ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 298 ท่านอายุมากเกินไป
ฉินเหยาพาพ่อลูกฮวาเอ๋อร์และคณะไปยังบ้านบรรพบุรุษของบ้านหลิวต้าฝู
ภรรยาของหลิวต้าฝูได้นำลูกสะใภ้ทั้งหลายต้มโจ๊กธัญพืชผสมผักหม้อใหญ่เอาไว้แล้ว เมื่อเห็นคนมาถึงก็กุลีกุจอเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น ทำให้กลุ่มของฮวาเอ๋อร์ประหลาดใจระคนตื้นตันใจอย่างยิ่ง
ภรรยาของหลิวต้าฝูกล่าวว่า “ไม่ต้องกลัว พวกเราทุกคนก็เหมือนๆ กัน ใครบ้างไม่เคยประสบความยากลำบาก พอดีพวกเราพอจะมีกำลังเหลืออยู่บ้างจึงยื่นมือเข้าช่วย ทุกคนเข้าไปในบ้านวางสัมภาระลงก่อน อีกสักครู่ค่อยมาหยิบถ้วยตะเกียบตักโจ๊กกินเองนะ!”
ฉินเหยาแนะนำให้ทุกคนรู้จักว่าคนที่อยู่ในลานบ้านเหล่านี้เป็นใครบ้าง โดยเน้นแนะนำหลิวต้าฝูผู้ให้ที่พักพิงเป็นพิเศษ ทำให้ในใจเขารู้สึกยินดีจนยิ้มให้ฉินเหยาไม่หยุด
ฉินเหยายักไหล่อย่างจนใจ นางไม่สนใจเรื่องการทำตัวเป็นคนดีเพื่อเอาหน้าเช่นนี้ หลิวต้าฝูอยากเป็นคนออกหน้าเรื่องนี้ นางก็เพียงไหลตามน้ำช่วยส่งเสริมเขาขึ้นไป ตนเองก็จะได้ประหยัดแรงไปด้วย เป็นผลดีทั้งสองฝ่าย
บ้านบรรพบุรุษของบ้านหลิวต้าฝูค่อนข้างใหญ่ มีห้องห้าหกห้อง คนยี่สิบสามคนอยู่อาศัยได้ไม่มีปัญหาเลยแม้แต่น้อย
มีคนในหมู่บ้านมาไม่น้อย ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลเองก็มาด้วย พวกเขาแสดงการต้อนรับอย่างอบอุ่นต่อกลุ่มของฮวาเอ๋อร์
กลิ่นหอมของอาหารในลานบ้านช่างยั่วยวนใจนัก เมื่อได้ยินเสียงท้องร้องจ๊อกๆ ของพวกฮวาเอ๋อร์ ฉินเหยาจึงเสนอให้พวกเขาทานอาหารก่อนแล้วค่อยทักทายพูดคุยกัน
พวกฮวาเอ๋อร์มองนางอย่างซาบซึ้งใจแล้วยิ้มให้คนหมู่บ้านตระกูลหลิวอย่างเขินอาย รับโจ๊กร้อนๆ ที่คนในครอบครัวของหลิวต้าฝูส่งมาให้ ขอบตาก็พลันชื้นขึ้นเล็กน้อย
รอจนกระทั่งพวกเขากินโจ๊กหมดถ้วย ผู้ใหญ่บ้านจึงมีโอกาสได้สอบถามถึงที่มาของกลุ่มฮวาเอ๋อร์
เดิมทีพวกเขาล้วนมาจากสถานที่ที่เรียกว่าเมืองหวงเชวี่ย ก่อนหน้านี้ได้อพยพหนีภัยมายังอำเภอไคหยางด้วยกัน อยู่ด้วยกันมานานแล้วล้วนคุ้นเคยกันดี
เมื่อทราบสถานการณ์พื้นฐานแล้ว หลิวต้าฝูก็เดินเข้ามา พาพวกเขาไปเลือกห้องพัก
สามสี่ครอบครัวต่อหนึ่งห้อง หากเตียงไม่พอก็ใช้แผ่นไม้มาต่อเพิ่มสองเตียง มีกำแพงมีหลังคากระเบื้อง ดีกว่าการอาศัยอยู่ในกระท่อมฟางก่อนหน้านี้มากมายนัก
