ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 326 ความเร็วและตื่นเต้น
ตอนที่ 326 ความเร็วและตื่นเต้น
………………..
“ท่านอาจารย์!”
ฉีเซียนกวนถือดอกทานตะวันสองดอก ก้าวเข้ามาในลานบ้านอย่างตื่นเต้น เตรียมจะแบ่งปันกับท่านอาจารย์ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้น ในลานบ้านกลับไม่มีทั้งท่านอาจารย์และหลิวจี้
มีเพียงเอ้อร์หลางและซื่อเหนียงที่กลับจากโรงเรียนแล้วและกำลังทบทวนบทเรียนล่วงหน้าอยู่ที่บ้าน
สีหน้าตื่นเต้นของฉีเซียนกวนพลันจางลง เขามองไปรอบๆ ก็ยังไม่เห็นเงาของท่านอาจารย์ ในใจจึงเต็มไปด้วยความสงสัย หรือว่าท่านจะไปเข้าห้องสุขา?
ฉินเหยาตามเข้ามาติดๆ วางลูกคิดไว้ในห้องโถง เหลือบมองห้องครัวแวบหนึ่ง อาวั่งกำลังเตรียมอาหารเย็น สาวใช้สองคนของตระกูลฉีกำลังชี้แนะอยู่ข้างๆ ว่าจะทำอย่างไรจึงจะถูกปากนายของพวกนาง
ยังดีที่อาวั่งอารมณ์ดีจึงทำตามที่บอกทุกอย่าง อยากทำอะไรก็ทำไป อย่างไรเสียก็ไม่ใช่เขาที่เป็นคนกิน
“คนเล่า” ฉินเหยาเดินมาที่หน้าต่างห้องเด็กเอ่ยถามเอ้อร์หลางและซื่อเหนียงเสียงเบา
เอ้อร์หลางกำลังจมอยู่กับการทบทวนบทเรียน ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น ซื่อเหนียงยื่นมือชี้ไปทางบ่อน้ำของหมู่บ้าน “ท่านพ่อเข็นท่านอาจารย์ออกไปเดินเล่นแล้วเจ้าค่ะ บอกว่าตอนบ่ายนอนนานเกินไป ออกไปสูดอากาศให้สดชื่นเสียหน่อย เพิ่งไปได้ไม่นานเจ้าค่ะ”
ส่วนต้าหลางกับซานหลางก็จูงวัวไปกินหญ้าที่เชิงเขาพร้อมกับจินเป่าแล้ว
ฉีเซียนกวนวางดอกทานตะวันสองดอกลงอย่างผิดหวัง รู้สึกเหมือนความสนใจถูกแย่งชิงไป ในใจพลันว่างเปล่า ยิ่งนึกโมโหหลิวจี้มากขึ้นไปอีก
ท่านอาจารย์จัดแจงให้พวกเขาสองคนปรับปรุงบ้านเก่าด้วยกันแท้ๆ แต่ผลคือหลิวจี้เอาแต่ประจบประแจงเอาใจท่านอาจารย์ ตลอดทั้งวันก็ไม่เห็นเขาโผล่หน้าไปที่บ้านเก่าเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ฉีเซียนกวนหันไปพูดกับฉินเหยาว่า “ฮูหยิน ข้าจะไปรับท่านอาจารย์กลับมาเอง”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น ตัดสินใจตามไปด้วยเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน
พอออกจากประตู เปลือกตาของฉินเหยาก็กระตุกติดต่อกันหลายครั้ง เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา นางรีบเดินไปทางบ่อน้ำของหมู่บ้านพร้อมกับฉีเซียนกวน แต่กลับไม่เห็นเงาของหลิวจี้และกงเหลียงเหลียว
ฉินเหยากวาดตามองไปรอบๆ แล้วเรียกสองพี่น้องต้าหนิวเสี่ยวหนิวไว้ “เห็นหรือไม่ว่าอาสามของพวกเจ้าไปที่ใด”
ต้าหนิวและเสี่ยวหนิวพอเห็นฉินเหยาก็กลัวจนตัวสั่น ไม่กล้าตอบ ในขณะที่กำลังถามอยู่นั้นเอง หูของฉินเหยาพลันกระดิก นางรีบหันไปมองทางแยกที่เป็นเนินลาดทางด้านซ้ายอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ฉีเซียนกวนกำลังสงสัยอยู่นั้นก็พลันได้ยินเสียงหัวเราะอันคุ้นเคยและร่าเริงของหลิวจี้ดังแว่วมาในหูจึงรีบวิ่งไปยังทางแยก พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นร่างที่คุ้นเคยของท่านอาจารย์นั่งอยู่บนรถเข็น
หลิวจี้จับรถเข็น กำลังเข็นรถวิ่งลงมาจากเนินด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นเรื่อยๆ
ฉีเซียนกวนเห็นแล้วใจหายวาบ ร้องตะโกนอย่างร้อนรนทันที “ท่านอาจารย์!”
