ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 317 สองสามีภรรยาผู้ใจใหญ่
ตอนที่ 317 สองสามีภรรยาผู้ใจใหญ่
………………..
มหาบัณฑิตกำลังจะมาเยือน พวกต้าหลางสี่พี่น้องกังวลจนนอนไม่หลับตลอดคืน
แม้แต่ฉินเหยาก็ยังรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย ในใจครุ่นคิดคำนวณว่ายังอีกไกลเพียงใดกว่าหลิวจี้จะคารวะอาจารย์สำเร็จ ปีหน้าครอบครัวตนจะสามารถได้รับการยกเว้นการเกณฑ์แรงงานและภาษีอากรได้หรือไม่ ความคิดวนเวียนไม่หยุด กว่าจะหลับได้ก็ใช้เวลานาน
ตรงกันข้ามกับหลิวจี้และอาวั่ง ผู้หนึ่งนอนหลับฝันดีเป็นเรื่องเป็นราว ส่วนอีกผู้หนึ่งสมกับเป็นผู้ที่เห็นคนใหญ่คนโตมามาก จิตใจจึงไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย
ยามเช้า หลิวจี้ตื่นขึ้นมาตามนาฬิกาชีวิตของตน แต่ในวันนี้เขาไม่ได้ท่องตำรายามเช้า หากแต่ส่งอาวั่งออกไปเฝ้าอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน
ทันทีที่พบเห็นขบวนของตระกูลฉีก็ให้กลับมาแจ้งเขาโดยพลัน เพื่อไม่ให้พลาดการต้อนรับทันท่วงที
อาวั่งมองไปยังเตาไฟอย่างลังเล หลิวจี้ก็เข้าใจในทันทีจึงโบกมือไล่อาวั่ง “เจ้ารีบไปเถิด ที่นี่ยกให้นายท่านใหญ่อย่างข้าจัดการเอง!”
ยามยังไม่มีอาวั่ง การซักผ้าและทำอาหารในบ้านสิ่งใดเล่าที่เขาไม่ได้ทำ การเตรียมอาหารเช้าเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น เขาเองก็ชำนาญอยู่แล้ว
อาวั่งมองอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่านายท่านใหญ่ของเขาทำได้จริงๆ จึงไปที่โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ จูงเหล่าหวงออกมาแล้วไปรออยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้านตามคำสั่ง
การก่อสร้างถนนคืบหน้าอย่างรวดเร็วมาก บัดนี้สร้างเสร็จไปเก้าส่วนแล้ว เหลือเพียงส่วนสุดท้ายเล็กน้อย คาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนเข้าสู่เดือนเก้า
อาวั่งทำงานน่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้นายท่านใหญ่ของตนพลาดการต้อนรับแขกผู้มีเกียรติในทันทีจึงใช้เวลาสองเค่อขี่ม้ามาถึงทางแยกหมู่บ้านเซี่ยเหอ ปล่อยม้าให้กินหญ้าไปพลาง ส่วนตนก็เฝ้ามองถนนไปพลาง
ตลอดทั้งเช้า อาวั่งพาเหล่าหวงเล็มหญ้าริมฝั่งแม่น้ำหมู่บ้านเซี่ยเหอจนหมด จนกระทั่งดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงเล็กน้อย เขาจึงพาเหล่าหวงมาที่ถนนใหญ่ ทอดสายตามองไปยังถนน