เรื่องการสร้างถนนได้มอบหมายให้หลิวต้าฝูรับผิดชอบทั้งหมดแล้ว หลังจากจัดการเรื่องที่พักให้คนเหล่านี้เรียบร้อยแล้ว ฉินเหยาก็บอกพ่อลูกฮวาเอ๋อร์ว่าต่อจากนี้ให้พวกเขาทำตามที่หลิวต้าฝูบอก หลิวต้าฝูจะเป็นผู้จัดการเรื่องต่างๆ ให้พวกเขาเอง
พ่อลูกฮวาเอ๋อร์พยักหน้าอย่างซาบซึ้งใจสื่อว่าเข้าใจแล้วและกำลังจะคุกเข่าลงขอบคุณฉินเหยาที่พาพวกเขาเข้ามาอีกครั้ง
ฉินเหยารีบดึงพ่อลูกทั้งสองขึ้นมา “ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ไปขอบคุณหลิวต้าฝูและเพื่อนบ้านในหมู่บ้านเถิด ข้าเป็นเพียงผู้ส่งสารเท่านั้น”
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่พ่อลูกฮวาเอ๋อร์รู้ดีว่า หากไม่มีนางเป็นผู้ส่งสารย่อมไม่มีการจัดการหลังจากนั้นอย่างแน่นอน
อีกทั้งเมื่อครู่พวกเขาก็สังเกตเห็นเค้าลางบางอย่างแล้ว ฉินเหยามีชื่อเสียงและบารมีอย่างมากในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าตระกูลหรือผู้ใหญ่บ้าน หรือแม้แต่ครอบครัวหลิวต้าฝูที่รับผิดชอบดูแลพวกเขาล้วนปฏิบัติต่อนางอย่างเกรงอกเกรงใจ
“ฮูหยิน ท่านชื่ออะไรหรือเจ้าคะ” ฮวาเอ๋อร์พลันนึกขึ้นได้ พวกนางยังไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของผู้มีพระคุณ
ได้ยินเพียงคนหมู่บ้านตระกูลหลิวเรียกนางว่าท่านผู้จัดการ เหยาเหนียง ฉินเหนียงจื่อ และอื่นๆ ทำนองนี้
“ข้าชื่อฉินเหยา” หลังจากตอบคำถามของเด็กหญิงตัวน้อยแล้ว ฉินเหยาก็โบกมือ ส่งสัญญาณให้พวกเขาเข้าไปในบ้าน นางเองก็ต้องกลับบ้านแล้วเช่นกัน
“ข้าเห็นว่าพวกเจ้าสองพ่อลูกไม่มีสัมภาระอะไรมากนัก ขาดผ้าห่มหรือไม่ อีกสักครู่ข้าจะให้อาวั่งบ้านข้าส่งผ้าห่มมาให้พวกเจ้าผืนหนึ่ง” ฉินเหยาถามด้วยความห่วงใย
ฮวาเอ๋อร์รีบขอบคุณอีกครั้ง “ขอบพระคุณฮูหยินมากเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไร ข้าไปล่ะ” ฉินเหยายิ้มเล็กน้อยกล่าวลาทางฝั่งหลิวต้าฝูอีกครั้ง เรียกอาวั่ง แล้วกลับบ้านไป
พรุ่งนี้นางยังต้องเข้าเมืองไปกับผู้ใหญ่บ้าน ที่บ้านก็ยังมีเด็กสี่คนที่เลิกเรียนแล้วรออยู่ ไม่มีเวลาอยู่ที่นี่นานนัก
แต่เมื่อเห็นการจัดการที่รอบคอบของครอบครัวหลิวต้าฝูแล้วก็ไม่มีอะไรที่นางต้องกังวลอีกแล้ว
สองนายบ่าวออกมาจากบ้านบรรพบุรุษของบ้านหลิวต้าฝู ถือคบเพลิงมุ่งหน้ากลับบ้าน พอเดินมาถึงริมฝั่งแม่น้ำก็ได้ยินเสียงร้องเรียกอย่างยินดีว่า “ท่านแม่!”
