ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 327 ข้าไว้หน้าเจ้าหรือไม่
ตอนที่ 327 ข้าไว้หน้าเจ้าหรือไม่
………………..
ยามค่ำ ทุกคนกินอาหารเย็นมื้อใหญ่ด้วยกัน ทั้งยังได้ลิ้มลองเมล็ดทานตะวันที่ฉีเซียนกวนนำกลับมา บรรยากาศนับว่ากลมเกลียวกันดี
กงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนคิดว่าเรื่องของสองสามีภรรยาคู่นี้จะจบลงเพียงเท่านี้
ไม่คิดว่ากลางดึกยามที่ยังงัวเงียพลันได้ยินเสียงคนดังมาจากสวนหลังบ้าน
“หลิวจี้ ข้าไว้หน้าเจ้าหรือไม่”
“ข้าให้เกียรติเจ้าหรือไม่”
“เงินข้าได้ให้เจ้าหรือไม่”
หลิวจี้ส่ายหน้าก่อน จากนั้นก็พยักหน้าอย่างแรง “ให้ ให้หมดเลย เมียจ๋าโปรดระงับโทสะ…”
ฟืนส่งเสียง “เปรี๊ยะ” ดังลั่น หลิวจี้ตัวสั่นสะท้าน ค่อยๆ ถอยหลังไปอย่างเงียบเชียบ ออกห่างจากสตรีอันตรายที่ยังคงผ่าฟืนอยู่ในห้องเก็บฟืนกลางดึก
มือของฉินเหยาไม่ได้หยุดเคลื่อนไหว นางเลือกฟืนท่อนหนึ่งขึ้นมา ผ่าฟืนไปพลางกล่าวว่า “ในเมื่อข้าให้เจ้าหมดแล้วทุกอย่าง เช่นนั้นเจ้าก็โปรดอย่าได้ไม่รู้จักดีชั่ว”
ยากเย็นแสนเข็ญกว่าจะได้กราบเป็นศิษย์ในนามของมหาบัณฑิต ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น เพียงแค่มีชื่อนี้ติดตัวก็สามารถเดินบนเส้นทางได้ราบรื่นกว่าผู้อื่นแล้ว
“เรื่องอันตรายเช่นวันนี้ หากพวกข้าไม่ได้อยู่ที่นั่นพอดี เจ้าลองเดาดูว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร”
ฉินเหยาโยนขวานทิ้ง ผ่าฟืนจนเหนื่อยแล้ว โทสะก็คลายลงไปมากแล้ว นางจึงเท้าสะเอวแล้วหันกลับมามองหลิวจี้อย่างไม่พอใจ
หลิวจี้คิดในใจ หากไม่ใช่เป็นเพราะวันนี้พวกเจ้าปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ข้าก็คงไม่ตกใจจนสะดุดล้มลงไปหรอก
ทว่าประโยครับผิดที่เอ่ยกลับไม่ได้น้อยลงเลยแม้เพียงประโยคเดียว “เมียจ๋า ข้าขอสาบานต่อสวรรค์ คราหน้าหากพาอาจารย์ออกไปข้างนอก จะไม่มีวันเข้าไปใกล้อันตรายเด็ดขาด!”
ฉินเหยาแค่นเสียงทีหนึ่ง อาศัยเพียงลมปาก ใครบ้างจะทำไม่ได้?
“ดี เช่นนั้นเจ้าก็จงสาบานตนต่อสวรรค์ หากผิดคำสาบานนี้ ชั่วชีวิตนี้จะไม่มีวันได้รับชื่อเสียงเกียรติยศ ต้องขอทานไปชั่วชีวิต ตายอย่างน่าอนาถอยู่ข้างถนน” ฉินเหยามองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่มีจันทร์เสี้ยวแขวนอยู่แล้วเอ่ยแนะนำอย่างเป็นมิตร
หลิวจี้กลืนน้ำลายอึกใหญ่ คำสาบานช่างร้ายกาจยิ่งนัก ทุกประโยคล้วนทิ่มแทงจุดเจ็บปวดของเขาทั้งสิ้น!
