ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 331 เปิดความคิด
ตอนที่ 331 เปิดความคิด
………………..
ตอนที่ฉินเหยากลับบ้านมากินข้าวตอนเที่ยงก็พบว่าที่บ้านนอกจากเอ้อร์หลางแล้ว ทุกคนล้วนมีท่าทางเหนื่อยจนแทบจะล้มพับ
นางเอ่ยถามอย่างสงสัย “พวกเจ้าพากันไปไถนามาหรือ”
อาวั่งส่ายหน้า นี่เป็นงานของเขา ใครก็อย่าได้คิดจะมายุ่ง!
เขาชอบไถนา การได้มองดูผืนดินแข็งๆ ถูกคันไถเหล็กไถพรวนขึ้นมาในพริบตานั้น มันช่างเยียวยาจิตใจยิ่งนัก!
ฉีเซียนกวนและต้าหลางที่ถูกเหล่าอาจารย์ผู้ฝึกวรยุทธ์ใช้เป็นเครื่องมือประลองฝีมือกันอย่างลับๆ สบตากันอย่างเห็นอกเห็นใจ อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อคำพูดมาถึงปากกลับไร้เรี่ยวแรงจึงเอนกายพิงพนักพิงเก้าอี้พร้อมถอนหายใจออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
พอเห็นทั้งสองคนก็รู้ได้ทันทีว่าฝึกหนักเกินไป ฉินเหยาจึงตบไหล่ทั้งสองคนเบาๆ เพื่อปลอบใจ “สู้ๆ เดี๋ยวก็ชินไปเอง”
นางเงยหน้าขึ้น มองไปยังหลิวจี้ที่ฟุบอยู่บนลูกคิดในห้องโถง “เจ้าไม่ได้ฝึกวรยุทธ์ แล้วเหตุใดถึงมีสภาพเช่นนี้ด้วยเล่า”
หลิวจี้ฝืนทำใจดีสู้เสือเงยหน้าขึ้นมองนางแวบหนึ่ง ไม่กล้าไม่ตอบจึงกล่าวตามความจริง “ท่านอาจารย์ให้ข้าคำนวณงบประมาณกองทัพ จากสิบคนเป็นร้อยคน ตอนนี้ยังต้องคำนวณหนึ่งพันคน หนึ่งหมื่นคน หนึ่งแสนคนอีก!”
“ข้าคำนวณครั้งหนึ่ง ท่านอาจารย์ก็ว่าผิด คำนวณอีกครั้งก็ว่าผิดอีก คำนวณต่อไป ก็ยังผิดๆๆๆๆ…”
เสียงคำว่าผิดลากยาวไม่สิ้นสุด ดังพอที่จะก้องกังวานไปทั่วห้องได้สามรอบ ฉินเหยาจึงตวาดขึ้นมาทันที “เช่นนั้นก็หุบปากเสีย!”
“เอาลูกคิดมาให้ข้า” ฉินเหยายื่นมือออกไป หลิวจี้ดีใจเป็นอย่างยิ่ง รีบประคองลูกคิดส่งให้ด้วยสองมือ เพิ่งจะนึกขึ้นได้จึงเอ่ยถาม “เจ้าจะเอาลูกคิดไปทำอะไรหรือ”
ฉินเหยายิ้มเล็กน้อย “ไม่เกี่ยวกับเจ้า”
นางหยิบลูกคิดแล้วเดินจากไป
เมื่อออกจากบ้านที่เต็มไปด้วยเสียงโอดครวญ มองดูทิวเขาไกลๆ ที่ค่อยๆ ย้อมเป็นสีทองก็รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
เมื่อเช้านางได้รับจดหมายที่ไป๋ซั่นฝากคนมาส่งให้พร้อมกับเงิน
เป็นเงินค่ากล่องเครื่องเขียนห้าสิบกล่องที่เขาเอาไปคราวก่อน ทั้งหมดห้าร้อยเหวิน กล่องละสิบเหวิน
ดูท่าเขาคงจะขายสินค้าในราคาสิบห้าเหวิน แต่เขาเองก็คงไม่ได้กำไรอะไรมากนัก
แต่ว่าเดิมกล่องเครื่องเขียนนั้นก็ทำมาจากเศษวัสดุของหีบหนังสือ ต้นทุนจึงต่ำมาก การขายเอากำไรน้อยแต่เน้นปริมาณก็ถือเป็นหนทางหนึ่ง
ผ่านไปนานถึงเพียงนี้ ไป๋ซั่นเพิ่งจะขายกล่องเครื่องเขียนห้าสิบกล่องนั้นออกไปได้ แสดงให้เห็นว่าตลาดไม่ได้ให้ความสนใจกับสินค้าชิ้นนี้เลย
แต่ว่า!
