ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 330 ทะนุถนอมถึงเพียงนั้น
ตอนที่ 330 ทะนุถนอมถึงเพียงนั้น
………………..
วันต่อมาท้องฟ้าก็มืดครึ้มอย่างที่คิดจริงๆ
ยามเช้า ฉินเหยาได้ยินเสียงจามติดต่อกันหลายครั้งจากหลิวจี้ที่ถูกกงเหลียงเหลียวไล่ออกจากห้องไปอ่านตำรา
วันนี้เป็นวันที่สำนักศึกษาหยุด เด็กทั้งสี่จึงไม่ต้องไปเรียน
ต้าหลางติดตามอาวั่งไปฝึกวรยุทธ์ เอ้อร์หลางกลัวจะรบกวนฉีเซียนกวนที่อยู่ห้องเดียวกันจึงเตรียมตัวแอบออกไปทบทวนตำรา แต่ฉีเซียนกวนก็เรียกเขาไว้
ดังนั้น ทั้งสองจึงนั่งอยู่ด้วยกันที่โต๊ะหนังสือใหญ่ในห้อง คนหนึ่งอ่านในใจ อีกคนพลิกดูตำรา
รูปแบบการสอนของอาจารย์เช่นกงเหลียงเหลียวนั้นแตกต่างจากเหล่าอาจารย์ในโรงเรียนมาก อาจารย์จะชี้ทางให้แล้วให้ศิษย์ฝึกฝนด้วยตนเอง โดยขึ้นอยู่กับความสำนึกและระดับความเข้าใจของศิษย์เป็นหลัก
พร้อมกันนั้นก็ยังเป็นสารานุกรมตอบคำถาม ศิษย์จะศึกษาด้วยตนเองก่อน หากพบจุดที่ไม่เข้าใจจึงค่อยมาถามเขา
ทว่าสำหรับศิษย์อย่างหลิวจี้ กงเหลียงเหลียวจำต้องใส่ใจอยู่บ้าง เพราะพื้นฐานเขานั้นย่ำแย่เกินไป และเขาเองก็ไม่ต้องการให้หลิวจี้ทำลายชื่อเสียงอาจารย์ของตนเองเพราะความรู้ไม่เพียงพอด้วย
ดังนั้นจึงต้องเริ่มฝึกจากพลังชีวิต จิต และวิญญาณเสียก่อน หลังจากนั้นจึงจะประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น
ศาสตร์ทั้งหกของบัณฑิต ได้แก่ จารีต ดนตรี ยิงธนู ขับขี่ อักษร และคณิตศาสตร์ กงเหลียงเหลียวเชี่ยวชาญอักษร ขับขี่ ยิงธนู และคณิตศาสตร์สี่แขนงนี้มากที่สุด เขาเห็นว่าศิษย์ของตนถึงจะไม่เชี่ยวชาญครบทั้งหกแขนง แต่ก็ควรจะเข้าใจในสี่แขนงที่ตนถนัดที่สุดจึงจะสามารถกล่าวกับคนนอกได้ว่า “ข้าคือลูกศิษย์ในสังกัดของมหาบัณฑิตกงเหลียงเหลียว”
ช่วงเวลาว่างๆ ผ่านไปหลายวัน พออากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนก็หมดความปรารถนาที่จะออกจากบ้าน ไหนๆ ก็ว่างอยู่แล้วจึงใช้วัสดุที่มีอยู่ ยืมลูกคิดของฉินเหยามาอันหนึ่ง หลังจากกินอาหารเช้าแล้วก็ตั้งใจจะทดสอบระดับความสามารถด้านคณิตศาสตร์ของหลิวจี้
อันที่จริงในมุมมองของกงเหลียงเหลียว คณิตศาสตร์คือความสามารถที่ร้ายกาจที่สุดในบรรดาศาสตร์ทั้งหก
คณิตศาสตร์อาจเป็นเลขคณิต หรืออาจเป็นศาสตร์แห่งการคำนวณ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ที่เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ต้องการจะประยุกต์ใช้อย่างไร
ศาสตร์แห่งการคำนวณที่ล้ำลึกที่สุดสามารถคำนวณได้ถึงโชคชะตาของแคว้นๆ หนึ่ง ผู้คนทั้งหมดในใต้หล้ามีจำนวนเท่าใด แต่ละคนมีที่ดินเท่าใด ที่ดินแต่ละหมู่สามารถผลิตข้าวสารได้เท่าใด
ข้าวสารเหล่านี้จะถูกจัดสรรไปยังงบประมาณกองทัพ เงินเดือนขุนนางและการวางแผนชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรอย่างไร ล้วนเป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง
ผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ที่เก่งกาจที่สุดก็คือเจ้าเหนือหัวผู้ที่อยู่เหนือคนนับหมื่น
หากเจ้าเหนือหัวยังไม่สามารถคำนวณได้อย่างชัดเจนว่าใต้หล้าของตนมีผู้คนและที่ดินเท่าใด แคว้นนั้นก็คงอยู่ไม่ไกลจากการล่มสลายแล้ว
“การรบที่ต้องใช้คนสิบคน เจ้าลองคำนวณดูว่าต้องใช้เงินเท่าใด” กงเหลียงเหลียวนั่งอยู่บนรถเข็น กินเมล็ดแตงโมที่เด็กรับใช้ข้างกายเตรียมไว้ให้ในจานไปพลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มจางๆ ไปพลาง
หลิวจี้หยิบลูกคิดขึ้นมา ดีดนับอย่างรวดเร็วจนได้ตัวเลขออกมา “การรบที่มีคนสิบคนนั้นมิอาจนับว่าเป็นการรบได้ ควรจะเป็นหน่วยลาดตระเวนชายแดนที่เผชิญหน้ากับสายลับของศัตรูระหว่างการลาดตระเวนแล้วขี่ม้าไล่ตามไป ไม่ถึงกับต้องใช้ค่าใช้จ่ายหนึ่งวันเต็ม ข้าคำนวณให้พวกเขาครึ่งวันก็แล้วกัน”
“ทัพใหญ่ประจำการอยู่ที่ชายแดน เดิมทีก็ทำไร่ไถนากินเองอยู่แล้ว ม้าก็ไม่ได้มีให้ใช้เฉพาะ ทหารม้าสวมเกราะเบา เกราะเบานั้นทหารเกณฑ์ก็เป็นผู้จัดหามาเอง ดังนั้นค่าใช้จ่ายในครึ่งวันจึงน้อยนิดแทบไม่มี ใช้เงินเป็นศูนย์”
ฉีเซียนกวนที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ ได้ยินวาจาเหล่านี้ก็เกือบจะสำลักน้ำชาตาย พึมพำเสียงต่ำว่า “เหลวไหลสิ้นดี”
กงเหลียงเหลียวแย้มยิ้ม “ก็มีเหตุผลอยู่บ้าง”
ฉีเซียนกวนถึงกับพูดไม่ออก เขารู้ว่าหลิวจี้ไม่มีพื้นฐานใดๆ ท่านอาจารย์จึงเมตตาต่อเขาเป็นพิเศษ แต่ไม่คาดคิดว่าจะตามใจถึงเพียงนี้!
กงเหลียงเหลียวเหลือบสายตาไป “ข้าเห็นต้าหลางของบ้านหลิวจี้กำลังฝึกวรยุทธ์เพื่อเสริมสร้างร่างกายอยู่ที่สวนหลังบ้าน เจ้าก็ไปฝึกเสียบ้าง”
ฉีเซียนกวนชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อรู้ตัวว่าอาจารย์กำลังพูดกับตนก็ถอนหายใจอย่างจนใจ วางถ้วยชาลง รับคำแล้วเดินออกไป
เขาร่ำเรียนวิชากระบี่ มีระดับฝีมือแค่พอถูไถ สือโถวซึ่งเป็นอาจารย์สอนพิเศษบอกว่าเขาไม่มีพรสวรรค์ด้านการฝึกวรยุทธ์ หากต้องการฝึกฝนถึงขั้นเชี่ยวชาญกระบี่อย่างแท้จริง มีเพียงต้องลงแรงฝึกฝนอย่างหนักเท่านั้น
ความยากลำบากนี้ เห็นได้ชัดว่าฉีเซียนกวนทนไม่ได้ คนทั่วไปก็ทนความลำบากของการฝึกวรยุทธ์ไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่ไม่มีพรสวรรค์
แน่นอนว่ากงเหลียงเหลียวรู้สถานการณ์ของเขาดี ที่เรียกให้เขาไปฝึกกระบี่ก็เพียงหาเรื่องให้เขาทำ ถือโอกาสฝึกฝนพลังชีวิต จิต และวิญญาณไปในตัว
เด็กหนุ่มวัยรุ่น อายุยังน้อย วันๆ เอาแต่นั่งอ่านตำราเขียนอักษรย่อมไม่ได้ ร่างกายต่างหากคือต้นทุน
ก้มหน้าลงมองขาของตนเอง กงเหลียงเหลียวถอนใจอย่างเศร้าสร้อย ตะโกนสั่งไปยังนอกลานบ้าน “ฝึกหนึ่งชั่วยามนะ!”
