ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 325 เป็นทั้งดอกไม้เป็นทั้งผัก
ตอนที่ 325 เป็นทั้งดอกไม้เป็นทั้งผัก
………………..
ยามที่ทุกคนหลับใหล ฉินเหยานั่งลงบนเตียง จัดผ้าห่มให้เด็กน้อยทั้งสองที่นอนอยู่ด้านใน สวมรองเท้าแตะที่ทำขึ้นเองเดินมาที่โต๊ะ
ของขวัญขอบคุณที่ฉีเซียนกวนส่งมาในวันนี้ล้วนอยู่ที่นี่
พระจันทร์ในวันไหว้พระจันทร์นั้นช่างสว่างไสวจริงๆ ผ้าไหมเนื้อดีสองพับสะท้อนแสงจันทร์ยิ่งขับให้ดูมันวาวและนุ่มนวลขึ้น ลายดอกบนผืนผ้าก็ส่องประกายระยิบระยับ
ฉินเหยาลองใช้มือลูบดู สัมผัสได้ถึงความเนียนนุ่มราวกับปุยเมฆ น่าเสียดายนัก ผ้าเนื้อดีเช่นนี้นำไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าก็ไม่กล้าสวมใส่ออกไปข้างนอก ดังนั้นเก็บไว้ก่อนจะดีกว่า รอให้นางได้เป็นเจ้าของที่ดินที่ไม่ต้องทำงานแล้ว ค่อยนำออกมาตัดเป็นชุดอยู่บ้านสบายๆ สักสองสามชุด
ผ้าฝ้ายสองพับนี้ใช้ประโยชน์ได้ดี รอให้อุณหภูมิลดลง คนในบ้านก็จะได้เสื้อผ้าใหม่คนละชุด
เตาอุ่นมือทองแดงสองอันนั้นมาได้ถูกเวลาพอดี อีกเดือนกว่าๆ พอเข้าสู่ฤดูหนาวก็จะได้ใช้แล้ว
ของนางอันหนึ่ง เอาไว้ถือไปทำงานที่โรงงาน ขนาดเล็กกะทัดรัด พอดีมือ
ส่วนอีกอันหนึ่งที่เหลือ ฉินเหยายังคิดไม่ออกว่าจะให้ใครใช้ ในบ้านมีเด็กสี่คน จะให้ทั้งหมดก็ไม่พอ จะให้เพียงคนเดียวก็ไม่ยุติธรรม เก็บไว้ก่อนแล้วกัน
ของที่ทำจากทองแดงเช่นนี้ แค่วัตถุดิบก็ล้ำค่ามากแล้ว วันหน้าจะใช้มอบเป็นของขวัญก็ไม่เลว
พู่กัน หมึก แท่นฝนหมึกและกระดาษมีห้าชุด แม้ฉินเหยาจะไม่รู้วิธีดูว่าจานฝนหมึก แท่งหมึก และพู่กันเหล่านี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่ของดีเมื่อได้สัมผัสก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่างจริงๆ นางใช้นิ้วลูบแท่งหมึกนั้น มันเนียนลื่นหาใดเปรียบ แตกต่างจากแท่งหมึกที่ซื้อมาจากตลาดที่ให้ความรู้สึกหยาบกร้านโดยสิ้นเชิง
ยังไม่นับลวดลายแกะสลักบนแท่นฝนหมึก ที่แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าผ่านการแกะสลักอย่างประณีตโดยช่างฝีมือ
พู่กัน หมึก แท่นฝนหมึก และกระดาษทั้งห้าชุดนี้มีลวดลายแกะสลักแตกต่างกันไป มีทั้งลายเถาองุ่นและภาพสอนใจอย่าง ‘นอนบนน้ำแข็งขอปลาหลี’
ฉินเหยาเก็บชุดลายเถาองุ่นไว้ ที่เหลืออีกสี่ชุดก็พอดีสำหรับเด็กทั้งสี่คน คนละหนึ่งชุด