ในจดหมายที่ไป๋ซั่นฝากคนมาส่ง ได้เสนอทิศทางการขายที่นางคาดไม่ถึงอย่างสิ้นเชิงนั่นก็คือ กล่องของขวัญบรรจุภัณฑ์
กล่องเครื่องเขียนไม่ได้ถูกขายออกไปในฐานะกล่องเครื่องเขียน ไป๋ซั่นเดินทางไปเยือนหลายอำเภอในจังหวัดจื่อจิง แต่ก็ยังหาลู่ทางขายกล่องเครื่องเขียนไม่ได้
จนกระทั่งวันหนึ่งโดยบังเอิญ ขณะที่เขานั่งดื่มชากับหุ้นส่วนการค้าที่โรงเตี๊ยมก็เห็นร้านตำราที่อยู่เยื้องๆ กันกำลังบรรยายสรรพคุณพู่กันขนแกะราคาย่อมเยาที่มาจากต่างถิ่น
พู่กันนั้นไม่ได้ใส่ถุงผ้าเพราะสินค้าราคาย่อมเยาเช่นนี้ไม่คู่ควรกับถุงผ้าต้นทุนสูง ดังนั้นจึงถูกบรรจุไว้ในกล่องไม้เรียบๆ กล่องหนึ่ง
กล่องไม้นั้นดูเรียบง่ายอย่างแท้จริง คาดว่าน่าจะใช้เศษวัสดุที่แย่ที่สุด แต่พู่กันที่บรรจุในกล่องเช่นนี้มีราคาที่ย่อมเยามากจึงเป็นที่นิยมในหมู่บัณฑิตทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรเสียก็ดูหรูหรากว่าพู่กันที่ไม่มีบรรจุภัณฑ์ใดๆ
ในตอนนั้นเอง ไป๋ซั่นก็เกิดความคิดแวบขึ้นมาในหัว รีบให้คนรับใช้หยิบกล่องเครื่องเขียนของบ้านฉินเหยาออกมาให้เขาดู
เพื่อที่จะขายสินค้าที่ค้างคลังนี้ เขาจึงพกมันติดตัวไปทุกที่ คิดในใจว่าเผื่อจะเจอคนที่ยอมเหมาซื้อไปทั้งหมดก็จะสามารถรักษามิตรภาพระหว่างเขากับฉินเหยาไว้ได้
หากสถานการณ์เป็นไปด้วยดี เขาก็จะสามารถใช้สิ่งนี้เป็นไพ่ตายในการต่อรองราคาสินค้าอื่นได้ ตัวเองจะได้กำไรมากขึ้นอีกหน่อย
คนรับใช้ยื่นกล่องเครื่องเขียนให้ หุ้นส่วนการค้าที่มาด้วยกันก็ถามเขาทันที “เถ้าแก่ไป๋ซื้อพู่กันใหม่อะไรมาหรือ”
ที่แท้ก็เข้าใจผิดว่ากล่องเครื่องเขียนของเขาเป็นพู่กันที่ขายอยู่ในร้านตำราฝั่งตรงข้ามนั่นเอง คิดว่านี่คือบรรจุภัณฑ์
ไป๋ซั่นดีใจขึ้นมาทันที หนทางนี้ดีจริงๆ
หากเขาบอกหุ้นส่วนว่าเป็นกล่องเครื่องเขียน อีกฝ่ายย่อมไม่สนใจเป็นแน่ แต่หากเขาบอกว่านี่เป็นกล่องสำหรับใส่พู่กัน ทุกคนก็จะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เขาจึงยิ้มพลางเปิดกล่องเครื่องเขียนออกทันที ข้างในมีจานฝนหมึกและแท่งหมึกวางอยู่พอดี ยังมีช่องลับเล็กๆ ที่สอดกระดาษเปล่าสองสามแผ่นและตราประทับส่วนตัวของเขาไว้