เป็นเสียงของซื่อเหนียง
หน้าประตูโรงโม่ สี่พี่น้องถือโคมไฟอันหนึ่งกำลังชะเง้อคอยืนรออยู่ตรงนั้น
ฉินเหยารีบเร่งฝีเท้าไปถึงหน้าประตูโรงโม่ โบกมือส่งสัญญาณให้พวกเขาตามไป “การบ้านที่ท่านอาจารย์สั่งทำเสร็จหรือยัง”
ซานหลางตอบว่า “ทำเสร็จแล้วขอรับ เพียงแค่ต้องท่องบทกวีหนึ่งบท ข้ากับซื่อเหนียงท่องได้นานแล้วขอรับ”
เอ้อร์หลางเสริมอย่างภาคภูมิใจว่า “ข้ายังอ่านทบทวนบทเรียนของวันพรุ่งนี้และวันมะรืนล่วงหน้าแล้วด้วยขอรับ”
ฉินเหยามองเขาอย่างขบขันแวบหนึ่ง “สมกับเป็นเจ้าจริงๆ เจ้าพ่อแห่งการเรียน”
เอ้อร์หลางถามซ้ำอย่างสงสัย “ท่านแม่ ท่านพูดว่าเจ้าพ่ออะไรนะขอรับ”
อาวั่งก็มองไปเช่นกัน นี่เป็นยศฐาบรรดาศักดิ์อันใดหรือ?
ฉินเหยาอธิบายอย่างจริงจังว่า “ก็หมายถึงชมเชยเจ้าว่าขยันหมั่นเพียรในการเรียนนั่นแหละ”
เอ้อร์หลางหัวเราะแหะๆ ที่แท้ท่านแม่กำลังชมเชยเขานี่เอง
“น้าเหยา” ต้าหลางชี้ไปที่แสงไฟสว่างไสวจากบ้านบรรพบุรุษของบ้านหลิวต้าฝู “ผู้อพยพเหล่านั้นจะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านของพวกเราตลอดไปเลยหรือขอรับ”
ฉินเหยาผลักเปิดประตูใหญ่ของบ้าน จูงมือซื่อเหนียงและซานหลางก้าวข้ามธรณีประตูสูงแล้วอธิบายเรื่องการมาถึงของกลุ่มฮวาเอ๋อร์ให้เด็กๆ ฟังอย่างง่ายๆ
“หมู่บ้านของพวกเราจะสร้างถนนแล้วหรือเจ้าคะ” ดวงตาของซื่อเหนียงเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนยินดี เด็กหญิงตัวน้อยอายุยังไม่มาก แต่กลับรู้ว่าการสร้างถนนเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง
เพราะคนในหมู่บ้านมักพูดเสมอว่า หากถนนในหมู่บ้านสามารถสร้างให้กว้างขึ้นและแข็งแรงขึ้นได้ก็จะดี เช่นนั้นแล้วก็จะสามารถไปที่ไหนก็ได้ตามที่ต้องการแล้ว
ฉินเหยาพยักหน้า “ใช่แล้ว พวกเราจะสร้างถนนช่วงจากหมู่บ้านถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอใหม่ ขยายพื้นผิวถนนให้กว้างขึ้น ทั้งยังต้องถมให้เรียบและบดอัดให้แน่น ต่อไปเวลาฝนตกก็ไม่ต้องกลัวว่าถนนจะเละเกินไปจนไปสำนักศึกษาสายแล้ว”
ซานหลางถามอย่างสงสัยว่า “ถ้าเช่นนั้นข้าตื่นสายกว่าเดิมได้หรือไม่ขอรับ”
ต้าหลางเคาะหน้าผากของซานหลางเบาๆ “อย่าคิดแต่จะนอนตื่นสาย หากตอนกลางคืนเจ้าเข้านอนแต่หัวค่ำอย่างว่าง่าย วันรุ่งขึ้นก็จะไม่นอนขี้เซาแล้ว!”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ซานหลางก็รู้สึกน้อยใจมากเช่นกัน ตอนกลางคืนเขาก็แค่มักจะตื่นมาปัสสาวะนี่นา เขาควบคุมมันไม่ได้นี่ มิฉะนั้นก็จะปัสสาวะรดที่นอนน่ะสิ!