เมื่อนึกถึงอดีต นางเองก็เคยเป็นเด็กสาวที่ไล่ตามกระแสนิยมและแฟชั่น มีทั้งเสื้อผ้าสวยๆ และเครื่องประดับงดงามอยู่ไม่น้อย
แต่เมื่อวันสิ้นโลกมาถึง การแสวงหาความงดงามเหล่านี้กลับกลายเป็นภาระที่ขัดขวางการเอาชีวิตรอด
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่ผมยาวสลวยสีดำขลับของนางกลายเป็นผมสั้นที่ไม่ต้องดูแล เสื้อผ้าและรองเท้าบนร่างกายล้วนยึดหลักการใช้งานเป็นสำคัญ ด้านนอกสวมชุดป้องกันที่ส่งกลิ่นพลาสติกคละคลุ้งอยู่เสมอ
บางครั้งเมื่อส่องกระจก ฉินเหยาเองก็แทบจะจำไม่ได้ว่าคนในกระจกคือใครกันแน่
ก้มมองสร้อยข้อมือเงินฝังหยกเขียวคู่นั้น มันงดงามอย่างยิ่ง งดงามเสียจนนางเผลอตัวอยากจะแกะเอาเนื้อเงินบนนั้นออกมาหลอมเป็นเงินเพื่อความอยู่รอด
แต่ตอนนี้ไม่มีวันสิ้นโลกแล้วไม่ใช่หรือ
ฉินเหยาสวมกำไลทั้งสองข้างบนข้อมือ ขนาดใหญ่ไปหน่อย เมื่อขยับมือ กำไลเงินบนแขนจึงแกว่งไปมา
มันช่างงดงามเหลือเกิน แสงจันทร์ส่องผ่านหยกสีเขียว สามารถมองเห็นลวดลายคล้ายปุยฝ้ายด้านใน แต่ละเม็ดมีลวดลายแตกต่างกันไป ฉินเหยาจ้องมองอยู่ครู่หนึ่งอย่างเพลิดเพลิน
แต่หลังจากชื่นชมจนพอใจแล้ว นางก็ยังคงถอดกำไลทั้งสองออกและเก็บเข้ากล่องอย่างระมัดระวัง นางคิดว่า คราวหน้าที่ไปทำธุระที่เมืองหลวงของมณฑล จะสวมมันไปด้วย!
…
หมู่บ้านตระกูลหลิวมีความคึกคักใหม่ให้ได้ชมอีกแล้ว
ผู้สูงศักดิ์จากในเมืองจะมาสร้างบ้านในหมู่บ้านของพวกเขา เถ้าแก่ร้านขายกระเบื้องดินเผาของหมู่บ้านเซี่ยเหอได้รับคำสั่งซื้อครั้งใหญ่อีกครั้ง อิฐเขียวและกระเบื้องสีครามถูกขนส่งเข้ามาในหมู่บ้านตระกูลหลิวทีละคันรถ
ตอนนี้ถนนทางเข้าหมู่บ้านได้รับการซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว เป็นถนนใหญ่ที่แข็งแรงและเรียบตรง ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาล้วนรู้สึกภาคภูมิใจและยินดี
ถนนเพียงสายเดียวนี้ได้ย่นระยะทางระหว่างหมู่บ้านตระกูลหลิวกับหมู่บ้านโดยรอบ บรรดาสตรีที่แต่งออกไปแล้วต่างพากันกลับมาบ้านเดิมและต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าระยะทางนั้นใช้เวลาน้อยกว่าเมื่อก่อนมากจริงๆ
แน่นอนว่า พวกนางมาเพื่อส่งมอบสายสะพายให้แก่โรงงานเครื่องเขียนด้วย
