ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 318 ธรรมชาติบริสุทธิ์
ที่เรือนเก่า บุรุษทั้งหลายต่างตามขบวนรถม้าไปยังเมืองหลวงของมณฑลแล้ว เหลือเพียงหลิวเหล่าฮั่นและหลิวจ้งสองคน
หลิวจ้งปลีกตัวจากโรงงานไม่ได้ ส่วนหลิวเหล่าฮั่นตอนนี้ไม่รู้ว่ากำลังพรวนดินอยู่ที่นาผืนไหน ไม่มีเวลาว่างเลยแม้แต่น้อย หากให้เขาอยู่เฉยๆ คงรู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว ดังนั้นกินมื้อเช้าเสร็จก็แบกจอบเตรียมออกไปทำงาน
เมื่อฉินเหยาเข้ามาในลานบ้าน ในลานนั้นเงียบสงบ มีเพียงเสียงแผ่วเบาดังมาเท่านั้น
นางเหอและนางชิวเพิ่งกลับมาจากโรงงานเครื่องเขียน คนหนึ่งกำลังลงน้ำยาซักเสื้อผ้าอยู่ในลานบ้าน อีกคนกำลังรับบุตรชายจากมือของนางจางมาเพื่อเตรียมกล่อมเขาให้หลับ จากนั้นนางจะได้ไปปั่นด้ายทอผ้าล้วนแต่ไม่มีใครว่างเลย
นางจางที่เพิ่งส่งต้าเหมาที่กำลังซุกซนคืนให้มารดาของเขาก็มิได้พักผ่อนแม้แต่น้อย หยิบไม้ทุบผ้ามาทุบเปลือกถั่วเหลืองที่ตากจนกรอบอยู่ใต้ชายคา
การมาเยือนอย่างกะทันหันของฉินเหยาทำให้แม่สามีและลูกสะใภ้ทั้งสามคนเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกัน นางจางเอ่ยถามว่า “ที่บ้านขาดผักหรือ”
นางเหอค่อนข้างรู้ข่าวสารดีกว่าผู้อื่นจึงเอ่ยถามอย่างสนใจใคร่รู้ว่า “น้องสะใภ้สาม เมื่อเช้าเจ้ารองออกไปซื้อของ เห็นอาวั่งบ้านเจ้าไปนั่งยองๆ ชะเง้อมองอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้านเซี่ยเหอ กำลังรอผู้ใดอยู่รึ”
ต้าเหมาถูกนางชิวกล่อมจนเคลิ้มจะหลับแล้ว ฉินเหยากลัวว่าจะทำให้เด็กน้อยที่เอาใจยากผู้นี้ตื่นจึงลดเสียงลงแล้วกล่าวว่า “บ้านข้ากำลังจะมีแขกผู้สูงศักดิ์สองท่านมาเยือน ท่านแม่ พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง ข้าต้องการให้พวกท่านช่วยหน่อย”
เวลากระชั้นชิด นางจึงไม่คิดจะอ้อมค้อม บอกไปตรงๆ ว่าผู้ที่มาเป็นใคร มีกี่คนและอาจจะต้องพักอยู่นานแค่ไหน
ยังไม่ทันที่แม่สามีและลูกสะใภ้ทั้งสามคนจะทันย่อยข่าวที่ว่ามหาบัณฑิตจะมาเป็นแขกที่บ้านเจ้าสาม ฉินเหยาก็วางต้าเหมาที่หลับแล้วลงในเปล ให้นางจางช่วยดูแลแล้วดึงพี่สะใภ้ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังบ้านผู้ใหญ่บ้านอย่างรวดเร็ว
พอมาถึงกลางทาง นางชิวจึงเพิ่งได้สติ ร้องอุทานออกมาว่า “สวรรค์!” แล้วเอ่ยถามอย่างตกประหม่า “มหาบัณฑิตนั่นเป็นขุนนางใหญ่มากหรือไม่ พวกเราพบเขาแล้วต้องคุกเข่าหรือไม่”
