ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 309 หลิวจี้เจ้าบ้าไปแล้วหรือ
ปลายเดือนเจ็ด หลังเทศกาลจงหยวน แสงแดดที่แผดเผาก็เริ่มอ่อนลงบ้าง เดินอยู่ริมทุ่งนา บางครั้งก็สัมผัสได้ถึงลมเย็นสบายสายหนึ่ง เช่นเดียวกับรวงข้าวสีทองอร่ามที่หนักอึ้งในท้องทุ่ง ชวนให้ผู้คนเบิกบานใจ
ปีนี้ นาที่เพาะปลูกอย่างประณีตในหมู่บ้านล้วนใช้เมล็ดพันธุ์ที่คัดสรรมาอย่างดี ระหว่างนั้นยังใส่ปุ๋ยไปหลายครั้ง คอยจับตาดูศัตรูพืชอยู่ตลอดเวลา ดูแลประคบประหงมอย่างดีจนสุกงอม ในที่สุดก็ถึงฤดูเก็บเกี่ยวอันอุดมสมบูรณ์แล้ว
ขบวนรถม้าของโรงงานได้ส่งสินค้างวดแรกสำเร็จและกลับมาเรียบร้อยแล้ว พอฉินเหยาเอ่ยคำว่า “ได้แล้ว” ทั้งหมู่บ้านก็เริ่มต้นการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงอย่างคึกคัก
ครั้งนี้คึกคักอย่างแท้จริง เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่รวมตัวกันอยู่ที่โรงงานเครื่องเขียน ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวจึงทำตามข้อเสนอของฉินเหยา เพื่อไม่ให้การเก็บเกี่ยวล่าช้าจึงได้จ้างผู้อพยพที่ยังเหลืออยู่มาช่วยงาน
นอกจากค่าจ้างจะถูกแล้ว ยังทำให้ผู้อพยพเหล่านี้มีโอกาสหารายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย
ประชากรจากภายนอกเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน จำนวนคนสัญจรไปมาจึงมากกว่าปีก่อนๆ ถึงเท่าตัว
มองไปในหมู่บ้านแวบเดียวก็เห็นคนงานในโรงงาน ชาวบ้านเมืองหวงเชวี่ยที่มาสร้างถนนและผู้อพยพซึ่งเป็นคนงานชั่วคราวที่กำลังเก็บเกี่ยวข้าวในนา เกวียนวัวและรถม้าที่สัญจรไปมาบนถนน ผู้คนขวักไขว่ ราวกับเป็นตลาดนัดในเมืองเล็กๆ
ความจอแจเช่นนี้ดำเนินต่อไปกว่าครึ่งเดือน จนกระทั่งการเก็บเกี่ยวเข้าสู่ช่วงสุดท้าย คนงานชั่วคราวที่จ้างมาแยกย้ายกันไปจึงค่อยกลับสู่ความสงบเงียบดังเดิม
ระหว่างนั้น ใต้เท้านายอำเภอได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมตามตำบลและหมู่บ้านต่างๆ เพื่อตรวจสอบสถานการณ์การเก็บเกี่ยวในปีนี้
ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เขาได้มาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิว เมื่อเห็นผู้อพยพจากต่างถิ่นตามทุ่งนาและท้องถนนได้รับโอกาสในการเลี้ยงชีพตนเองก็รู้สึกประหลาดใจและยินดีอย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้เขายังกลัดกลุ้มเรื่องการจัดหาที่พักพิงให้ผู้อพยพที่ไม่ยอมเดินทางกลับบ้านเกิดเหล่านี้อยู่เลย พอมาดูที่หมู่บ้านตระกูลหลิว นี่มิใช่วิธีการที่พร้อมสรรพแล้วหรอกหรือ
