหญิงตัวน้อยจึงถามขึ้นอีกครั้ง “ฮูหยิน พวกเราช่วยท่านทำงานได้หลายอย่าง ท่านมีงานให้พวกเราทำหรือไม่เจ้าคะ ขอเพียงอาหารเล็กน้อยก็พอแล้วเจ้าค่ะ”
เด็กหญิงดูอายุราวเจ็ดแปดขวบ แต่เมื่อได้ฟังน้ำเสียงที่แก่เกินวัยนี้แล้ว ฉินเหยาก็คาดเดาว่าน่าจะเป็นเด็กสาวอายุสิบขวบแล้ว ที่ดูตัวเล็กคงเพราะกินไม่อิ่มและขาดสารอาหาร
เมื่อเผชิญหน้ากับเด็กหญิง จิตใจย่อมอ่อนโยนลงบ้าง นางจึงส่งสัญญาณให้สองพ่อลูกลุกขึ้นก่อน
“อาวั่ง ไปเอาหมั่นโถวที่เหลือจากเมื่อเช้ามาลูกหนึ่ง” ฉินเหยามีใจเมตตาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากนัก หมั่นโถวลูกหนึ่งให้พ่อลูกแบ่งกันก็น่าจะพอแล้ว
อาวั่งนำหมั่นโถวมาให้ มองพ่อลูกทั้งสองอย่างระแวดระวังอยู่แวบหนึ่งแล้วจึงกลับไปทำงานที่ยังทำไม่เสร็จต่อ
ฉินเหยาหยิบม้านั่งมาให้คนทั้งสอง บอกให้พวกเขานั่งลง
หมั่นโถวแป้งขาวก้อนใหญ่ยังคงอุ่นอยู่ สองพ่อลูกเพิ่งได้รับมาก็กินหมดในไม่กี่คำ พอในท้องมีอาหาร กำลังวังชาและสภาพจิตใจก็ดีขึ้นมาก
สองพ่อลูกไม่กล้านั่ง ประสานมือขอบคุณฉินเหยาแล้วอยากจะช่วยนางทำงานต่อ
“ไม่ต้องรีบ ข้าจะถามเรื่องพวกเจ้าสักหน่อย นั่งลงพักผ่อนก่อนสักครู่ ดูท่าทางพวกเจ้าแล้ว มาจากทางหลังเขาของหมู่บ้านเราใช่หรือไม่”
สองพ่อลูกพยักหน้าแล้วนั่งลงบนม้านั่งเพียงครึ่งก้น เด็กหญิงกล่าวว่า “ท่านพ่อของข้าพูดไม่ได้ ฮูหยิน ท่านมีเรื่องอันใดถามข้าได้ ข้าชื่อเสี่ยวฮวา ท่านเรียกข้าว่าฮวาเอ๋อร์ก็ได้เจ้าค่ะ”
ฉินเหยาถามพวกเขาว่าได้รับเสบียงกลับถิ่นฐานแล้วเหตุใดยังไม่กลับบ้าน แต่กลับมาขออาหารที่หมู่บ้านบนเขาเล็กๆ ของพวกนางแห่งนี้
ฮวาเอ๋อร์กล่าวว่า ราชสำนักแจกจ่ายข้าวสารให้พวกเขาจริง ทั้งยังเกลี้ยกล่อมให้พวกเขากลับบ้านเกิดเพื่อเตรียมการเพาะปลูกข้าวสาลีรอบต่อไป เมล็ดพันธุ์ทางราชสำนักจะเป็นผู้จัดหาให้ รอให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ วิกฤตในปีหน้าก็จะคลี่คลายลง
แต่คนที่กลับไปมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เพราะตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกสามเดือนกว่าจะถึงเวลาเพาะปลูกข้าวสาลี หลายคนหากกลับไปก็ไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้จึงได้รวบรวมความกล้าเดินมาที่นี่เพื่อหางานทำ
“เสบียงกลับถิ่นฐาน ท่านแม่กับน้องชายสองคนของข้านำกลับไปก่อนแล้ว ยังมีเวลาอีกกว่าครึ่งปีที่ต้องทนต่อไป เสบียงเพียงเท่านี้ไม่พอให้ผ่านพ้นไปได้ ดังนั้นข้ากับท่านพ่อจึงอยู่ต่อเพื่อหาอาหารกินเอง เช่นนี้แล้วยังสามารถประหยัดอาหารให้พวกนางได้หลายส่วน หากสามารถหางานทำเก็บเงินได้เล็กน้อยก็จะยิ่งดีเจ้าค่ะ”
ฮวาเอ๋อร์ทำท่าทางเหมือนผู้ใหญ่กล่าวพรรณนาด้วยรอยยิ้มขื่นขมอย่างจนใจ
ฉินเหยาถาม “คนที่อยู่ต่อเช่นพวกเจ้ายังมีอีกเท่าใด”
