ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 310 ความรู้สึกพิเศษในชีวิตประจำวัน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 310 ความรู้สึกพิเศษในชีวิตประจำวัน
เกวียนวัวมาถึงหน้าประตูบ้าน ข้าวเปลือกใหม่ถูกนำลงมาก่อน วางไว้ที่โคนกำแพงด้านในประตู วันนี้ยังไม่ถึงคราวนำพวกมันไปตากจึงวางไว้ก่อน รอพรุ่งนี้เช้าเมื่อตะวันขึ้นค่อยนำออกมาตาก
ข้าวที่ตากบนเสื่อพอหมาดแล้วก็เก็บขึ้นมา รอจนแสงสุดท้ายตรงขอบฟ้าลับหายไป การงานอันยุ่งเหยิงของวันจึงสิ้นสุดลง
ฉินเหยารู้สึกเหนียวเหนอะหนะและคันไปทั้งตัว เพียงอยากอาบน้ำให้สบายตัว
อาวั่งไปต้มน้ำ หลิวจี้อู้งานวิ่งไปยังตีนเขาเพื่อเรียกเด็กสี่คนที่วิ่งซนหายไปไหนก็ไม่รู้ให้กลับบ้าน ถือโอกาสนำหีบเงินจากโรงโม่น้ำกลับมาด้วย
สองสามวันนี้กังหันน้ำไม่เคยหยุดหมุน ทุกครัวเรือนต่างรอไม่ไหวที่จะสีข้าวสารใหม่ออกมาสักถังเพื่อลองชิมรสชาติ
ผู้ใหญ่บ้านเห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็ไปหารือกับหัวหน้าตระกูลแล้ว เตรียมระดมทุนในหมู่บ้านเพื่อสร้างโรงโม่ขนาดใหญ่เหมือนกับที่หมู่บ้านเซี่ยเหอ เพื่อให้แต่ละบ้านได้ใช้งานสะดวก
เคยสบายแล้วกลับไปลำบากนั้นยากยิ่ง บัดนี้โรงโม่แบบเก่าที่ใช้แรงคนถูกทิ้งร้าง ไม่มีใครอยากไปเลย มีเพียงกังหันน้ำของบ้านฉินเหยาอันเดียวนี้ การใช้งานจึงค่อนข้างแน่นอยู่บ้าง
ฉินเหยาเองก็ไม่ใส่ใจเท่าใดนัก ต้นทุนโรงโม่น้ำที่บ้านได้คืนมานานแล้ว อีกทั้งทุกสามถึงห้าวันต้องตรวจซ่อมครั้งหนึ่งก็นับว่ายุ่งยาก หากในหมู่บ้านเปลี่ยนไปใช้โรงโม่ใหญ่ โรงโม่เล็กของนางก็เก็บไว้ใช้เองได้
ลมเย็นในยามค่ำพัดโชยมา เมื่อร่างกายเริ่มเย็นลง อาวั่งก็เตรียมน้ำที่อุ่นพอดีไว้ในห้องอาบน้ำแล้ว
ฉินเหยานึกถึงสบู่หอมที่ตนกับอาวั่งทำไว้เมื่อเดือนก่อนซึ่งผึ่งลมไว้บนยุ้งฉางในสวนหลังบ้านตลอดมา บัดนี้น่าจะนำมาใช้ได้แล้ว
เมื่อนึกถึงความเหนื่อยยากจากการเก็บเกี่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วงหลายวันนี้ ตอนนี้งานก็เสร็จสิ้นแล้ว ฉินเหยาจึงตัดสินใจจะให้รางวัลตนเองสักหน่อย สร้างความรู้สึกพิเศษเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นมา
นางรีบเดินไปยังสวนหลังบ้าน ปีนขึ้นไปยังยุ้งฉาง นำตะกร้าไผ่ที่แขวนอยู่บนคานลงมา ยังไม่ทันเข้าใกล้ก็ได้กลิ่นหอมหวานของดอกไม้โชยมาแล้ว
เป็นกลิ่นที่เกิดจากการผสมผสานน้ำหวานจากดอกไม้หลายชนิด ไม่ฉุนจัด เป็นกลิ่นหอมสะอาดจางๆ คล้ายกับยามมีคนเดินผ่าน ทิ้งกลิ่นไว้เพียงแผ่วเบาแล้ววาบผ่านหายไป แต่กลับทำให้ผู้คนรู้สึกสดชื่นเบิกบานใจ
ฉินเหยาคิดในใจ ดูไม่ออกเลยว่าอาวั่งยังเป็นยอดฝีมือด้านการปรุงเครื่องหอมอีกด้วย ทำให้นางยิ่งตั้งตารอการอาบน้ำในวันนี้มากขึ้น
“ท่านแม่!”