จากเวลาออกเดินทางที่ฮูหยินได้แจ้งไว้ในจดหมาย พอจะคาดคะเนเวลาที่คณะของตระกูลฉีจะเดินทางมาถึงโดยประมาณได้ว่าน่าจะอยู่ในช่วงบ่ายนี้
ทว่าปกติแล้วเขาไม่ชอบที่จะเสียเวลาชี้แจงกับนายท่านใหญ่จึงได้แต่ทำตามคำสั่งของเขาด้วยการมาถึงเสียแต่เนิ่นๆ
หากอิงตามความคิดของอาวั่ง เพียงแค่หลังยามอู่เล็กน้อย นายท่านใหญ่ขี่ม้าไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหอก็น่าจะสามารถเห็นขบวนของตระกูลฉีที่เดินทางมาจากตัวเมืองได้พอดี
นายน้อยจากตระกูลใหญ่ออกเดินทางอย่างไม่เป็นทางการ อย่างน้อยก็ต้องมีผู้คุ้มกันอย่างน้อยสิบคน เพิ่มด้วยเด็กรับใช้ข้างกายที่คอยรับใช้นายอย่างใกล้ชิดอีกคน สาวใช้อีกคน และสารถีอีกสองคน รวมกันแล้วประมาณยี่สิบคน ขบวนเดินทางที่ใหญ่โตเอิกเกริกถึงเพียงนี้ ยามปรากฏตัวย่อมต้องดึงดูดสายตาของผู้คนรอบข้างทั้งหมด
เสียงอึกทึกครึกโครมของชาวบ้านหมู่บ้านเซี่ยเหอพลันดังขึ้นในหู อาวั่งที่กำลังใช้กิ่งไม้เกาหลังให้ม้าอยู่ใต้ต้นไม้จึงเงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องถนน
เห็นเพียงผู้คุ้มกันสองกลุ่มขี่ม้าสูงใหญ่กำลังอารักขารถม้าคันงามที่ทาด้วยสีดำสนิทและวาดลวดลายขอบทองไว้ตรงกลาง เคลื่อนตัวมายังทางเข้าหมู่บ้านเซี่ยเหออย่างช้าๆ
ครั้นเมื่อถึงทางแยกปากทางเข้าหมู่บ้าน หนึ่งในผู้คุ้มกันที่เป็นหัวหน้าก็โบกมือให้ขบวนหยุดแล้วลงจากหลังม้าเพื่อสอบถามเส้นทางกับชาวบ้าน
“ท่านป้า ขอเรียนถามว่า หากจะไปหมู่บ้านตระกูลหลิว ต้องใช้เส้นทางใดหรือ”
เมื่อได้ยินคำถามนั้น ในใจของอาวั่งก็บังเกิดความมั่นใจขึ้นมาทันที
แต่ทว่าระหว่างทางที่เร่งม้ากลับเข้าหมู่บ้านเพื่อแจ้งข่าว เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดในใจอยู่หลายครั้งหลายครา คาดไม่ถึงเลยว่านายท่านใหญ่ของบ้านตนที่ดูราวกับเป็นเพียงของประดับกลับสามารถเชิญมหาบัณฑิตมาได้จริงๆ!
นี่เป็นครั้งแรก ที่ความคิดของอาวั่งซึ่งมองว่านายท่านใหญ่ของตนเป็นเพียงของประดับนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อย
บางที… อาจจะ… หรือว่า… โชคดีก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถเช่นกัน
ทันทีที่อาวั่งขี่ม้าเข้ามาในหมู่บ้าน หลิวจี้และบุตรทั้งห้าคนที่ยืนชะเง้อมองอยู่ที่ลานหน้าประตูบ้านตลอดทั้งเช้าจนสิ้นเรี่ยวแรงแล้วก็พลันมีชีวิตชีวากลับมาในทันใด