กล่องเครื่องเขียนของฉินเหนียงจื่อนี้ ใช้งานได้ดีก็จริง เพียงแต่ไม่มีใครตั้งใจซื้อกล่องแบบนี้มาใช้โดยเฉพาะ
แต่นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางให้เขาโอ้อวดกับหุ้นส่วนว่าเขาตั้งใจซื้อพู่กันมาหนึ่งด้ามก็เพื่อกล่องที่แถมมานี้โดยเฉพาะ การกระทำที่เรียกว่า ‘ซื้อหีบคืนไข่มุก’ ก็คือนิยามของเขาในตอนนี้
เมื่อเปิดความคิดได้ ช่องทางการขายก็เปิดออก เขาจึงเขียนจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมาทันที ฝากกองคาราวานส่งต่อไปให้ฉินเหยา บอกให้นางรีบเตรียมสินค้า กลางเดือนเก้าเขาจะมารับ ยิ่งมีจำนวนมากเท่าไรก็ยิ่งดี
เพราะไป๋ซั่นได้เจรจากับโรงงานผลิตพู่กันที่ใหญ่ที่สุดในท้องถิ่นสองแห่งเรียบร้อยแล้ว ใบสั่งซื้อก็อยู่ในมือแล้ว ทุกอย่างพร้อมสรรพ ขาดก็แต่กล่องเครื่องเขียนเท่านั้น
โอ้ ไม่สิ ตอนนี้ควรจะเรียกว่ากล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียน
ฉินเหยามาถึงคลังสินค้า หลิวฉีที่เฝ้าคลังสินค้าอยู่ก็ขานจำนวนไปพลาง ฉินเหยาก็คำนวณไปพลางจนได้ตัวเลขที่แน่นอนของสินค้าคงคลังในปัจจุบัน
“ตอนนี้มีทั้งหมดหกร้อยยี่สิบห้ากล่อง ขายให้ไป๋ซั่นกล่องละแปดเหวิน สินค้ารอบนี้จะได้รับเงินทั้งหมด…” ฉินเหยายิ้มอย่างประหลาดใจ “ช่างบังเอิญนัก พอดีเป๊ะ ห้าตำลึงถ้วน”
หลิวฉียิ้มอย่างยินดี รีบหยิบดินสอถ่านที่ทำจากถ่านไม้มาจดตัวเลขไว้แล้วถามฉินเหยา “จะนำออกจากคลังทั้งหมดเลยหรือไม่”
เสมียนเฉียนวั่งเองก็อยู่ข้างๆ ด้วย เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงมองไปที่ฉินเหยา หากจะนำสินค้าออกจากคลัง ฝ่ายของเขาก็จะต้องออกใบเบิกสินค้า เพื่อความสะดวกในการสรุปยอดตอนสิ้นเดือน
เสมียนเฉียนตัดสินใจที่จะอยู่ที่โรงงานเครื่องเขียนต่อไปชั่วคราว เหล่าผู้อพยพจากเมืองหวงเชวี่ยเองก็จะเดินทางกลับบ้านในช่วงต้นเดือนสิบ ถึงตอนนั้นค่อยฝากพวกเขานำเงินและจดหมายกลับไปให้ที่บ้าน
ค่าจ้างที่ผู้จัดการใหญ่ฉินให้ที่นี่มากกว่าที่เขาเคยได้รับที่เมืองหวงเชวี่ยถึงสามส่วน เสมียนเฉียนตั้งใจจะทำงานต่ออีกสักพักเพื่อเก็บเงินออมสักก้อน