ดังนั้น พอกลับถึงที่ว่าการอำเภอ สิ่งแรกที่ทำคือออกประกาศอย่างเป็นทางการ สนับสนุนให้เจ้าของที่ดินรายใหญ่ในตำบลต่างๆ จ้างผู้อพยพเป็นคนงานชั่วคราวมากขึ้น เพื่อดูแลคนน่าสงสารที่มาจากต่างถิ่นเหล่านี้
ไม่เพียงเท่านั้น ยังเน้นย้ำชื่นชมหมู่บ้านตระกูลหลิวเป็นพิเศษ สนับสนุนให้ทุกคนเรียนรู้จากชาวหมู่บ้านตระกูลหลิว เปิดใจให้กว้าง การสร้างถนน สร้างสะพาน สร้างบ้านล้วนเป็นงานที่ต้องการแรงงาน หากดำเนินการขึ้นมา นอกจากจะสามารถพัฒนาที่ดินของตระกูลด้วยต้นทุนต่ำแล้ว ยังสามารถมอบโอกาสในการดำรงชีวิตให้แก่ผู้อพยพเหล่านี้ได้อีกด้วย
หากเรื่องนี้ดำเนินการได้จริง ไม่เพียงแต่จะช่วยคลี่คลายความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านทั้งสองพื้นที่ แก้ไขปัญหาความยากลำบากในชีวิตของเหล่าผู้อพยพ ตัวนายอำเภอเองก็ยังสามารถเพิ่มผลงานอันงดงามให้ตนเองได้อีกด้วย นับเป็นการได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง
ทว่าความฝันนั้นสวยหรู แต่ความจริงนั้นโหดร้าย
การให้หมู่บ้านและตำบลอื่นๆ เรียนรู้จากหมู่บ้านตระกูลหลิวในการจ้างผู้อพยพเป็นคนงานชั่วคราวนั้นพอทำได้ แต่เรื่องซ่อมสะพาน ปูถนน สร้างบ้านอะไรนั่นลืมไปได้เลย พวกเขาไม่มีโรงงานเครื่องเขียนอย่างหมู่บ้านตระกูลหลิว ขนาดปากท้องของทุกคนก็ยังเป็นปัญหาอยู่เลย
ฤดูใบไม้ผลิเก็บเกี่ยวได้น้อย ตอนนี้ทุกคนต่างแบกหนี้ข้าวสารกันอยู่ โชคดีที่การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงนับว่าไม่เลว ชดใช้หนี้สิน จ่ายภาษีข้าวแล้ว ข้าวสารที่เหลือยังพอกินไปถึงปีหน้า
แตกต่างจากความน่าเวทนาของหมู่บ้านอื่น ปีนี้หมู่บ้านตระกูลหลิวนับว่าเก็บเกี่ยวได้ผลอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง
แม้นาที่เพาะปลูกอย่างประณีตจะไม่ได้ผลผลิตถึงหมู่ละห้าร้อยจินเหมือนบ้านฉินเหยาเมื่อปีที่แล้ว แต่โดยเฉลี่ยก็ได้ราวสี่ร้อยยี่สิบจิน เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ แล้ว ได้ข้าวสารเพิ่มขึ้นถึงสองสามส่วน
แม้แต่หลิวฟาไฉที่มักนินทาว่าร้ายครอบครัวฉินเหยาลับหลังอยู่เสมอ เมื่อเห็นผลผลิตของบ้านตนเองก็ยังส่งยิ้มขอบคุณให้ฉินเหยาอย่างจริงใจ
หลิวจี้ที่ใช้ผ้าโพกหน้าปิดหน้าไว้อย่างมิดชิดส่งเสียง ‘ชิ’ ใส่เขา หันหน้าไปกระซิบกับฉินเหยาที่นั่งอยู่บนเกวียนวัวว่า “เมียจ๋า เจ้าอย่าได้เชื่อเขานะ คนประเภทนี้เสแสร้งที่สุด พอหันหลังก็สาปแช่งเจ้าเหมือนเดิมนั่นแหละ”
ฉินเหยามองเขาอย่างระอาใจ ตบที่ว่างข้างๆ หลิวจี้ยิ้มร่านั่งลงบนคานเกวียนทันที บังคับวัว บรรทุกข้าวสารที่เก็บเกี่ยวมาได้กลับบ้าน
ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่า การที่เขาเก็บอาวั่งกลับมาเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดที่สุด!