กงเหลียงเหลียวผู้กำลังสัมผัสกับความเร็วและความตื่นเต้นเร้าใจได้ยินเสียงจึงเงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นว่าเป็นฉีเซียนกวนรอยยิ้มก็ยิ่งสดใสขึ้น เขาตะโกนว่า “หลีกไปๆ อย่าขวาง…”
คำว่า “ทาง” ยังไม่ทันได้พูดออกมา คนที่จับราวจับอยู่ด้านหลังพลันเห็นสายตาเย็นเยียบดุจคมมีดของฉินเหยาเข้าพอดี หัวใจสั่นสะท้าน เท้าสะดุดกะทันหัน จากนั้นก็กรีดร้องเสียงหลง ล้มคะมำไปข้างหน้า สองมือผลักไปข้างหน้าตามแรงเฉื่อย!
ในชั่วพริบตา สายลมที่พัดผ่านใบหน้าพลันรุนแรงขึ้น รอยยิ้มของกงเหลียงเหลียวแข็งค้างอยู่บนใบหน้า สีเลือดบนใบหน้าจางหายไปอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีขาวซีด
ฉีเซียนกวนสูดหายใจเข้าลึกทันที ได้แต่เบิกตาโพลงมองดูรถเข็นพาท่านอาจารย์พุ่งลงเนินมาราวกับเหาะด้วยความเร็วสูงยิ่ง โดยทิศทางพุ่งตรงมาที่เขา
หากไม่มีอะไรผิดพลาด เขาก็คงจะประสบอุบัติเหตุเป็นแน่
ในช่วงเวลาสำคัญ สือโถวรีบคว้าตัวนายน้อยของตนออกไป
แต่เมื่อเขาย้ายฉีเซียนกวนไปยังที่ปลอดภัยแล้ว ครั้นจะกลับไปคว้าตัวกงเหลียงเหลียวที่กำลังพุ่งมาก็สายไปเสียแล้ว
หลิวจี้ตะโกนลั่น “เมียจ๋า!” จากนั้นก็รีบปิดตาทั้งสองข้าง ไม่กล้ามองอุบัติเหตุอันน่าสยดสยองที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ฉินเหยาก็ก้าวเท้าเหยียบลงบนที่เท้าแขนด้านซ้ายของรถเข็นอย่างแม่นยำ รถเข็นที่กำลังพุ่งมาพลันหยุดนิ่งอยู่กับที่
กงเหลียงเหลียวยังไม่ทันได้โล่งใจก็รู้สึกว่าตนเองกำลังถูกแรงเฉื่อยขุมหนึ่งส่งขึ้นฟ้าไปแล้ว
ในชั่วขณะนั้น ในหัวของเขามีภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจฉายวาบผ่านไปมาราวกับโคมม้าวิ่ง
วัยเยาว์เนื่องจากความเฉลียวฉลาดเกินคนจึงถูกบิดามารดาส่งไปเป็นศิษย์ในสำนักของมหาบัณฑิต วัยหนุ่มใช้คารมเอาชนะเหล่าผู้กล้าจนมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหล้า เมื่อถึงวัยสวมกวานก็ได้เป็นราชครูของรัชทายาทราชวงศ์ก่อน วัยฉกรรจ์ได้เลือกนายเหนือหัวผู้ปราดเปรื่องคนใหม่ ติดตามฝ่าบาทองค์ปัจจุบันทำศึกสี่ทิศ…
“ท่านอาจารย์? ท่านอาจารย์!”
เสียงเรียกสองครั้งที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ดึงสติที่ล่องลอยไปของกงเหลียงเหลียวให้กลับมา เบื้องหน้ามีมือข้างหนึ่งโบกไปมาจนทำให้เขาตาลายไปหมด
ฉินเหยาเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “ท่านอาจารย์ ท่านไม่เป็นอะไรนะเจ้าคะ”
เห็นได้ชัดว่ากงเหลียงเหลียวยังไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้เท่าใดนัก เขาจำได้ชัดเจนว่าตนเองเหาะขึ้นไปบนฟ้าแล้ว แต่ยามนี้พอก้มลงมองกลับพบว่าตนนั่งอยู่บนรถเข็นไม้อย่างมั่นคง
“ท่านอาจารย์ ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่!” หลิวจี้วิ่งกระโผลกกระเผลกลงมาจากเนินอย่างร้อนรน ลูบคลำร่างกงเหลียงเหลียวขึ้นๆ ลงๆ เมื่อเห็นว่าไม่ได้รับบาดเจ็บหรือถูกกระแทกก็ถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก รีบคุกเข่าลงยอมรับผิด “ทำให้ท่านอาจารย์ต้องตกใจแล้ว ท่านลงโทษข้าเถิด!”
กงเหลียงเหลียวสูดหายใจเข้าลึกสองครั้ง ในตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าตนน่าจะได้รับการช่วยเหลือจากฉินเหยาที่ยืนอยู่เบื้องหน้าจึงมองนางแวบหนึ่งด้วยความขอบคุณ
เขาก้มหน้าลง สายตาพลันเฉียบคมขึ้น เงื้อมือตบศีรษะหลิวจี้ไปหนึ่งที “ลงโทษให้เจ้าคัดตำราร้อยจบ!”
