ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 333 เขาจะทำให้ข้าร้องไห้จนตาย
ตอนที่ 333 เขาจะทำให้ข้าร้องไห้จนตาย
หลิวเฝยรู้สึกอบอุ่นใจอย่างยิ่ง รีบเปิดห่อสัมภาระบนรถม้าแล้วนำชาดราคาถูกสองสามกล่องที่ตนซื้อกลับมาจากเมืองหลวงของมณฑลให้นางเลือกก่อนหนึ่งกล่อง
“ฮี่ๆ~” เด็กหนุ่มเกาศีรษะอย่างเขินอาย เกรงว่าฉินเหยาจะเข้าใจผิดจึงอธิบายว่า
“ครานี้ที่ไปเมืองหลวงของมณฑล พอดีเจอกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ โรงผลิตชาดจึงนำของเก่าเก็บจำนวนหนึ่งออกมาขายราคาถูก ข้าเลยคิดว่าท่านแม่ของข้าชั่วชีวิตนี้ยังไม่เคยใช้ชาดมาก่อนจึงให้พี่สาวที่โรงผลิตชาดช่วยเลือกให้หนึ่งกล่องเพื่อแสดงความกตัญญูต่อนาง…”
จากนั้นเมื่อซื้อมาหนึ่งกล่องก็นึกขึ้นได้ว่าที่บ้านยังมีพี่สะใภ้อีกสามคน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นในครอบครัว เขาจึงกลับไปอีกครั้ง กัดฟันซื้อมาอีกสามกล่อง คิดว่าถึงตอนนั้นพวกพี่สะใภ้ที่บ้านต่างก็มีส่วนแบ่ง จะได้ไม่มีใครมาคอยจับจ้องของของท่านแม่ของเขาอีก
ล้วนแยกบ้านกันไปแล้ว ฉินเหยาคาดไม่ถึงว่าจะมีส่วนของตนด้วย อีกทั้งเครื่องสำอางของที่นี่นางก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน จึงเอ่ยขอบคุณ แสดงออกว่าตนดีใจมากและเลือกมาหนึ่งกล่องด้วยความสงสัยใคร่รู้
มันเป็นกล่องไม้สีดำรูปวงรี ขนาดใหญ่กว่าที่นางจินตนาการไว้ ไม่สามารถใช้มือข้างเดียวหยิบขึ้นมาได้
ยังไม่ทันเปิดออกก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมา เมื่อเปิดกล่องออก ด้านในเป็นกระดาษน้ำมันรองอยู่หนึ่งชั้น ถัดมาจึงเป็นชาดเนื้อขี้ผึ้งสีชมพูก้อนใหญ่
หลิวเฝยกล่าวว่า “พี่สาวที่โรงผลิตชาดบอกว่าสีนี้ทำให้ดูอ่อนเยาว์ ทาได้ทั้งแก้มและปาก อ้อ ยังสามารถใช้แต้มจุดคนงามที่หว่างคิ้ว วาดเป็นดอกไม้ประดับหน้าผากได้ด้วย”
“จริงสิ ยังบอกอีกว่าก่อนจะทาสิ่งนี้ให้ลงแป้งตะกั่วสีขาวบนใบหน้าก่อนหนึ่งชั้น น่าเสียดายที่แป้งนั้นแพงเกินไป ข้าก็เลยซื้อมาแค่สิ่งนี้ก่อน”
อีกอย่าง สิ่งนี้มีสีสัน ยังใช้ได้หลายจุด คุ้มค่ากว่าแป้งตะกั่วที่ใช้ได้แค่ทาหน้า
ฉินเหยาปิดฝากล่องอย่างระมัดระวัง กล่าวพลางยิ้ม “ดีมาก ผู้เริ่มใช้ใหม่ควรใช้สีเป็นบริเวณกว้างให้น้อยเข้าไว้ พี่สาวผู้นั้นแนะนำเจ้าได้ดีทีเดียว ไม่ได้หลอกเจ้า”
“อีกอย่าง ข้าดูจากปริมาณนี้แล้ว คงใช้ได้จนข้าลงโลงเลยล่ะ” ฉินเหยาหัวเราะฮ่าๆ หลิวเฝยก็ไม่รู้ว่านี่เป็นคำชมหรือคำถากถาง อย่างไรก็ตาม หัวเราะตามไปด้วยก็พอแล้ว