“ท่านแม่ พี่ใหญ่ตีข้าตลอดเลย~” ซานหลางหดตัวไปอยู่ด้านหลังฉินเหยาแล้วฟ้อง
ฉินเหยาดึงตัวเขาออกมา “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ตีกลับสิ” ก็จะหายกันแล้ว
ต้าหลางหัวเราะฮ่าๆ ยื่นศีรษะเข้าไปใกล้ๆ ให้ซานหลางตีโดยสมัครใจ ซานหลางยกมือเล็กๆ ขึ้น แต่กลับไม่กล้าตีลงไปเสียที สุดท้ายจึงทำได้เพียงแค่นเสียงใส่พี่ใหญ่ ถือเป็นการคืนดีกัน
แต่เกี่ยวกับเรื่องที่เจ้าตัวเล็กตื่นกลางดึกบ่อยๆ นี้ ฉินเหยารู้สึกว่าจำเป็นต้องแก้ไขเสียหน่อยจึงกำชับว่า “ซานหลาง คืนนี้ก่อนนอนเจ้าอย่าดื่มน้ำ ตอนกลางคืนก็จะไม่ตื่นบ่อยๆ แล้ว”
ซานหลางยื่นปากออกมา รับคำเสียงหนึ่ง ถ้าเช่นนั้นเขาก็จะลองดู
ซื่อเหนียงรีบยกมือขึ้นอย่างกระตือรือร้น “ท่านแม่ ข้าจะช่วยท่านดูแลพี่เล็กเองเจ้าค่ะ”
ฉินเหยาหยิกแก้มยุ้ยๆ ของเด็กหญิงเบาๆ “ได้! แต่ว่านี่ก็ดึกแล้ว อาวั่ง ต้มน้ำร้อนเสร็จแล้วหรือยัง ไปล้างหน้าล้างเท้าแล้วเข้านอนเสีย”
เสียงตอบรับอย่างหนักแน่นของอาวั่งดังมาจากในครัว ฉินเหยาโบกมือครั้งหนึ่ง สี่พี่น้องก็ส่งเสียงร้องโอ้แล้วพุ่งตัวไปยังห้องอาบน้ำ
อาวั่งช่วยผสมน้ำร้อนให้เรียบร้อย สี่พี่น้องต่อแถวกันล้างหน้าล้างตาเสร็จก็หาววอดกลับห้องไปนอน
ฉินเหยามาถึงห้องของตนเอง รื้อเอาผ้าห่มเก่าผืนเดิมออกมา ก่อนหน้านี้นางให้หลิวจี้ซักแล้วตากแดดไว้หลายวัน ผ้าห่มจึงสะอาดเอี่ยม ไม่มีกลิ่นแปลกปลอมเลยแม้แต่น้อย
“อาวั่ง เจ้าเอาผ้าห่มผืนนี้ไปส่งให้สองพ่อลูกฮวาเอ๋อร์นะ” ฉินเหยาสั่งการ
อาวั่งเคลื่อนตัวมารับผ้าห่มไปรวดเร็วดุจลมพายุหมุนแล้วก็เคลื่อนตัวออกจากประตูไปรวดเร็วดุจลมพายุหมุนอีกครั้ง ไม่ถึงครึ่งเค่อก็กลับมาแล้ว
“เจ้าเหาะไปรึ” ฉินเหยาถามด้วยความประหลาดใจ
อาวั่งปิดประตูรั้วลานบ้านพลางตอบอย่างจริงจังว่า “ใช่”
ฉินเหยาใจเต้นขึ้นมาวูบหนึ่ง “ข้าเรียนได้หรือไม่”
“ไม่ได้ ท่านอายุมากเกินไป”
ฉินเหยา ”!!!”
อาวั่ง “แต่นายน้อยสามและคุณหนูสี่เรียนได้”
ฉินเหยาเหลือบมองอย่างเย็นชา นั่นก็ยังพอไหว
………………..