เสียงเรียกอันตื่นเต้นของซื่อเหนียงดังมาจากหน้าประตู
หลิวจี้ทั้งบ่นทั้งด่านำเด็กทั้งสี่คนที่ไปคลุกโคลนกลับมาบ้าน ต้าหลางและเอ้อร์หลางพอเข้าประตูมาก็วิ่งตรงมาทางฉินเหยา ชูตะกร้าปลาของตนเพื่ออวดผลงานที่ได้มาในวันนี้ให้นางดู
ปูสีเขียวอัดแน่นอยู่ในตะกร้าปลาใบเล็ก ขาปูไต่ไปมา ครูดกับเนื้อไม้ไผ่ เกิดเป็นเสียงสวบสาบที่ทำให้คนฟังขนลุก
ต้าหลางกล่าวอย่างดีใจ “พวกเราไปจับมาจากลำธารเล็กในภูเขา ตัวใหญ่แล้วก็มีแรงเยอะด้วย ท่านอาสี่บอกให้เอากลับมาให้อาวั่งเลือกตัวใหญ่ๆ ไปนึ่งกิน เนื้อมันหวานมากเลย!”
ฉินเหยาเหลือบมอง โบกมือพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “อาวั่ง คืนนี้มีอาหารพิเศษเพิ่ม!”
ต้าหลางและน้องชายอีกสองคนรีบกอดตะกร้าปลาของตนวิ่งเข้าไปในครัว ไม่นานข้างในก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างตื่นเต้นของพวกเขา
ซื่อเหนียงพยายามชูดอกไม้ป่ากำใหญ่ในมือ “ท่านแม่! มองข้าสิ มองข้า!”
วันนี้เด็กหญิงตัวน้อยตามพวกพี่ชายขึ้นภูเขาไป ศีรษะเต็มไปด้วยเมล็ดหญ้า ทรงผมยุ่งเหยิง ประกอบกับสีหน้าคาดหวังนั้น ทั้งน่าขำทั้งน่าเอ็นดู
ฉินเหยาถือสบู่หอมเดินเข้าไปหาเด็กหญิงตัวน้อย ดอกไม้ป่ากำใหญ่สีม่วงสลับขาวถูกซื่อเหนียงที่พยายามเขย่งปลายเท้ายื่นส่งมาตรงหน้า “ท่านลองดมดูสิ หอมมากเลยนะ~”
ฉินเหยาสูดดมครั้งหนึ่ง หอมจริงๆ ด้วย
เหลือบมองสบู่หอมในมือ ฉินเหยามองไปยังข้างโอ่งน้ำ “เจ้าไปเอาจานกระเบื้องที่บิ่นเมื่อวานมาที”
หลิวจี้เพิ่งล้างหน้าด้วยน้ำเย็น กำลังคิดจะนั่งพักสักครู่ ไม่อยากขยับตัวนักจึงคว้าตัวเอ้อร์หลางที่วิ่งออกมาล้างเท้าเปื้อนโคลนไว้ “ไป เอาจานกระเบื้องที่บิ่นใบนั้นมาให้แม่เจ้า”
คนขี้เกียจตัวพ่อใช้คนขี้เกียจตัวลูก เอ้อร์หลางดึงซานหลางที่อยู่ในกะละมังขึ้นมา “เจ้าไป”
ซานหลางร้องอ้อคำหนึ่ง ยกขาแล้ววิ่งออกไปทันทีราวกับมีพละกำลังเหลือเฟือ ใช้เท่าไรก็ไม่หมด
“ท่านแม่ นี่ขอรับ” ซานหลางรวดเร็วมาก พริบตาเดียวก็ยื่นจานให้ฉินเหยาแล้ววิ่งกลับไปที่ข้างโอ่งน้ำเพื่อล้างโคลนที่เปื้อนขาต่อ