สือโถวประสานหมัดรับคำ หันไปโค้งคำนับต่อนายน้อยที่กำลังยิ้มขื่นให้ตนอย่างลึกซึ้ง “คุณชาย ขออภัยด้วย!”
นายบ่าวคู่นี้ก็เริ่มฝึกฝนตรงนั้นทันที โชคดีที่ลานฝึกวรยุทธ์ในสวนหลังบ้านของฉินหยามีพื้นที่กว้างขวางพอจึงไม่ส่งผลกระทบต่ออาวั่งและต้าหลาง
เพียงแต่ ‘อาจารย์’ ของทั้งสองฝ่ายสอนไปสอนมากลับอดไม่ได้ที่จะถูกลูกศิษย์ของอีกฝ่ายดึงดูดความสนใจ
ฉีเซียนกวนฝึกกระบี่มาแล้วสองปี กระบวนท่ายังไม่ค่อยคล่องแคล่ว พื้นฐานอ่อนแออย่างแท้จริง พอแกว่งกระบี่เล่มเล็กที่ถนัดมือได้หนึ่งเค่อก็เริ่มอู้เสียแล้ว
อาวั่งมองดูแล้วก็แค่นเสียงออกมาเสียงหนึ่ง
ทว่าเขาก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแต่เข้มงวดกับ ‘ศิษย์’ ของตนเองมากขึ้น “เพลงมวยพื้นฐานหนึ่งซ้ำอีกรอบ”
เพลงมวยแต่ละชุด อาวั่งล้วนตั้งหมายเลขให้ ไม่ได้มีชื่อวรยุทธ์เท่ระเบิดอะไร
หนึ่งคือเพื่อปกปิดที่มาของกระบวนท่าเหล่านี้ สองคือเป็นเพราะในอดีตอาจารย์ในค่ายนักฆ่าเดนตายของพวกเขาก็สอนเช่นนี้
ต้าหลางไม่ใส่ใจ ขอแค่จำง่ายก็พอแล้ว
ประเด็นสำคัญในตอนนี้คือ เขาฝึกซ้อมในส่วนที่ควรจะทำเสร็จสิ้นแล้ว สามารถพักได้ครึ่งเค่อ
ผลคือคำพูดอันแผ่วเบาของอาวั่งที่ว่า “ซ้ำอีกรอบ” ทำให้ต้าหลางอยากจะแหงนหน้าขึ้นแล้วตะโกนใส่ท้องฟ้าว่า ให้ข้าตายเสียเถอะ!
ก่อนหน้านี้ตอนฝึกวรยุทธ์กับน้าเหยาเขาก็รู้สึกว่าลำบากมากแล้ว ตอนนี้พอมาอยู่กับอาวั่งจึงได้รู้ว่า แต่ก่อนนั้นไม่อาจเทียบได้เลย!
