ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 299 หัวใจเปี่ยมสุข
ยามฟ้าสาง ในลานบ้านก็มีเสียงสาละวนดังขลุกขลักของอาวั่งดังมา
เขาเคลื่อนไหวคล่องแคล่วเตรียมอาหารของเด็กๆ เสร็จสรรพ ทั้งยังทำอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย ตลอดกระบวนการใช้เวลาไม่ถึงสองเค่อ
วันนี้ฉินเหยาต้องเข้าเมือง พอดีไปทางเดียวกับพวกเด็กๆ จึงออกเดินทางพร้อมกัน
เมื่อความเคลื่อนไหวในห้องครัวหยุดลง ฉินเหยาก็ลืมตาตื่นขึ้น เคาะประตูห้องเด็กที่อยู่ติดกัน “ตื่นได้แล้ว!”
เสียงตอบรับของต้าหลางดังมาจากในห้อง ฉินเหยาวางใจเดินมาล้างหน้าล้างตาที่ลานบ้านแล้วสูดอากาศบริสุทธิ์บนเขาเข้าไปลึกๆ ร่างกายพลันตื่นตัวเต็มที่ ยิ้มเดินไปทางห้องโถงเพื่อกินอาหารเช้าอย่างสบายอารมณ์
พวกต้าหลางสี่พี่น้องกลับไม่ได้สบายเช่นนี้ แต่ละคนล้างหน้าล้างตาเป็นพัลวัน ผมของซื่อเหนียงก็ยังคงสยายอยู่
เด็กหญิงตัวน้อยถือเชือกมัดผมอยู่ในมือ ยิ่งจัดทรงผมกลับยิ่งยุ่งเหยิง บางครั้งถึงกับอยากให้ตนเองหัวโล้นเสียจริง
ฉินเหยาขบขัน รับเชือกมัดผมมาจากมือของเด็กหญิงตัวน้อย ช่วยนางถักเปียแกละสองข้างอย่างรวดเร็ว เปียโค้งห้อยลงข้างศีรษะทั้งสองด้าน ดูคล้ายแพะภูเขาตัวน้อย
ซื่อเหนียงเอื้อมมือมาลูบๆ ดู แล้วถามอย่างประหม่าเล็กน้อยว่า “ท่านแม่ งดงามหรือไม่เจ้าคะ?”
“งดงาม” ฉินเหยาชี้ไปทางห้องโถง บอกเป็นนัยให้นางรีบเข้าไปกินอาหารเช้า
พอได้รับการยืนยันจากท่านแม่ ซื่อเหนียงก็พลันเกิดความมั่นใจ วิ่งเข้าห้องโถงไปกินอาหารเช้าอย่างร่าเริง
ซานหลางกินเสร็จแล้ว พี่ชายทั้งสองต่างก็ยุ่งกับตัวเองจึงไม่มีใครสนใจเขา เขาจึงปล่อยผมแล้ววิ่งมาหน้าหยุดอยู่ตรงฉินเหยา ยื่นเชือกมัดผมของตนให้อย่างกลัดกลุ้ม ฉินเหยาจึงช่วยเขาเกล้ามวยขึ้นอย่างรวดเร็ว
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางโตกว่าหน่อย เรื่องรวบผมจึงทำได้ดีมาก พวกเขาเกล้ามวยผมบนศีรษะด้วยตนเองแล้วใช้ผ้าโพกไว้ก็ดูเป็นเด็กหนุ่มรูปงามแล้ว
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย อาวั่งก็ช่วยยกหีบหนังสือทั้งสี่ใบไปวางไว้บนท้ายรถม้า สี่พี่น้องพอมองดูสีท้องฟ้าก็รู้ว่ากำลังจะสายแล้วจึงรีบกุลีกุจอปีนเข้าไปในตัวรถม้า
อาวั่งขับรถม้าออกจากประตูบ้าน ยามเช้าอันแสนวุ่นวายนี้จึงเพิ่งจะมีช่วงเวลาสงบสุขสักครู่
จินเป่ารออยู่ที่หน้าประตูบ้านแต่เช้าแล้ว ในมือถือแผ่นแป้งบางที่นางจางทำให้ ข้างในห่อแตงกวาดองไว้สองแผ่น จินเป่ากินไปพลางมองไปทางทิศเหนือพลาง
พอเห็นอาวั่งกับฉินเหยาขับรถม้ามาก็รีบยัดแผ่นแป้งที่เหลือเข้าปากคำใหญ่ๆ สองคำแล้วยกหีบหนังสือขึ้น
จินเป่าทักทายเสียงดัง “อาสะใภ้สาม!” จากนั้นวางหีบหนังสือซ้อนไว้ท้ายตัวรถม้าอย่างชำนาญ ผูกเชือกหนังรั้งตำแหน่งให้แน่นแล้ววิ่งเหยาะๆ ไปที่ด้านหน้า กระโดดขึ้นไปบนรถม้าอย่างคล่องแคล่วราวกับลิงค่าง
ฉินเหยาขยับหลบให้เขาเข้าไปในตัวรถม้า
จินเป่านั่งลงข้างประตู ยื่นศีรษะออกมาถามอย่างสงสัย “อาสะใภ้สาม ท่านก็จะไปที่เมืองด้วยหรือขอรับ”
ฉินเหยาพยักหน้า เตือนพวกเด็กๆ ให้นั่งดีๆ แล้วให้อาวั่งเร่งความเร็วขึ้น ไปถึงบ้านผู้ใหญ่บ้านเพื่อรับผู้ใหญ่บ้านแล้วทั้งคณะก็มุ่งหน้าสู่เมืองจินสืออย่างรวดเร็ว
เพราะหากช้ากว่านี้อีกนิด เด็กๆ ทั้งห้าคนก็จะไปเรียนสายแล้ว!