“ราวๆ ครึ่งหนึ่งกระมังเจ้าคะ” ฮวาเอ๋อร์ก็ไม่แน่ใจนัก อย่างไรเสีย คนบ้านเดียวกันกับพวกนาง ทุกครอบครัวล้วนเหลือคนหนุ่มสาวแข็งแรงไว้ ไม่ได้กลับบ้านเกิด
ทุกคนอยากหางานเล็กๆ น้อยๆ ทำเพื่อเลี้ยงดูตนเอง รอจนถึงฤดูหนาวค่อยกลับไป
ฉินเหยาขมวดคิ้วมุ่น “พวกเจ้ายังมีสหายร่วมทางอยู่แถวนี้อีกหรือ”
ฮวาเอ๋อร์เงียบไปในทันที สองพ่อลูกก้มหน้าลงอย่างร้อนตัว
คนทั้งสองเป็นเพียงหน่วยสอดแนมที่มาสำรวจก่อน หากหมู่บ้านนี้มีกำลังพอจะรับพวกเขาไว้ได้ก็จะกลับไปบอกสหายร่วมหมู่บ้านคนอื่นๆ ให้ทุกคนพากันมาที่นี่
ความเงียบของสองพ่อลูกได้ให้คำตอบแก่ฉินเหยาแล้ว สีหน้าของนางเย็นชาลงอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเทียบกับพวกที่ไร้ซึ่งคุณธรรม ไร้ขอบเขตและทำเรื่องชั่วร้ายทุกอย่าง สองพ่อลูกเพียงแค่อยากอาศัยแรงงานของตนเองเพื่อเอาชีวิตรอดเท่านั้น
แม้จะดูไร้ยางอายไปบ้าง แต่เมื่อมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว ใครจะยังมาสนใจเรื่องพวกนี้กันอีก
เมื่อเห็นฉินเหยาเงียบไปนาน สองพ่อลูกก็ยืนขึ้นอย่างกระอักกระอ่วน โค้งคำนับขอบคุณอีกครั้ง ขอบคุณนางสำหรับหมั่นโถวแป้งขาว
พวกเขาหันหลังเตรียมจากไป
“ในกลุ่มพวกเจ้ามีคนที่คิดบัญชีเป็นหรือไม่”
ฮวาเอ๋อร์หันกลับมาด้วยความประหลาดใจระคนยินดี “มีเจ้าค่ะ! ท่านลุงเฉียนเป็นเสมียนของโรงเตี๊ยมที่นั่นของเรา เขาคิดบัญชีเป็นเจ้าค่ะ!”
“สร้างถนนเล่า เป็นหรือไม่”
ท่านพ่อของฮวาเอ๋อร์รีบพยักหน้า เขาร้อรนอยากจะสื่อสารจึงโบกไม้โบกมือไม้รวดเร็วจนฮวาเอ๋อร์ร้อนใจ ต้องร้องบอกท่านพ่อให้ช้าลงๆ หน่อย ทั้งยังต้องช่วยแปลความหมาย
“ฮูหยิน ท่านพ่อของข้าบอกว่าพวกสร้างสะพาน ปูถนน พวกเขาล้วนทำเป็นเจ้าค่ะ หากในหมู่บ้านมีคนต้องการสร้างบ้าน พวกเขาก็ทำได้เช่นกัน ท่านพ่อของข้าเป็นช่างปูน บ้านที่เขาสร้างน่ะแข็งแรงมากเลยนะเจ้าคะ!”
ฮวาเอ๋อร์มีสีหน้าเว้าวอนราวกับจะพูดว่า ‘ฮูหยินเลือกพวกเราเถิดเจ้าค่ะ เลือกพวกเราเถิด’ บนใบหน้าเล็กๆ ที่ผอมเหลืองนั้น ดวงตารูปเมล็ดซิ่งคู่หนึ่งเป็นประกายวาววับ ดูน่าสงสารยิ่งนัก
ฉินเหยาสีหน้าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ชี้นิ้วไปยังแม่น้ำที่เชิงเขาทางทิศเหนือแล้วสั่งการว่า
“เห็นแม่น้ำตรงเชิงเขานั่นหรือไม่ เรียกคนของพวกเจ้ามาให้หมดแล้วรอข้าอยู่ที่นั่น”
สองพ่อลูกดีใจเป็นอย่างยิ่ง รีบวิ่งขึ้นเขาไปทันที เตรียมเรียกสหายร่วมหมู่บ้านลงมาทั้งหมด
ฉินเหยามองตามพวกเขาเข้าไปในภูเขา กำชับอาวั่งให้เฝ้าบ้านให้ดี อย่าให้ใครเข้ามาตามอำเภอใจอีกแล้วจึงออกเดินตามผู้ใหญ่บ้านที่เพิ่งจากไปเมื่อครู่
เดิมทีนางยังคิดว่าตอนนี้ในหมู่บ้านขาดแคลนกำลังคนอย่างหนัก เรื่องการสร้างถนนค่อยว่ากันหลังการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง ตอนนี้ดูเหมือนว่าการทำล่วงหน้าก็ไม่เลวเช่นกัน
แรงงานที่มาเสนอตัวถึงประตู ไม่ใช้ก็เสียเปล่า