เหลือบมองขวานที่คมกริบเล่มนั้น ผู้รู้สถานการณ์คือยอดคน เขาจึงรีบยกมือขึ้นสาบานทันที ทวนคำพูดของนางอีกครั้ง
“กลับไปคัดตำราของเจ้าเถอะ” ฉินเหยาจากไปอย่างพึงพอใจ
พอนางจากไป หลิวจี้ก็เริ่มสาบานใหม่ ณ ที่นั้นทันที “สวรรค์เบื้องบน ข้ายินยอมใช้อายุขัยห้าปี ไม่สิ! สิบปีเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนในการถอนคำสาบานเมื่อครู่นี้ ขอให้ข้ามีอนาคตที่ไร้ขีดจำกัด มีชื่อบนป้ายประกาศในเร็ววัน มีเกียรติยศและความมั่งคั่งไปชั่วชีวิต เสพสุขไม่รู้จบ…”
พล่ามบลาๆ กล่าวเงื่อนไขเพิ่มเติมไปหนึ่งเค่อเต็มๆ ก็ไม่รู้ว่าอายุขัยสิบปีของเขานั้นจะคุ้มค่ากับสิ่งเหล่านี้หรือไม่
คืนนั้น แสงเทียนในห้องโถงมิได้ดับลงเลย หลิวจี้คัดตำราทั้งคืน จนกระทั่งฟ้าสาง เมื่อทุกคนตื่นนอนแล้วจึงคัดลอกบทลงโทษห้าสิบจบที่กงเหลียงเหลียวสั่งเสร็จสิ้น
เขาเองก็หลักแหลมนัก ท่านอาจารย์ไม่ได้บอกว่าต้องคัดตำราเล่มใด เขาจึงเลือกคัดบทกวีเล่มบางที่มีตัวอักษรเพียงสองร้อยกว่าตัว
เขียนอย่างคล่องแคล่วจนหมดกระดาษไปห้าสิบแผ่น ปลายพู่กันบานจนหมดสภาพ
ฉินเหยาหาวหวอดขณะเดินผ่านหน้าห้องโถง เมื่อเหลือบมองเข้าไปข้างในก็เห็นคนผู้หนึ่งตวัดพู่กันเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นฟุบหน้าลงกับโต๊ะ หลับใหลไปพร้อมกับเสียงกรนที่ดังสนั่น
แม้แต่เสียงจอแจในลานบ้านก็ไม่สามารถรบกวนเขาได้แม้แต่น้อย
“จิ๊ๆ~” ฉินเหยาเก็บกระดาษที่ปลิวออกมานอกประตูขึ้นมา รู้สึกปวดใจกับความสิ้นเปลือง
หันศีรษะไปก็เหลือบไปเห็นสือโถวและเด็กรับใช้ข้างกายกำลังเข็นกงเหลียงเหลียวออกมาจากในห้อง ฉินเหยาพยักหน้าให้เบาๆ พลางเอ่ยทักทายท่านอาจารย์ว่าสวัสดีแล้วอดไม่ได้ที่จะเสนอแนะว่า
“การลงโทษให้คัดตำรานี้ช่างสิ้นเปลืองกระดาษยิ่งนัก คราหน้าท่านอาจารย์มิสู้ลองเปลี่ยนบทลงโทษใหม่ไหมเจ้าคะ”
กงเหลียงเหลียวกวาดตามองกระดาษหลายสิบแผ่นที่เต็มไปด้วยตัวอักษรบนพื้นห้องโถง ลายมือนั้นดูน่าเกลียดอย่างแท้จริง ก็ขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจเล็กน้อยจึงค่อยถามฉินเหยาว่ามีคำแนะนำเกี่ยวกับบทลงโทษที่ดีหรือไม่
“ข้าคิดว่าการท่องจำตำราก็ไม่เลวนะเจ้าคะ” ฉินเหยาหัวเราะแล้วกล่าว หากคำนวณจากความถี่ในการถูกลงโทษของหลิวจี้แล้ว น่าจะประหยัดค่าพู่กันและหมึกไปได้มากโข