รถม้าขับพ้นปากทางหมู่บ้านก็เห็นหลิวต้าฝูกำลังนำผู้อพยพจากเมืองหวงเชวี่ยมาวัดพื้นผิวถนน ฉินเหยารีบทักทายพวกเขาสองสามคำ ทุกคนก็ตอบรับอย่างเป็นมิตรแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป
ผู้ใหญ่บ้านใช้สองมือจับขอบหน้าต่างรถม้าไว้แน่น พยายามปรับตัวให้ชินกับรถม้าที่วิ่งเร็วของบ้านฉินเหยา มองดูเด็กทั้งห้าคนในรถที่ดูคุ้นเคยเป็นอย่างดีแล้วก็ถามขึ้นด้วยความประหลาดใจว่า
“ต้าหลาง ปกติพวกเจ้าไปสำนักศึกษารถม้าก็วิ่งเร็วเช่นนี้เลยรึ”
ต้าหลางยิ้มให้ผู้ใหญ่บ้านอย่างเขินๆ “ทุกวันข้าล้วนอยากตื่นให้เช้าขึ้นหน่อย แต่ก็มิอาจตื่นเช้าไปกว่าครึ่งเค่อนั้นได้…”
บางครั้ง เห็นได้ชัดว่าตื่นตรงเวลาแล้ว แต่ไม่รู้เหตุใด พอถึงเวลาออกเดินทางมองดูเวลาอีกทีก็ต้องรีบไปสำนักศึกษาอีกแล้ว
จินเป่าก็หัวเราะแหะๆ พลางเกาหัว “เช้านี้ข้าตื่นมาเข้าส้วม นึกว่าจะสายเสียแล้ว พวกเจ้าคงต้องรอข้าสักพัก ที่ไหนได้ ข้ากลับออกมาก่อนพวกเจ้าเสียอีก”
เอ้อร์หลางจึงหันไปมองซานหลาง “มิใช่เพราะเจ้าหรอกรึ ตื่นนอนก็อืดอาด เสื้อผ้าตนเองก็ยังใส่ไม่เรียบร้อย ยังต้องให้ข้าช่วยจัดให้อีก”
แล้วหันไปมองน้องสาวที่แต่งตัวเรียบร้อย “เจ้าดูอย่างซื่อเหนียงสิ ทุกครั้งนางเร็วที่สุด”
ซานหลางพึมพำๆ ไม่มีใครฟังออกว่าเขาพูดอะไร แต่ดูจากสีหน้าเล็กๆ นั่นแล้ว เป็นท่าทางน้อยใจที่กล้าโกรธแต่ไม่กล้าพูดออกมา
พอจินเป่ากับเอ้อร์หลางอยู่ด้วยกันก็มีเรื่องให้คุยกันไม่จบสิ้น เด็กห้าคนในตัวรถม้า เจ้าพูดทีข้าพูดที บางครั้งก็ยังต้องโต้เถียงกันบ้าง ไม่มีใครยอมใคร ช่างเสียงดังจอแจเสียจริง
ล้วนเป็นลูกหลานบ้านตนเองแท้ๆ สีหน้าเอือมระอาของฉินเหยายังแทบจะปิดไม่มิด ไม่ต้องพูดถึงผู้ใหญ่บ้านที่ได้สัมผัส ‘ความคึกคัก’ เช่นนี้เป็นครั้งแรก
ผู้เฒ่าเอ่ยปากบอกให้พวกเขาเบาเสียงลงหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้ผลอันใด
ครั้นถึงสำนักศึกษาในเมือง เด็กทั้งห้าคนลงจากรถไปจนหมด ผู้ใหญ่บ้านจึงถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่งแล้วลองหยั่งเชิงถาม “เหยาเหนียงเอ๋ย ยามบ่ายพวกเจ้ายังต้องมารับพวกเขากลับหมู่บ้านใช่หรือไม่”
เมื่อได้รับคำตอบยืนยันจากฉินเหยา ผู้ใหญ่บ้านก็กล่าวอย่างตื่นเต้น “เช่นนั้นเดี๋ยวขากลับเจ้าส่งข้าลงที่ในเมืองก็พอ ข้าจะอาศัยรถบ้านอื่นกลับไปเอง ที่บ้านยังมีงานต้องทำ ข้าไม่รอพวกเจ้าแล้ว”
ฉินเหยารู้ว่านี่เป็นเพราะถูกเด็กห้าคนส่งเสียงดังรบกวนจึงตอบรับอย่างเขินๆ พลางยิ้ม “ได้เจ้าค่ะ ทำให้ท่านต้องลำบากแล้ว”
ผู้ใหญ่บ้านหัวเราะแห้งๆ สองที ไหนเลยจะแค่ลำบาก เขาคิดว่าอายุขัยของตนคงสั้นลงไปสองปี