อวิ๋นเหนียงเป็นผู้ดูแลเรื่องการจ้างงานทำสายสะพาย บรรดาภรรยาหัวหน้าของแต่ละหมู่บ้านจะนำสินค้าที่ช่างปักผ้าทำเสร็จแล้วมาส่งที่อวิ๋นเหนียง หลังจากชำระเงินกัน ณ ที่นั้นแล้วก็จะจ่ายเงินมัดจำห้าร้อยเหวินและรับงานกลับไปอีกสองถึงสามร้อยชิ้น เมื่อทำเสร็จแล้วก็จะนำกลับมาส่งในครั้งถัดไป
เมื่อพวกนางไม่ทำแล้ว โรงงานก็จะคืนเงินมัดจำให้
ในช่วงแรก เงินมัดจำนี้ต้องการเพียงสามร้อยเหวิน ต่อมาการแข่งขันในตลาดรุนแรงขึ้น เพื่อให้ได้งานมากขึ้น บรรดาหญิงสาวจากแต่ละหมู่บ้านจึงดันราคาเงินมัดจำขึ้นไปถึงห้าร้อยเหวิน
เพราะอย่างไรค่าแรงที่ได้รับนั้นก็มากกว่าเงินมัดจำก้อนนี้มากมายนัก
สตรีที่ได้รับงานนั้นแม้อยู่บ้านก็สามารถใช้ฝีมือของตนเองหาเงินได้ เมื่อมีเงินก็มีความมั่นใจจึงพูดจาเสียงดังฟังชัด
ตอนนี้คนที่มาจากข้างนอก เมื่อผ่านหมู่บ้านแถบเมืองจินสือก็จะพบว่าเหล่าสตรีในหมู่บ้านนี้ แต่ละคนล้วน ‘ร้ายกาจ’ ขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
นี่อย่างไร สือโถวซึ่งได้รับคำสั่งให้มาเก็บดอกไม้ป่าเพื่อประดับบ้านใหม่ของเจ้านายตนเองก็ได้พบกับพี่สะใภ้โจวและคนอื่นๆ ที่เพิ่งเลิกงานจากโรงงานกลับมาพอดี
ต้นหอมที่บ้านตนปลูกเอง พี่สะใภ้โจวจดจำได้ในทันที
นางตะโกนลั่นขึ้นทันใด “พ่อหนุ่มตรงนั้นน่ะ เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้!”
สือโถวที่กำลังเข็นรถเข็นซึ่งเต็มไปด้วยดอกไม้และต้นหญ้าที่มีดินติดอยู่ไม่ทันรู้สึกตัว ยังคงก้าวเดินไปข้างหน้าต่อ เมื่อพบว่าทางข้างหน้าถูกกลุ่มหญิงสาวขวางเอาไว้ ถึงได้รู้ตัวว่า ‘พ่อหนุ่มตรงนั้น’ ที่อีกฝ่ายตะโกนเรียกก็คือเขานั่นเอง
เรื่องเหมือนจะใหญ่โตเสียแล้ว ภรรยาของช่างไม้หลิวร้อง “อ๊ะ” ออกมาเสียงหนึ่งแล้วชี้ไปที่กองดอกทานตะวันบนรถแล้วถามด้วยความโกรธเจือตกตะลึงว่า “เจ้าเก็บดอกทานตะวันจากที่ไหนมา ยังถอนมาทั้งรากอีก? โอ้สวรรค์…”
ในใจของสือโถวพลันสั่นสะท้าน เขาชี้ไปยังเนินเขานอกหมู่บ้านอย่างร้อนตัว “ข้าเก็บมาจากภูเขาลูกนั้น ข้าเห็นว่ามีอยู่เป็นทุ่งใหญ่ ไม่มีใครดูแลก็เลยเก็บกลับมาบางส่วน”
เพิ่งจะพูดจบ ภรรยาของช่างไม้หลิวก็ร้องโหยหวนขึ้นมาเสียงหนึ่ง “จะบ้าตาย!”
“ภูเขาอันใดจะสามารถมีดอกทานตะวันผืนใหญ่ปานนี้ได้ด้วยตนเอง นั่นเป็นข้าที่ลำบากตรากตรำปลูกขึ้นมา เจ้าไปถามคนในหมู่บ้านดูเถิด มีผู้ใดบ้างไม่รู้!”