ต้าหลางถือปูตัวเล็กที่อาวั่งคัดเหลือไว้ออกมาจากครัว ตั้งใจจะแช่น้ำเลี้ยงพวกตัวเล็กนี่ไว้คืนหนึ่งก่อน พรุ่งนี้กลางวันค่อยนำไปทอดกินเป็นของว่าง
ฉินเหยาให้เขาช่วยหยิบหินลับมีดที่ข้างเท้า ขัดขอบจานกระเบื้องที่คมให้เรียบ จากนั้นวางสบู่หอมลงไป รับดอกไม้สีม่วงขาวช่อเล็กที่ซื่อเหนียงตั้งใจเลือกมาวางตกแต่งไว้ข้างๆ
จานกระเบื้องสีดิน ภายในวางสบู่หอมรูปทรงไข่ไก่สีเหลืองอ่อน ตัดกับดอกไม้สีม่วงขาวอย่างลงตัว สีสันนั้นสดใส งดงามประณีต เต็มเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศแห่งความพิถีพิถัน!
ซื่อเหนียงร้อง “ว้าว” ออกมาคำหนึ่ง รีบวิ่งเข้าห้องตนเองไปหาเสื้อผ้าสะอาดออกมาแล้วเกาะอยู่บนหลังฉินเหยา จะขออาบน้ำด้วยกัน
หลิวจี้พึมพำ “ทำเป็นเล่นใหญ่ไปได้~”
แต่ร่างกายกลับซื่อตรง เดินไปยังมุมกำแพงสวนหลังบ้าน ค้นหากระถางดินเผาแตกๆ ที่ไม่ใช้แล้วสองสามใบ เลียนแบบท่าทางเมื่อครู่ของฉินเหยา ขัดรอยแตกให้เรียบ จากนั้นนำดอกไม้ป่าที่ซื่อเหนียงวางทิ้งไว้ตรงระเบียงมาแบ่งปักลงในกระถางดินเผา
วางกระถางหนึ่งไว้บนโต๊ะในห้องโถง อีกกระถางหนึ่งไว้บนโต๊ะเตี้ยข้างเสื่อในลานบ้าน กระถางสุดท้ายแอบย่องราวกับขโมยเอาเข้าไปวางไว้ในห้องนอนของฉินเหยา ตั้งไว้ตรงข้างชั้นวางอาวุธตรงหัวเตียง
แสงเทียนสลัวๆ ในลานบ้านส่องผ่านหน้าต่างที่บุด้วยกระดาษ นำพาไออุ่นจางๆ เข้ามาในห้อง ช่อดอกไม้สีม่วงยิ่งเพิ่มสีสันอันงดงามชวนฝันให้กับไออุ่นจางๆ นี้
หลิวจี้ตบมืออย่างพอใจ ปิดประตูห้องแล้วค่อยๆ ย่องถอยออกไป
เขาเพิ่งก้าวเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าล้างตา ฉินเหยาก็ก้าวเท้าตามเข้ามาในห้อง ตรวจดูว่าเงินที่ตนแขวนไว้บนคานหายไปหรือไม่
พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นสีม่วงชวนฝันนั้น อารมณ์พลันผ่อนคลายลงทันที ปล่อยร่างกายทิ้งตัวลงบนเตียงใหญ่อันอ่อนนุ่ม มองหน้าต่างที่สะท้อนแสงอบอุ่น สูดกลิ่นอายชีวิตประจำวันที่ลอยมาจากในครัว ความรู้สึกขอบคุณพลันก็บังเกิดในใจ