ฉินเหยาซึ่งนอนพักกลางวันอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ในลานบ้านก็หูผึ่งขึ้นเล็กน้อย นางรีบลืมตาขึ้นในทันทีและตะโกนไปยังนอกลานบ้านด้วยความมั่นใจว่า “อาวั่งกลับมาแล้ว”
หลิวจี้มองเห็นคนที่อยู่บนหลังม้าได้ชัดเจนแล้วจึงรีบพยักหน้ารับ “ใช่แล้ว ใช่แล้ว เป็นอาวั่ง”
อาวั่งควบม้ามาจนถึงหน้าประตูบ้านอย่างรวดเร็ว กระตุกบังเหียนแล้วพลิกตัวลงจากหลังม้า คุกเข่าลงข้างหนึ่งตรงหน้าหลิวจี้ ท่วงท่าทั้งหมดราบรื่นเป็นหนึ่งเดียวกัน เขารายงานว่า
“นายท่านใหญ่ เมื่อสองเค่อก่อนพบขบวนรถม้าของตระกูลฉีที่ปากทางเข้าหมู่บ้านเซี่ยเหอขอรับ บัดนี้น่าจะกำลังเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านแล้ว ท่านไปให้การต้อนรับในตอนนี้ ก็น่าจะพบกันที่กลางทางพอดี”
พอหลิวจี้ได้ฟังหัวใจก็เต้นไม่เป็นส่ำ เขารีบวิ่งเข้าไปในลานบ้าน “เมียจ๋า เจ้าว่าข้าต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือไม่ พวกเราจะขี่ม้าไปหรือนั่งรรถม้าไปดี”
“พวกเราหรือ” ฉินเหยาลุกจากเก้าอี้เอนแล้วเลิกคิ้วขึ้น เมื่อเห็นหลิวจี้มีสีหน้าจริงจังจึงเริ่มรู้สึกถึงความเร่งด่วนในการต้อนรับแขกผู้สูงศักดิ์ที่กำลังจะมาถึง
สิ่งที่ควรเตรียมก็ยังคงต้องเตรียม พวกเขาอุตส่าห์มาเยือนสักครั้ง จะปล่อยให้แขกรู้สึกว่าถูกละเลยไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
เพียงแต่ สองสามีภรรยาผู้ใจใหญ่ไม่ใคร่จะทุกข์ร้อนคู่นี้จนถึงบัดนี้ยังไม่ได้เตรียมการใดๆ เลย ส่วนขนมไหว้พระจันทร์และน้ำชาที่วางไว้ในห้องโถงเพื่อรับรองแขกนั้นไม่นับ
ฉินเหยาพลันนึกถึงปัญหาสำคัญขึ้นมาได้จึงโบกมือเป็นสัญญาณให้หลิวจี้พาเด็กๆ ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ดูดีขึ้น ส่วนตนเองกลับเข้าห้องไปหยิบเสื้อคลุมผ้าฝ้ายตัวหนึ่งมาสวมทับ คว้าปิ่นปักผมที่เด็กๆ เคยมอบให้ขึ้นมา ขณะกำลังมวยผมก็เรียกหาอาวั่ง
“ฮูหยินมีสิ่งใดจะสั่งการหรือขอรับ” อาวั่งรีบวิ่งเหยาะๆ มาที่ลานบ้านทันที
ฉินเหยาเอ่ยถามว่าอีกฝ่ายมากันกี่คน อาวั่งตอบตามจริงว่า “มีผู้คุ้มกัน เด็กรับใช้ข้างกาย สาวใช้ สารถี แล้วก็ยังมีคุณชายน้อยตระกูลฉีและกงเหลียงเหลียว รวมทั้งหมดทั้งคณะเดินทางก็มียี่สิบคนขอรับ”
ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก มองสบตากับห้าพ่อลูกที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วเดินออกมาจากห้อง ห้าพ่อลูกก็ผงะไปอย่างเห็นได้ชัด
“ท่านแม่ บ้านของพวกเรามิอาจจุคนจำนวนมากถึงเพียงนี้ได้นะขอรับ” ต้าหลางกล่าวเตือนด้วยความตกใจ