พอได้ยินเสียงโอดครวญของภรรยาบ้านช่างไม้หลิว เหล่าสตรีก็พากันเบียดเสียดไปที่หน้ารถเพื่อดูดอกไม้บนนั้น เสียงคำรามด้วยความโมโหดังขึ้นติดๆ กันในทันที
สือโถวลอบคิดในใจว่าแย่แล้ว ผู้ใดจะไปรู้ว่าผักเหล่านี้จะเติบโตมาเหมือนดอกไม้กันเล่า
เมื่อเห็นว่าตนกำลังจะจมน้ำลายของสตรีเหล่านี้จนตายแล้ว หางตาของสือโถวพลันเหลือบไปเห็นฉินเหยาที่กำลังดีดลูกคิดเดินผ่านมาจึงรีบร้องตะโกนขึ้นสุดเสียง “ฉินเหนียงจื่อ ช่วยข้าด้วย!”
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นมองมาแล้วยิ้ม “เจ้าเด็กน้อยนี่ช่างกล้ายิ่งนัก กล้าแตะต้องผักที่เหล่าสตรีลำบากตรากตรำปลูกเชียวรึ”
สือโถวมีความทุกข์แต่พูดไม่ได้จริงๆ ได้แต่ขอให้ฉินเหยาเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยโดยเร็ว
เมื่อครู่เขาบอกว่าจะชดใช้เงินให้ สตรีเหล่านี้ก็ยังไม่พอใจ
พี่สะใภ้โจวคิดในใจ ผักแค่นี้ชดใช้เป็นเงินก็ไม่ถึงสองเหวิน แต่ต้นหอมนี้นางลงมือปลูกอย่างยากลำบากด้วยตนเองทีละต้น จะเหมือนกันได้อย่างไร
ฉินเหยารีบก้าวไปข้างหน้า กล่าวขอโทษพวกนางแทนแขกของตน ทั้งยังให้พวกนางไปใช้โรงโม่น้ำของตนโดยไม่ต้องจ่ายเงินได้หนึ่งครั้ง เหล่าสตรีจึงยอมปล่อยสือโถวไป
ก่อนจากไป ยังใจดีสอนเขาว่าดอกไม้ใบหญ้าที่สวยงามเหล่านี้คือผักอะไรบ้าง
ที่ออกดอกสีขาวเป็นช่อนั้นคือต้นหอม ที่ออกดอกสีเหลืองบานใหญ่คือดอกทานตะวัน ที่ออกดอกสีม่วงเป็นพวงนั้นคือกุยช่าย เป็นต้น
สือโถวพยักหน้าอย่างตกตะลึง แสดงออกว่าได้เรียนรู้แล้ว
เขาลากรถที่เต็มไปด้วย ‘ดอกไม้ใบหญ้า’ มาถึงบ้านเก่าที่กำลังต่อเติม เมื่อพบฉีเซียนกวนก็รีบอวดเจ้านายน้อยของตนทันที
“คุณชายโปรดดู พวงดอกไม้สีม่วงนี้มีชื่อว่ากุยช่าย ก็คือกุยช่ายที่ผู้คนมักพูดกันว่าตัดแล้วก็งอกใหม่ได้อีก ในกล่องกุยช่ายก็ใช้มันนี่แหละขอรับ…”
ฉีเซียนกวนมองไปยังฉินเหยาที่ตามมาด้วยความประหลาดใจ “ฮูหยิน เป็นเช่นนี้จริงๆ หรือ”
ฉินเหยาเด็ดดอกทานตะวันดอกหนึ่งขึ้นมา หนีบลูกคิดไว้ใต้รักแร้ ขณะแทะเมล็ดอ่อนก็พยักหน้าอย่างจริงจัง “ใช่แล้ว ตอนนี้ที่ข้ากำลังกินอยู่นี่ก็คือเมล็ดทานตะวัน”
ฉีเซียนกวนอุทาน “ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก…”
อีกสักพักเขาจะเด็ดดอกหนึ่งกลับไปให้ท่านอาจารย์ด้วย!
………………..