พอคิดว่าฉินเหยาต้องเผชิญหน้ากับเด็กสี่คนทุกวัน ความรู้สึกนับถือก็พลันบังเกิดขึ้นมา
ฉินเหยา “…” นางรู้สึกขอบคุณจริงๆ
เวลายังเช้าอยู่ ความเร็วในการเดินทางไปอำเภอจึงช้าลง แรงกระเทือนก็น้อยลงด้วย
ฉินเหยาไม่ได้เข้าอำเภอมาสองเดือนแล้ว ตอนนี้ผู้อพยพส่วนใหญ่แยกย้ายกันไปแล้ว ประตูเมืองเปิดใหม่อีกครั้ง แต่การตรวจตราเข้าออกเมืองกลับเข้มงวดกว่าเดิม
โชคดีที่ผู้ใหญ่บ้านเตรียมใบผ่านทางและเอกสารยืนยันต่างๆ ไว้พร้อมแล้ว การเข้าเมืองจึงนับว่าราบรื่นดี
อาวั่งไม่ได้เข้าเมืองไปด้วย เขาอยู่เฝ้ารถม้าด้านนอก ฉินเหยากับผู้ใหญ่บ้านเข้าเมืองแล้วก็มุ่งตรงไปยังจวนที่ว่าการอำเภอทันที
“เมียจ๋า! เมียจ๋า!”
ร่างในชุดสีฟ้าสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้า เดินเร็วๆ ตรงมาทางฉินเหยาอย่างตื่นเต้น
“เหตุใดเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้” ฉินเหยามองหลิวจี้ที่ยิ้มเผล่เข้ามาใกล้ด้วยความประหลาดใจ พลางเงยหน้ามองดูสีท้องฟ้า สำนักศึกษาเริ่มเรียนแล้ว เขาไม่อยู่ที่สำนักศึกษาแล้ววิ่งมาทำอะไรที่นี่?
หลิวจี้พยักหน้าทักทายผู้ใหญ่บ้านแล้วอธิบายว่า “ข้าคำนวณเวลาดูแล้ว เมียจ๋าไม่มาวันนี้ก็ต้องมาพรุ่งนี้ นี่ข้าออกมาเสี่ยงโชคดู ไม่คิดว่าจะเจอจริงๆ”
“พอเจอข้าแล้วเจ้าจะทำอะไร” ฉินเหยาเหลือบมองเขาอย่างสงสัย เขายิ้มราวกับดอกไม้ ดวงตาเป็นประกาย ราวกับว่าการได้พบนางเป็นเรื่องน่ายินดีเพียงใด แทบจะกระดิกหางอยู่ออกมาแล้ว
เอาอกเอาใจถึงเพียงนี้ ทำให้นางอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาไปก่อเรื่องอะไรมาอีกแล้ว
หลิวจี้ถูกสายตาเคลือบแคลงของนางจับจ้องก็ถอนหายใจอย่างจนใจ “เมียจ๋า เจ้าไปเมืองหลวงของมณฑลตั้งหลายวัน เราสองสามีภรรยานานๆ ทีจะได้พบหน้ากัน ข้าดีใจบ้างมิได้หรือ”
ผู้ใหญ่บ้าน “แค่กๆ!” กระแอมไอ แสดงตัวว่าตนผู้เป็นคนตัวเป็นๆ ยังอยู่ตรงนี้นะ!
หลิวจี้หาได้รู้ตัวไม่กลับไม่สำรวมแม้แต่น้อย ยิ้มหน้าระรื่นทำท่าจะเข้ามาควงแขนฉินเหยา แต่ถูกนางตบปัดออกไปทีหนึ่งพลางจ้องมองเขาตาเขม็ง เขาจึงยอมสงบเสงี่ยมนำทางคนทั้งสองไปยังที่ว่าการอำเภอ
“เมียจ๋า รู้ว่าเจ้าจะมาแจ้งเรื่องที่ทางการ ข้าจึงให้คนไปช่วยจัดการเรียบร้อยแล้ว พวกเราไปถึงก็ดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องรอต่อแถว” หลิวจี้กระซิบข้างหูนางอย่างเอาใจ
ฉินเหยาหรี่ตาลงทันที กดเสียงต่ำถามอย่างอันตราย “เจ้าบ้านี่ไปก่อเรื่องใหญ่โตอะไรมาอีกแล้ว ข้าแนะนำเจ้า รีบสารภาพผิดมาเสีย อย่างน้อยก็จะได้รับการผ่อนปรนโทษ!”