นางเหอได้ยินดังนั้นก็กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ จากนั้นดวงตาก็เป็นประกาย คว้าแขนฉินเหยาแล้วถามกลับว่า “เหยาเหนียง บ้านเจ้ากำลังจะรุ่งเรืองแล้วนะ เจ้าสามผู้นั้นตอนนี้ถึงกับสามารถสร้างสัมพันธ์กับขุนนางใหญ่ถึงเพียงนี้ได้แล้ว เช่นนั้นมิใช่ว่าจะสอบจวี่เหรินได้ในเร็ววันหรอกหรือ”
ส่วนพวกจอหงวน ปั้งเหยี่ยน หรือทั่นฮวาอะไรนั่น เป็นเพียงเรื่องในบทงิ้วเท่านั้น นางเหอไม่เคยคิดว่าเป็นเรื่องจริง
ฉินเหยาค่อยๆ ดึงมือของนางเหอลงอย่างใจเย็นแล้วกำชับคนทั้งสองว่า “ไม่ใช่ขุนนาง ไม่ต้องคุกเข่า แล้วก็อย่าไปเดินป้วนเปี้ยนต่อหน้าพวกเขา ในภายหน้าหากมีผลประโยชน์อันใด ย่อมต้องแบ่งปันให้พี่สะใภ้ทั้งสองอยู่แล้ว”
แน่นอนว่า เงื่อนไขคือต้องมีผลประโยชน์จริงๆ!
ฉินเหยาเป็นคนใจกว้าง นางเหอรู้ดีแก่ใจจึงรับประกันซ้ำๆ ให้นางวางใจ นางจะทำเฉพาะสิ่งที่ฉินเหยาสั่งให้ทำเท่านั้น
ในใจลอบคิดว่า ได้ยินคำพูดนี้ของเหยาเหนียง นางก็สามารถออกแรงช่วยได้อย่างสบายใจแล้ว!
นางเหอเบื่อหน่ายกับพวกที่ดีแต่พูดไม่ทำที่สุดและเกลียดพวกที่ใช้งานผู้อื่นราวกับเป็นคนโง่แต่กลับไม่ให้ผลประโยชน์ที่สุดเช่นกัน
ตอนนี้นางชื่นชอบฉินเหยาสุดหัวใจ แม้ว่ายามปกติฉินเหยาจะพูดจาไม่ไว้หน้าใครเลยแม้แต่น้อย แต่หากมีผลประโยชน์ นางก็ให้จริงๆ!
นางชิวมีปฏิกิริยาต่อเรื่องเหล่านี้ช้ากว่าเล็กน้อย เมื่อได้ยินฉินเหยากำชับเช่นนี้จึงคาดเดาว่าแขกผู้สูงศักดิ์เหล่านี้คงไม่ชอบสุงสิงกับพวกคนบ้านนอกจึงรับคำอย่างระมัดระวัง ทั้งยังบอกว่าจะกำชับลูกๆ ที่บ้านไม่ให้ทำอะไรล่วงเกินแขกผู้สูงศักดิ์
ฉินเหยามองพี่สะใภ้ทั้งสองข้างกายนางแล้วลอบพึงพอใจในใจ
ไม่ว่าพวกนางจะมีความคิดเล็กๆ น้อยๆ อย่างไร แต่ขอเพียงเชื่อฟังคำพูดของนางก็ย่อมมีผลประโยชน์ให้แน่
สะใภ้ตระกูลหลิวทั้งสามคนมาปรากฏตัวพร้อมกันต่อหน้าทำให้ผู้ใหญ่บ้านชราตกใจเป็นอย่างมาก นึกว่ามีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันจนต้องมาหาเขาให้ช่วยตัดสินความ
พอได้ฟังจุดประสงค์ในการมาของฉินเหยา ดวงตาของผู้ใหญ่บ้านก็เบิกกว้างขึ้นทันที กล้องยาเส้นในมือหล่นลงพื้นดัง “แกร๊ง” ประกายไฟกระเด็นจนเกือบจะไหม้รองเท้าฟางบนเท้าของเขา
ผู้ใหญ่บ้านเก็บกล้องยาเส้นขึ้นมาแล้วถามอย่างตื่นเต้นว่า “เจ้าบอกว่าจะมีมหาบัณฑิตมาพักที่หมู่บ้านของพวกเราชั่วคราวงั้นรึ”
ฉินเหยาพยักหน้า
ผู้ใหญ่บ้าน “มหาบัณฑิตอยู่ระหว่างทางแล้วรึ”