กงเหลียงเหลียวเลิกคิ้ว ไม่แสดงความคิดเห็น ให้สือโถวเข็นตนเข้าไปในห้องโถงแล้วตะโกนเสียงดังอย่างล้อเลียน ทำให้หลิวจี้ที่หลับไปแล้วตกใจจนสะดุ้ง ลุกพรวดขึ้นมาทันที
“วันนี้อากาศไม่ดี จงอยู่ในห้องฝึกคัดอักษรเถิด”
เมื่อได้ยินคำพูดของกงเหลียงเหลียว หลิวจี้ก็ขานรับโดยสัญชาตญาณ จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนั่ง ฟุบหน้าลงไปอีกครั้ง เปลือกตาหนักอึ้งลงอย่างรวดเร็ว
ฉินเหยาเบ้ปากยิ้ม ไม่รู้ว่ากงเหลียงเหลียวจะมองการแสร้งหลับอันสมจริงของหลิวจี้ออกหรือไม่
ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่า ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด กงเหลียงเหลียวคว้าหูของซานเอ๋อร์ของเขาไว้ หลิวจี้ก็ตื่นเต็มตาทันที ไม่อาจตื่นตัวไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว
สั่งให้เด็กรับใช้ข้างกายไปนำพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกของตนมา วันนี้เขาจะทำในสิ่งที่อาจารย์พึงกระทำ
ฉีเซียนกวนเองก็ไม่มีข้อยกเว้น หลังจากล้างหน้าล้างตาจนสะอาดแล้วก็เข้าประจำที่
แม้ว่าบ้านของฉินเหยาจะเรียบง่าย แต่โต๊ะทุกตัวล้วนทำขึ้นมามีขนาดใหญ่ เมื่อย้ายโต๊ะจากห้องเด็กมาก็เพียงพอสำหรับอาจารย์และศิษย์ทั้งสามคนใช้ร่วมกัน
อาหารเช้าเป็นสาวใช้ของตระกูลฉีที่ทำ อาวั่งส่งเด็กๆ ไปสำนักศึกษากลับมาก็สายแล้วจึงดูแลเรื่องอาหารการกินของคนจำนวนมากไม่ไหว
เหล่าผู้คุ้มกันทำอาหารกินกันเองที่บ้านเก่า มีเพียงสาวใช้และเด็กรับใช้ข้างกายที่ยังคงอยู่ที่บ้านของฉินเหยาเพื่อกินอาหารร่วมกัน
เมื่อกินเสร็จแล้ว พวกนางก็เก็บถ้วยชามและห้องครัวกันเอง จากนั้นนำเสื้อผ้าของเจ้านายไปซักที่ริมแม่น้ำ
ฉินเหยาแอบอิจฉาในใจ ความรู้สึกที่สามารถพากลุ่มแม่บ้านทั้งกลุ่มไปด้วยทุกที่นั้นช่างดีเกินไปแล้ว
เหล่าผู้คุ้มกันของตระกูลฉีผลัดกันเข้าเวร ส่วนที่เหลือก็คอยควบคุมงานอยู่ที่บ้านเก่า
ถนนในหมู่บ้านซ่อมเสร็จแล้ว ฮวาเอ๋อร์และเหล่าผู้อพยพก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ พอดีกับที่บ้านเก่าเริ่มก่อสร้าง ฉินเหยาจึงพาพวกเขาไปด้วย
แม้ว่าหัวหน้าคนงานจะเป็นใบ้ทำให้พูดไม่ได้ แต่เขาก็เชื่อฟังเป็นอย่างดี ความคิดต่างๆ ที่ฉีเซียนกวนเสนอขึ้นมา เขาก็พยายามช่วยทำให้เป็นจริงให้ได้มากที่สุด ไม่เคยพูดว่าสิ่งนี้ทำไม่ได้หรืออะไรทำนองนั้นเลย