งานหนักอย่างการเกี่ยวข้าวและนวดข้าวล้วนตกเป็นของอาวั่งและคนงานชั่วคราวซึ่งเป็นผู้อพยพที่จ้างมา
เขาเพียงแค่บังคับเกวียนวัวของบ้านอย่างสบายอารมณ์ มาถึงริมนา ขนข้าวเปลือกที่นวดแล้วขึ้นเกวียนแล้วนำกลับบ้าน
แต่แดดแรง ยังคงร้อนอยู่บ้าง หลิวจี้กระชับผ้าโพกหน้าให้ดี หยิบหมวกสานขึ้นมาบังแดดให้ฉินเหยาอย่างเอาอกเอาใจยิ่งพลางส่งเสียงหัวเราะฮี่ๆ ให้นาง
มุมปากฉินเหยากระตุกเล็กน้อย ฉวยหมวกสานมาสวมบนศีรษะตนเองพลางคิดในใจ เจ้าหลิวสามนี่คงมิใช่ถูกใครทำของใส่แล้วกระมัง
เมื่อก่อนเขาอู้งานเล่นลูกไม้ นางก็ลงมือตีเขาทันที
แต่ตอนนี้เขาเพียงแค่เดินวนเวียนรอบตัวนางเท่านั้น ทว่ากลับขยันขันแข็งยิ่งนัก นางต้องการสิ่งใด ความคิดเพิ่งผุดขึ้นมา ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ของที่ต้องการก็ถูกส่งมาถึงตรงหน้าแล้ว
พอเห็นดวงตาที่ดูจริงใจเป็นพิเศษยามไม่ก่อเรื่องคู่นั้น ฝ่ามือที่เงื้อขึ้นของฉินเหยาก็จำต้องลดลงอย่างแข็งขืน
ถึงหน้าประตูบ้านแล้ว หลิวจี้ร้องสั่งให้เจ้าวัวต้าชิงหยุด เขากระโดดลงจากคานเกวียนก่อน อ้อมไปอีกฝั่งแล้วยื่นมือออกไปทำท่าจะประคองนางลงจากเกวียน
หลิวจี้เจ้าบ้าไปแล้วหรือ” ฉินเหยาปัดมือที่ยื่นมาออก ชี้ปลายจมูกเขาแล้วเอ่ยเตือน “เจ้าอยู่ห่างมารดาผู้นี้ไว้หน่อยเป็นดี มิฉะนั้นข้าจะซัดเจ้าให้ตาย!”
หลิวจี้ยิ้มยียวนสองทีพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้ จับมือนางขึ้นตบใบหน้าตนเอง “เมียจ๋าตีข้าคือชอบข้า ข้าไม่เสียใจไม่แค้นเคืองเลยแม้แต่น้อย…”
ดังนั้นฝ่ามือหนักๆ จึงตบผัวะลงบนใบหน้าหล่อเหลาน่าตบดวงนั้นทันที
หลิวจี้ไม่ทันตั้งตัว ร้องเสียงหลง กุมหน้าถอยหลังไปสิบกว่าก้าว ชนเข้ากับบานประตูอย่างจัง เขาตกตะลึงอย่างยิ่ง “เมียจ๋า เจ้าตีข้าจริงหรือเนี่ย!”
ฉินเหยา “จะตีก็ตี ยังต้องเลือกวันด้วยรึ ไสหัวไป!”
“ขอรับ!” ผู้รู้จักกาลเทศะคือยอดคน หลิวจี้รีบไสหัวเข้าบ้านไปอย่างว่องไว
พอคิดอีกที ดูเหมือนจะไม่ต้องทำงานแล้วสิ หากมิใช่ว่าหน้ายังเจ็บอยู่ เกรงว่าคงจะหัวเราะออกมาดังๆ แล้ว
ฉินเหยาสะบัดมือตนเองแล้วเช็ดกับเสื้อผ้าพลางเลิกคิ้วอย่างรังเกียจ “อัปมงคลเสียจริง”
นางขนข้าวเปลือกบนเกวียนวัวลงมาเพียงลำพัง เทลงบนเสื่อตากข้าวแล้วใช้คราดไม้เกลี่ยให้สม่ำเสมอ ปัดมือแล้วขับเกวียนวัวไปที่นาต่อ
ก่อนไปยังตะโกนเข้าไปในบ้านเสียงดังว่า “ทุกครึ่งชั่วยามให้กลับข้าวเปลือกหนึ่งครั้ง!”