หลิวจี้กุมศีรษะพลันทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แต่ก็รู้ว่าเป็นเพราะตนพลาดพลั้งจนเกือบจะส่งท่านอาจารย์ไปสู่สุขคติแล้วจึงได้แต่ถอนใจแล้วยอมรับโทษ
โชคยังดีที่ชายชรายังยอมลงโทษเขา แทนที่จะทำหน้าเย็นชาแล้วหันหลังเดินจากไป
ฉีเซียนกวนส่งสัญญาณให้สือโถวเข็นรถพลางแค่นเสียงใส่หลิวจี้อย่างไม่สบอารมณ์แล้วเข็นท่านอาจารย์จากไป
เดินไปได้สิบกว่าก้าวก็ไม่พบว่ามีเสียงฝีเท้าตามมาข้างหลัง ฉีเซียนกวนและกงเหลียงเหลียวจึงอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมอง
เห็นเพียงหลิวจี้ถูกฉินเหยาลากเข้าไปหลังบ้านของชาวบ้านด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ไม่นานสองสามีภรรยาก็เดินออกมาอีกครั้ง ฉินเหยามีสีหน้าบึ้งตึง ส่วนอาการขากะเผลกของหลิวจี้ก็กลายเป็นการเดินโซซัดโซเซ เขาเดินตามหลังนางมาอย่างยากลำบาก มือปิดปากเอาไว้ ในดวงตามีน้ำตารื้นคลอหน่วย เตรียมจะไหลแต่ก็ยังไม่ไหลออกมา ภายในแววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความหวาดกลัว
ภาพเช่นนี้ทำให้พวกกงเหลียงเหลียวทั้งสามคนมองจนคางแทบจะร่วงลงกับพื้น
ฉีเซียนกวนไม่โกรธหลิวจี้เท่าเดิมแล้ว กลับกัน เขากลับรู้สึกเห็นใจอีกฝ่ายขึ้นมานิดหน่อย
กงเหลียงเหลียวขมวดคิ้วจนแทบจะสามารถหนีบแมลงวันตายได้ เมื่อเห็นฉินเหยาก้าวยาวๆ เข้ามา เดิมทีคิดจะซักไซ้ว่านางทำอะไรกับศิษย์ของตนกันแน่
แต่พอสองตาประสานเข้ากับสายตาอันเย็นเยียบของฉินเหยา ปากที่อ้าออกก็หุบฉับลงตามสัญชาตญาณ เสียง “เอื๊อก” ดังขึ้น เขากลืนน้ำลายลงคออย่างแรง
สองศิษย์อาจารย์กับสือโถวอีกหนึ่งคนมองส่งนางเดินจากไปไกลด้วยสีหน้าซับซ้อน ผ่านสะพาน เดินขึ้นเนินไป จนกระทั่งเข้าประตูบ้านไปแล้ว พวกเขาถึงได้สูดหายใจเข้าแรงๆ ทำให้ลมหายใจที่เผลอกลั้นไว้โดยไม่รู้ตัวตั้งแต่เมื่อครู่กลับมาเป็นปกติ
หันกลับไปมองหลิวจี้ที่น้ำตาคลอเบ้า กงเหลียงเหลียวทำท่าอยากจะพูดแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา “เจ้า…เจ้า เฮ้อ~”
เดิมทีอยากจะสั่งสอนศิษย์ว่าต้องกอบกู้ศักดิ์ศรีของสามีกลับคืนมา แต่อนิจจา…อนิจจา!
“ช่างเถอะ คัดตำราห้าสิบจบก็พอ ไปกันเถอะ”
ทุกบ้านต่างมีกลิ่นหอมของอาหารลอยออกมา ถึงเวลาอาหารแล้ว วันนี้ได้ลิ้มรสความเร็วและความตื่นเต้นเร้าใจจนพอใจแล้ว กงเหลียงเหลียวจึงตัดสินใจว่าตอนเย็นจะกินข้าวเพิ่มอีกครึ่งชามเพื่อปลอบขวัญ!
หลิวจี้หลั่งน้ำตาแห่งความซาบซึ้งออกมา “ฮือๆๆ ยังคงเป็นท่านอาจารย์ที่รักข้าที่สุด”
กงเหลียงเหลียวฝืนกลั้นความรังเกียจ ส่งสัญญาณให้ฉีเซียนกวนยื่นผ้าเช็ดหน้าไปให้ “เช็ดหน้าเสียเถิด เป็นชายชาตรี เหตุใดจึงทำท่าทางเยี่ยงสตรีตัวเล็กๆ เช่นนี้!”
หลิวจี้น้ำมูกน้ำตาไหลอาบหน้า รีบเช็ดหน้าให้สะอาดแล้วคืนผ้าเช็ดหน้าให้ฉีเซียนกวน “ขอบคุณศิษย์พี่”
ฉีเซียนกวนกัดฟัน “ไม่! ต้อง! เกรง! ใจ!”
เขาหันหลังแล้วโยนผ้าเช็ดหน้าทิ้งไปอย่างรวดเร็ว