ในตอนนี้ เหล่าผู้คุ้มกันของตระกูลฉีพึงพอใจเป็นอย่างมากกับกลุ่มก่อสร้างที่ประกอบด้วยเหล่าผู้อพยพกลุ่มนี้
จะว่าไปแล้ว บ้านของฉินเหยาเองก็จำเป็นต้องขยับขยายเช่นกัน
น่าเสียดายที่มัวแต่ยุ่งอยู่ตลอดจนไม่มีเวลาเตรียมการ
น่าเสียดายที่หากจะเริ่มปรับปรุงก็ต้องปรับปรุงกันครั้งใหญ่ ทั้งครอบครัวยังต้องอาศัยอยู่ในบ้าน การก่อสร้างและชีวิตประจำวันที่ดำเนินไปพร้อมกันจะยุ่งยากมาก ด้วยเหตุนี้แผนการนี้จึงยังคงอยู่ในขั้นวางแผน
ตอนนี้เมื่อเห็นบ้านเก่าเริ่มปรับปรุง ช่างไม้หลิวก็เกิดความคิดขึ้นมาทันใด ในเมื่อการก่อสร้างที่บ้านเก่าหลังเดิมนั้นยุ่งยาก ไยไม่หาที่ดินผืนใหม่แล้วสร้างขึ้นมาใหม่เสียเลยเล่า
แต่ทว่าต้นทุนในการสร้างใหม่ย่อมต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน แม้ว่าช่างไม้หลิวจะหวั่นไหว แต่ก็ยังคงตั้งใจว่าจะรอดูก่อนว่าการปรับปรุงบ้านเก่าของทางฉีเซียนกวนจะออกมาเป็นเช่นไรแล้วค่อยว่ากันอีกที
นั่นคือคุณชายสูงศักดิ์ รสนิยมย่อมไม่ใช่สิ่งที่ชาวนาอย่างพวกเขาที่แม้แต่อำเภอก็ยังไม่ค่อยได้ไปจะเปรียบเทียบได้
ประกอบกับตัวช่างไม้หลิวเองก็มีความชื่นชอบในสุนทรียศาสตร์ทางสถาปัตยกรรมอยู่บ้าง เขาหวังว่าบ้านใหม่ของเขาจะแตกต่างกับบ้านเก่าที่เคยอยู่แบบพอถูไถไปได้อย่างสิ้นเชิง
ครั้งนี้ เขาอยากจะสร้างบ้านหนึ่งหลังที่เป็นของตัวเอง อิงตามความคิดและความชอบของเขาเอง
ระหว่างพูดคุยกันเรื่อยเปื่อยตอนกินอาหารกลางวันที่โรงอาหาร ฉินเหยาก็รู้สึกราวกับว่ามีแสงสว่างวาบขึ้นมาตรงหน้า
“ช่างไม้หลิว ความคิดของท่านนี่ดีมาก” ฉินเหยาให้กำลังใจ “เดิมทีข้ากับผู้ใหญ่บ้านก็มีความคิดที่จะปรับปรุงบ้านเก่าเหล่านั้นอยู่แล้ว แต่การปรับปรุงใหม่นั้นต้องใช้เงินทุนจริงๆ คนทั่วไปจ่ายไม่ไหว แต่หากชาวบ้านในหมู่บ้านของเราอยากจะสร้างบ้านใหม่ด้วยตัวเอง เช่นนั้นก็ยอดเยี่ยมไปเลย”
บ้านเก่าเหล่านั้นฉินเหยาเคยไปดูมาหมดแล้ว แม้จะผุพังทรุดโทรมและอยู่ห่างจากใจกลางหมู่บ้านไปบ้าง แต่ก็เพราะเหตุนี้ โครงสร้างจึงมีขนาดใหญ่มาก วิสัยทัศน์ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านก็กว้างขวางมาก หากต่อท่อน้ำพุบนภูเขาลงมาอีก การใช้น้ำก็จะสะดวกขึ้นด้วย
แต่การจะทำเช่นนี้ ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ ในหมู่บ้านตระกูลหลิวยังมีคนไม่กี่คนที่มีกำลังทรัพย์ถึงขนาดนี้
แต่ช่างไม้หลิวนั้นไม่เหมือนกัน เขาร่ำรวยจะตายไป!
………………..