ส่วนเรื่องที่ไม่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวคงต้องเอาไว้ทีหลัง ขอเพียงแค่ครอบครัวได้ฉลองปีใหม่อย่างมีความสุข ปีหน้าลมฝนราบรื่นปราศจากภัยพิบัติ เขาก็ไม่กล้าเรียกร้องอะไรอีกแล้ว
ฉินเหยาพยักหน้าพลางส่งสัญญาณให้เสมียนเฉียนออกใบเบิกสินค้า จากนั้นก็ให้หลิวฉีไปจัดเตรียมสินค้าชุดนี้ออกมา
“อีกสองวันคนของเถ้าแก่ไป๋จะนำรถมาขนสินค้า ส่วนคำสั่งซื้อหีบหนังสือหนึ่งหมื่นใบชุดแรกที่โรงงานของเราต้องส่งให้ห้างการค้าฟู่หลงก็เสร็จเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่”
หลิวฉีพยักหน้า “ทำเสร็จตั้งแต่เมื่อวานแล้ว สินค้าที่ยังไม่ได้ส่งออกไป ข้าได้นำคนไปตรวจนับด้วยตนเองแล้ว คุณภาพไม่มีปัญหาจึงได้นำเข้าคลัง”
ยังมีสินค้ามีตำหนิเหลืออยู่บ้าง ประมาณร้อยกว่าชิ้น จึงถามฉินเหยาว่าจะจัดการอย่างไร
เรื่องนี้จัดการยากอยู่เหมือนกัน ในข้อตกลงที่ลงนามกับห้างการค้าฟู่หลงระบุไว้ว่า ภายในระยะเวลาของสัญญา โรงงานไม่สามารถขายหีบหนังสือเองโดยพลการได้
ฉินเหยากล่าวว่า “ชิ้นที่มีตำหนิไม่มาก ลองดูว่าคนงานภายในของเราต้องการหรือไม่ ขายให้ในราคาต้นทุน ส่วนชิ้นที่มีตำหนิมาก ให้นำกลับไปเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตใหม่อีกครั้ง”
หลิวฉีรับคำ ไม่ได้คิดอะไรมาก ฉินเหยาให้ทำอย่างไรเขาก็ทำอย่างนั้น
แต่เสมียนเฉียนกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย รอจนกระทั่งเหลือเพียงเขากับฉินเหยาสองคนจึงเอ่ยหยั่งเชิง
“ผู้จัดการใหญ่ฉิน การขายสินค้ามีตำหนิให้พวกคนงาน เกรงว่าอาจจะสร้างปัญหาตามมาได้”
ฉินเหยาหยุดฝีเท้าแล้วถามเขาว่ามีปัญหาอะไร เสมียนเฉียนกล่าวว่า “เรื่องที่สามารถทำกำไรได้ มักจะล่อลวงผู้ที่ละโมบในผลประโยชน์ หากมีคนงานได้หีบหนังสือไปในราคาถูกแล้วลักลอบนำไปขายต่อในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด เกรงว่าจะสร้างความเดือดร้อนมาให้โรงงานได้”
“แล้วก็…” เสมียนเฉียนเหลือบมองฉินเหยาอย่างลังเล เมื่อเห็นว่านางมีสีหน้าเป็นปกติจึงกล่าวต่อไปว่า “เกรงว่าอาจจะทำให้สินค้ามีตำหนิเพิ่มมากขึ้นด้วย”
………………..