ฉินเหยามองดูสีของท้องฟ้า “อีกประมาณครึ่งชั่วยามก็จะถึงปากทางเข้าหมู่บ้านของเราแล้ว”
ผู้ใหญ่บ้านสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองครั้ง ขอให้เขาได้ตั้งสติก่อน…
ครึ่งเค่อต่อมา ผู้ใหญ่บ้านก็วางกล้องยาเส้นลงบนโต๊ะอย่างลวกๆ แล้วกวักมือเรียกฉินเหยาทั้งสามคน ก่อนจะนำพวกนางไปเลือกบ้านด้วยตนเอง
แต่ล้วนเป็นบ้านที่ผุพังจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ มิเช่นนั้นคงไม่ถูกปล่อยทิ้งร้างเอาไว้
และหลังเดียวที่ดูพอใช้ได้ก็คือบ้านบรรพบุรุษของหลิวต้าฝู แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้มีคนงานสร้างถนนพักอาศัยอยู่ พวกเขาอยู่กันมานานแล้ว จะไปขับไล่คนออกไปตอนนี้ก็คงไม่ดีนัก
ผู้ใหญ่บ้านถามอย่างไม่แน่ใจ “เหยาเหนียง เจ้าคิดจะให้มหาบัณฑิตผู้สูงศักดิ์พักในที่แบบนี้จริงๆ รึ พวกเขาจะไม่โกรธเอารึ”
นั่นคือมหาบัณฑิตเชียวนะ ให้พวกเขาพักในบ้านเก่าที่หลังคารั่วผนังสีลอกเช่นนี้ ผู้ใหญ่บ้านยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัว
ถ้าเกิดว่า เขาหมายถึงถ้าเกิดว่า คืนนี้ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดมา มหาบัณฑิตอาจจะกลับสู่แดนสุขาวดีก่อนเวลาอันควรก็เป็นได้
ฉินเหยาสำรวจบ้านเก่าเหล่านี้ทั้งหมดแล้ว ในที่สุดก็เลือกหลังที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดและมีทิวทัศน์หน้าประตูสวยที่สุด
บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน อยู่บนเนินเขาตรงข้ามบ้านของนางพอดี หน้าประตูไม่มีภูเขาใหญ่บดบัง สามารถมองเห็นทิวทัศน์ทั้งหมดของหมู่บ้านได้ในคราเดียว ทัศนียภาพดีเยี่ยม
เมื่อถึงปลายฤดูใบไม้ร่วง เพียงเงยหน้าขึ้นก็จะเห็นทิวทัศน์ของฤดูใบไม้ร่วงที่ปกคลุมไปทั่วทั้งภูเขา ทิวทัศน์งดงามไร้ที่ติ
อีกทั้งยังตั้งอยู่ในส่วนลึกของหมู่บ้าน มีผู้คนน้อย เงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อนโดยไม่มีผู้ใดมารบกวน
ประกอบกับอยู่ใกล้ลำธาร มีทั้งภูเขาและสายน้ำ ตามหลักฮวงจุ้ยแล้วก็นับเป็นสถานที่ที่เป็นมงคล
สิ่งเดียวที่ไม่ดีก็คือบ้านหลังนี้ขาดการซ่อมแซมมานาน…อ้อ ไม่ใช่สิ ควรจะกล่าวว่าถูกทิ้งร้างมานานแล้ว วัชพืชขึ้นรกไปทั่ว ยุงแมลงหนูมดซ่อนตัวอยู่ข้างใน เกรงว่าคงจะสร้างรังกันเป็นร้อยๆ รังแล้ว