หลิวจี้เกาศีรษะแกรกๆ “ข้าก็นึกว่ารวมสารถีและผู้คุ้มกันแซ่สือผู้นั้นแล้ว อย่างมากก็มีเพียงสี่ห้าคนเท่านั้น ยังคิดว่าจะให้ท่านอาจารย์พักอยู่ที่บ้านของพวกเราแล้วให้ฉีเซียนกวนและบรรดาผู้คุ้มกันกับสารถีของเขาพักอยู่ที่บ้านว่างในหมู่บ้านเป็นการชั่วคราว…”
ก็มิแปลกที่เขาจะคิดเช่นนั้น อย่างไรเสียสำหรับสามัญชนคนธรรมดาแล้ว การเดินทางใกล้ๆ เพียงครั้งเดียว มีแค่สารถีขับรถม้ากับมีผู้คุ้มกันอีกสักคนก็นับว่าเพียงพอแล้ว
หาได้รู้ไม่ว่า คุณชายตระกูลใหญ่ยามออกนอกบ้าน แม้จะนำคนสิบเจ็ดสิบแปดคนติดตามไปก็นับว่าถ่อมตนมากแล้ว
ขนาดหลิวจี้ซึ่งเป็นคนในยุคนี้เองยังคาดคิดไม่ถึง ฉินเหยาผู้มาจากยุควันสิ้นโลกยิ่งมิอาจคาดคิดถึงเรื่องเหล่านี้ได้ ในยุคของพวกนางนั้น หาได้มีผู้ใดออกนอกบ้านแล้วยังพาระบบพ่อบ้านทั้งชุดติดตามไปด้วยไม่
หรืออาจจะมีบ้าง ทว่านั่นก็เกินกว่าขอบเขตที่คนธรรมดาจะจินตนาการได้แล้ว
เรื่องเร่งด่วนในยามนี้ คือต้องรีบหาที่พักให้คนกลุ่มนี้เสียก่อนจึงจะดี
ฉินเหยาตัดสินใจแบ่งกำลังเป็นสองทาง ให้หลิวจี้นำเหล่าเด็กๆ ขับรถม้าไปรับคนที่กลางทาง
ส่วนนางจะไปพบผู้ใหญ่บ้านเพื่อขอใช้บ้านว่างสักสองหลัง ครั้นถึงเวลาก็ให้หลิวจี้นำคนเหล่านั้นกลับมากินข้าวที่บ้านก่อน ส่วนนางจะฉวยโอกาสนี้ เรียกทุกคนที่เรือนเก่ามาช่วยกันทำความสะอาดห้องให้เร็วที่สุด
“อาวั่ง เจ้าอย่าลืมเตรียมสำรับอาหารสามโต๊ะ เอาตามมาตรฐานที่เรากินกันอยู่ทุกวันก็พอ”
ก่อนออกจากบ้าน ฉินเหยาก็กำชับอาวั่ง
อาวั่งพยักหน้ารับคำ ฉินเหยาไว้วางใจเขามาก นางแย้มยิ้มบางเบาพลางเรียกเด็กทั้งสี่ให้ขึ้นรถม้าที่หลิวจี้เพิ่งเตรียมเสร็จ
ครั้นเมื่อแยกกันที่หน้าประตูเรือนเก่า หลิวจี้มองฉินเหยาอย่างซาบซึ้งใจแล้วเอ่ยว่า “เมียจ๋า โชคดีที่มีเจ้าอยู่ มิเช่นนั้น วันนี้ข้าคงไม่รู้จะทำเช่นไรแล้วจริงๆ”
ฉินเหยาแค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง ส่งสัญญาณให้เขาหยุดพูดไร้สาระ อย่าลืมภารกิจสำคัญ “รีบไปเถิด หากช้ากว่านี้คนเหล่านั้นคงเข้าหมู่บ้านมาแล้ว พวกเจ้าจะไปรับหรือไม่รับก็ไร้ความหมายแล้ว”
แม้รู้ว่าสตรีร้ายกาจผู้นี้จะต้องรังเกียจเป็นแน่ แต่หลิวจี้ก็ยังคงประสานหมัดคารวะนางอย่างหนักแน่นเพื่อแสดงความขอบคุณแล้วจึงขับรถม้าพาเด็กๆ มุ่งหน้าไปต้อนรับคณะของกงเหลียงเหลียว
ฉินเหยาหัวเราะอย่างไม่เชื่อสายตา “ดูท่าแล้วตำราที่อ่านไปไม่ได้เสียเปล่า เจ้าสารเลวหลิวสามนั่นรู้มารยาทกับเขาเป็นแล้ว”