ตอนอยู่กับน้าเหยา ทุกวันก็แค่วิ่งแล้วก็ฝึกพละกำลังและความอดทน ถึงจะน่าเบื่อแต่ก็ไม่เคยได้สัมผัสกับความเจ็บปวดที่แท้จริง
ทว่าอาวั่งไม่เหมือนกัน เพลงมวยสอนเพียงรอบเดียวก็ให้เขาจดจำเอาเอง ทุกครั้งที่จำไม่ได้แล้วขอให้สอนซ้ำ เขาก็จะได้รับบทลงโทษอย่าง ‘ฟาดด้วยท่อนไม้ยี่สิบครั้ง’
ท่อนฟืนยาวหนึ่งเมตร หนาเท่าแขนของบุรุษวัยฉกรรจ์ เป็นท่อนไม้เนื้อแน่นที่สุดที่อาวั่งอุตส่าห์เข้าป่าไปหามา มีน้ำหนักขนาดที่ว่าโยนลงแม่น้ำแล้วจะจมลงทันที ถูกฟาดยี่สิบครั้ง แขนก็แทบจะพิการไปแล้วครึ่งหนึ่ง
จนถึงตอนนี้ต้าหลางยังจำความขมขื่นของบทลงโทษที่ได้ลิ้มลองในวันแรกได้ดี ไหนจะสภาพน่าสังเวชที่พอตกเย็นก็แอบไปนั่งยองๆ อยู่หน้าประตูโรงงานเครื่องเขียนเพื่อขอเปลี่ยนอาจารย์กับฉินเหยาอีก
แน่นอนว่าที่น่าสังเวชกว่านั้นคือ น้าเหยาบอกเขาว่า ‘จะยืนหยัดต่อหรือจะยอมแพ้ เจ้าเลือกเอาเอง’
ต้าหลางถอนหายใจ “เฮ้อ~” ออกมาอย่างอัดอั้นตันใจ ฝึกก็ฝึกไปแล้ว ต่อให้ต้องคลานไปก็ต้องไปให้ถึงที่สุด!
หลังจากยื่นเรื่องขออาวั่งว่าตนขอดื่มน้ำสักอึกก่อนแล้วค่อยฝึกเพิ่มได้หรือไม่และได้รับการปฏิเสธอย่างเลือดเย็น ต้าหลางก็ถอดเสื้อที่เปียกชุ่มออก เปลือยท่อนบนแล้วร่ายรำเพลงมวยพื้นฐานหนึ่งอีกครั้งด้วยความรู้สึกสิ้นหวังในชีวิต
สือโถวสูดปากร้อง “ซี๊ด” ราวกับเข้าใจความรู้สึกนั้น
เขารู้ว่าอาวั่งไม่ใช่คนรับใช้ธรรมดาๆ แต่ไม่คิดว่าภายใต้ใบหน้าที่ดูซื่อๆ ทึ่มๆ นั้น จะมีหัวใจที่โหดเหี้ยมถึงเพียงนี้
มองดูต้าหลางที่เหงื่อท่วมหัว ใบหน้าซีดขาว แต่ยังคงร่ายรำเพลงมวยได้องอาจน่าเกรงขาม ไม่กล้าให้เกิดข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย
แล้วหันกลับมามองฉีเซียนกวนที่อยู่ตรงหน้าตน แม้แต่กระบี่ก็ยังยกขึ้นไม่ถึงไหล่ เห็นได้ชัดว่ากำลังทำไปอย่างขอไปที แต่สีหน้ากลับยังคงสดใส
ทันใดนั้นสือโถวก็คิดเรื่องหนึ่งออก…วิชากระบี่ของคุณชายย่ำแย่ถึงเพียงนี้ บางที อาจจะ น่าจะเป็นเพราะใจของเขาไม่เหี้ยมพอ
พอได้ยินเสียง “เหอะ” ที่เปล่งออกมาอย่างแฝงความหมายของอาวั่ง สือโถวก็เอ่ยขึ้นมาว่า “คุณชาย หากท่านยังไม่สามารถยกกระบี่ให้เสมอไหล่ได้ วันนี้พวกเรามาฝึกเพิ่มอีกหนึ่งชั่วยามเถิด”
ฉีเซียนกวนที่รู้สึกว่าเวลาแต่ละวินาทียาวนานราวกับเป็นปีเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อสายตา เจ้าไม่อยากได้เบี้ยหวัดรายเดือนของเดือนนี้แล้วใช่หรือไม่?!
………………..