เมื่อมีเสียงตอบรับดังมาจากในบ้าน ฉินเหยาจึงค่อยจากไป
เหลือข้าวเปลือกเพียงเกวียนสุดท้ายแล้ว พอถึงทุ่งนา ฉินเหยาจึงจอดเกวียนไว้ริมทาง ขนข้าวเปลือกทั้งหมดมาใส่จนเต็มแล้วหยิบถุงเงินออกมาจ่ายค่าจ้างให้คนงานชั่วคราวที่จ้างมา ส่งคนกลับไป
ปีนี้ข้าวแปดหมู่ เก็บเกี่ยวข้าวเปลือกได้ทั้งหมดสามพันห้าร้อยยี่สิบจิน
ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าปีนี้ภาษีข้าวยังคงเก็บหนึ่งส่วนจากสิบห้าส่วน หักภาษีข้าวไปสองร้อยสามสิบห้าจินก็เหลือข้าวสารสามพันสองร้อยแปดสิบห้าจิน
ข้าวเปลือกตากแห้งสีเอาเปลือกออก น้ำหนักจะลดลงอีกสองส่วน เพียงพอสำหรับเจ็ดชีวิตในครอบครัวกินได้หนึ่งปี
แต่แกลบข้าวยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ ใช้เลี้ยงสัตว์ทั้งสองตัวที่บ้านได้ พอจะนับว่าเลี้ยงทั้งครอบครัวได้อยู่
บนเกวียนวัว อาวั่งถามอย่างคาดหวัง “ฮูหยิน ที่บ้านมีรำข้าวมากขนาดนี้ ข้าเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดสักสองสามตัวได้หรือไม่ขอรับ”
ฉินเหยามองอาวั่งอย่างประหลาดใจ “เจ้าทำงานในไร่มากมายขนาดนี้ยังไม่เหนื่อยอีกหรือ”
แววตาของอาวั่งแน่วแน่ “ข้าไม่เหนื่อยขอรับ”
เขาชอบทำเกษตร!
การเลี้ยงวัวเลี้ยงม้า ปลูกแตงปลูกถั่ว ลงนาดูแลพืชผล การเฝ้ามองวัวม้าแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ต้นกล้าผักเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ในใจของเขารู้สึกสงบสุข
ฉินเหยาถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเห็นแววตาอันบริสุทธิ์และพึงพอใจของอาวั่ง จริงดังว่าคนเรานั้นแตกต่างกันมาก
นางเบื่อหน่ายงานเกษตรที่จุกจิกน่าเบื่อและไม่มีวันทำเสร็จเหล่านี้เต็มทีแล้ว
“ได้สิ เจ้าอยากเลี้ยงก็เลี้ยงเถอะ แต่ข้ามีข้อแม้ข้อหนึ่ง คือต้องไม่ส่งกลิ่นเหม็นมารบกวนข้า ต้องดูแลความสะอาดให้ดี” ฉินเหยาบอกเงื่อนไขไว้ล่วงหน้า
อาวั่งราวกับได้รับรางวัลอันล้ำค่า เขาพยักหน้ารับคำทันที แม้จะไม่ยิ้ม แต่ศีรษะก็ส่ายไหวไปมาโดยไม่รู้ตัว ทำให้สามารถรับรู้ถึงความสุขของเขาได้อย่างง่ายดาย
ฉินเหยาส่ายหน้าอย่างขบขัน พลันรู้สึกว่าเขาก็น่ารักดีเหมือนกัน
ยกเว้นตอนฆ่าคนน่ะนะ!