อีกทั้งกำแพงลานบ้านก็พังทลายไปนานแล้ว เหลือเพียงฐานกำแพงหิน ห้องหลายห้องในลานบ้านนั้นก็โปร่งแสงเป็นอย่างดี หลังคาที่มุงด้วยหญ้าคาก็หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
“เอาที่นี่แหละ” ฉินเหยาเท้าสะเอว ชี้นิ้วอย่างมั่นใจ พลางส่งสัญญาณให้ผู้ใหญ่บ้านนำกุญแจมาให้นาง
ผู้ใหญ่บ้านยืนยันอีกครั้ง “ถ้าอย่างไรให้ข้าไปสอบถามแต่ละบ้านในหมู่บ้านดูว่ามีบ้านใดพอจะว่างอยู่บ้าง ให้คนไปพักก่อนชั่วคราว ดีหรือไม่”
เขากลัวจริงๆ กลัวว่าหากมหาบัณฑิตเป็นอะไรไป ชีวิตของคนทั้งตระกูลหลิวจะต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย
แต่ฉินเหยาตบหน้าอกรับความเสี่ยงไว้แต่เพียงผู้เดียว “ผู้ใหญ่บ้านท่านวางใจเถิด บ้านเป็นข้าที่จัดหาให้ หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นก็ย่อมเป็นข้าที่ต้องรับผิดชอบ จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนในตระกูลแม้แต่คนเดียว”
“อีกอย่าง ข้าเลือกบ้านหลังนี้ก็ยังมีจุดประสงค์อื่น มหาบัณฑิตเหล่านั้นมีของดีอะไรบ้างที่ไม่เคยเห็น พวกเราอยากจะสร้างความประทับใจ ก็ต้องมีอะไรที่แตกต่างจากในเมือง ของป่าของทะเลกินจนเบื่อแล้ว มิสู้ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเป็นของธรรมชาติบริสุทธิ์ดูบ้าง”
ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยถามอย่างสงสัย “อะไรคือธรรมชาติบริสุทธิ์หรือ”
ฉินเหยาอธิบาย “ก็คือสิ่งที่ไม่ได้ผ่านการปรุงแต่งใดๆ รสชาติดั้งเดิม”
ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้า ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อีกแล้ว
เขารู้สึกว่าคำพูดของฉินเหยานั้นก็มีเหตุผลอยู่บ้าง เพียงแต่…
“วัชพืชเหล่านี้เผาทิ้งได้ แต่หลังคานี่สิ กลางคืนอากาศหนาวเย็น หากทำให้แขกผู้สูงศักดิ์หนาวจนเป็นอะไรไป นี่…นี่…”
ฉินเหยากล่าวว่า “ท่านอย่ากังวลเลย แขกผู้สูงศักดิ์ย่อมต้องพักที่บ้านของข้าอยู่แล้ว บ้านหลังนี้เพียงจัดเตรียมไว้ให้บ่าวรับใช้และผู้คุ้มกันที่ติดตามมาเข้าพัก ต่อให้แขกผู้สูงศักดิ์อยากจะมา ข้าก็จะห้ามไว้ รอจนกว่าบ้านจะปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงจะเชิญพวกเขาเข้าพัก”
“ปรับปรุง?” ผู้ใหญ่บ้านจับประเด็นสำคัญได้ แต่ความคิดของฉินเหยานั้นมักจะคาดเดายาก เขาเดาได้เพียงว่านางต้องมีความคิดใหม่ๆ อะไรบางอย่างแน่นอน แต่จะเป็นอะไรนั้น เขาตามไม่ทัน
ดังนั้นจึงแสร้งขมวดคิ้ว ให้ฉินเหยาอธิบายมาดีๆ หากไม่พูด เขาก็จะไม่ให้กุญแจดอกนี้กับนาง