ขอบคุณสวรรค์ที่ให้นางได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง ขอให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล แว่นแคว้นร่มเย็น ประชาชนเป็นสุข
……
สวรรค์เบื้องบนราวกับได้ยินคำอธิษฐานของผู้คน ฝนในปีนี้มาได้พอดิบพอดี
หลังสิ้นสุดการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง ข้าวเปลือกทั้งหมดถูกตากจนแห้ง หมู่บ้านตระกูลหลิวก็ประสบกับฝนห่าใหญ่ครั้งแรกของต้นฤดูใบไม้ร่วง
เหล่าผู้อพยพในขบวนสร้างถนนในที่สุดก็ได้อาศัยช่วงฝนตกนี้ หยุดพักผ่อนสักสองวัน
หมู่บ้านเล็กๆ ที่ถูกม่านฝนปกคลุม ดูราวกับภาพวาดทิวทัศน์ภายใต้หมึกจากฝีมือจิตรกรเอก ท้องฟ้าอันมืดครึ้มกดทับสีสันทั้งมวลให้กลายเป็นเพียงสีเทาขาว
จากที่แต่ไกลลิบ จะแลเห็นหมอกขาวลอยออกมาจากโรงงานปากทางเข้าหมู่บ้าน เด็กเลี้ยงวัวสวมเสื้อกันฝนฟางคลุมกาย สวมหมวกงอบกำลังต้อนวัวอย่างขะมักเขม้น
สายฝนกลบเสียงผู้คน โลกพลันเงียบสงัด เหลือเพียงเสียงฝนที่ดังซ่าซ่า
เพราะฝนตกหนักจึงไปร่ำเรียนมิได้ พวกต้าหลางสี่พี่น้องจึงนั่งเรียงกันอยู่ที่ประตูห้องโถง เท้าคางมองรางระบายน้ำในลานบ้านที่น้ำไหลดังซ่าๆ ดวงตากลอกไปมา ดูออกทันทีว่าอยากจะลงไปย่ำน้ำเล่น
อาวั่งนั่งเด็ดถั่วลิสงอยู่ใต้ชายคา มองปราดเดียวก็รู้ว่าพวกเด็กๆ อยากลองเต็มแก่
หันหน้าไปมองห้องเล็กข้างๆ แวบหนึ่ง ฮูหยินกำลังตรวจการบ้านของนายท่านใหญ่ในช่วงสองเดือนนี้ มิได้สังเกตมาทางนี้เลย
ดังนั้นอาวั่งจึงวางงานในมือลง ลุกขึ้นเข้าไปในห้องโถง หยิบเอาเสื้อกันฝนฟางและหมวกงอบที่แขวนอยู่บนผนังลงมาทั้งหมด
มิต้องให้เขาเอ่ยปาก สี่พี่น้องก็รีบรับไปสวมใส่ทันที จากนั้นก็เข้าแถวตามหลังอาวั่ง ย่องไปที่สวนหลังบ้านราวกับเป็นหัวขโมย
เสียงดัง “แปะ!” ซื่อเหนียงกระโดดเข้าไปในม่านฝนก่อนใคร นางมองดูน้ำที่กระเซ็นสูงข้างเท้า ยกมือขึ้นปิดปาก หัวเราะจนตาหยี
มีคนยินดีก็ย่อมมีคนเศร้าโศก
ขณะนี้หลิวจี้ที่อยู่ในห้องเปรียบเสมือนสมุนไพรในเตาหลอม ที่กำลังถูกทดสอบด้วยคำถามทีละข้อๆ จากฉินเหยา ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส รู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น
………………..