ฉินเหยาขี่ม้าตามอยู่ข้างขบวนรถม้า ประโยชน์ของการซ่อมถนนให้กว้างขึ้นปรากฏให้เห็นแล้วในตอนนี้ การเดินทางขนานกันไปก็ไม่กีดขวางซึ่งกันและกัน
หลิวไป่กล่าว “พวกเราส่งอีกเที่ยวเดียวก็จะเสร็จสิ้นคำสั่งซื้อในคราวนี้แล้ว ตอนขากลับข้าได้ถามผู้ที่รับผิดชอบของห้างการค้าฟู่หลงแล้ว เถ้าแก่บอกว่าต้องให้น้องสะใภ้ไปจัดการเรื่องเงินส่วนที่เหลือด้วยตนเอง ไม่ยอมมอบเงินส่วนที่เหลือให้พวกเรา”
ฉินเหยาคาดการณ์ไว้อยู่แล้วจึงรับคำ “ในวันมะรืนนี้พวกท่านออกเดินทางตามปกติ ข้าจะไปช้ากว่าพวกท่านสองวัน ถึงตอนนั้นพวกเราค่อยไปพบกันที่เมืองหลวงของมณฑล”
นางต้องอยู่ที่โรงงานเพื่อรอให้คำสั่งซื้อกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนของไป๋ซั่นจัดการเสร็จสิ้นเสียก่อนจึงจะไปได้
“จริงสิ เมื่อครู่มีข่าวดี กล่องเครื่องเขียนมีช่องทางจำหน่ายแล้วก็คือเถ้าแก่ไป๋ ไป๋ซั่นที่เคยร่วมมือกับเราก่อนหน้านี้ ต่อไปกล่องเครื่องเขียนจะเปลี่ยนชื่อเป็นกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียน พวกเจ้าจดจำไว้ด้วย”
ทุกคนในขบวนรถม้าพยักหน้ารับคำ จดจำไว้แล้ว
ระหว่างการเดินทาง ทั้งสองฝ่ายก็พูดคุยถึงสถานการณ์ของแต่ละฝ่ายจนเสร็จสิ้น กลับไปจะได้ไม่ต้องเสียเวลารายงานอีก ในวันพรุ่งนี้หลิวไป่ก็จะได้พักผ่อนทั้งวัน
ฉินเหยายังบอกสองพี่น้องถึงเรื่องที่บ้านของตนมีแขกผู้สูงศักดิ์มาเยือน
อย่างไรเสียก็เคยเดินทางไกล ไปถึงเมืองหลวงของมณฑลมาแล้ว วิสัยทัศน์ของหลิวไป่และหลิวเฝยจึงกว้างไกลขึ้น เมื่อทราบว่าหลิวจี้ได้กราบเข้าเป็นศิษย์ของมหาบัณฑิตก็ให้ตกตะลึงอย่างยิ่ง
“ข้าได้ยินคนทางเมืองหลวงของมณฑลพูดกันว่า หากมีมหาบัณฑิตและขุนนางในราชสำนักหลายท่านร่วมกันเสนอชื่อ ไม่จำเป็นต้องสอบเคอจวี่ก็สามารถเข้ารับราชการได้” หลิวไป่มองไปที่ฉินเหยา “นี่เป็นเรื่องจริงหรือไม่”
ฉินเหยาพยักหน้า “เป็นเรื่องจริง”
ไม่รอให้สองพี่น้องแสดงสีหน้าดีใจสุดขีดก็รีบกล่าว “แต่! เงื่อนไขคือผู้ที่ถูกเสนอชื่อต้องมีความสามารถที่แท้จริง อีกทั้งระหว่างมหาบัณฑิตกับมหาบัณฑิตก็แตกต่างกันด้วย”
นางไม่ปฏิเสธว่ากงเหลียงเหลียวยังคงมีอิทธิพลในราชสำนักอยู่บ้าง
แต่ตอนนี้กงเหลียงเหลียวมาเยือนตระกูลฉีในฐานะแขก ดูเหมือนว่าตระกูลฉีจะใช้ความพยายามอย่างมากในการเชิญเขามา แต่แท้จริงแล้วคือเขากำลังอาศัยอำนาจของตระกูลฉีเพื่อแสวงหาความสงบสุขในบั้นปลายชีวิตต่างหาก
การจะค้นพบข้อนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงดูจากเบื้องหน้าของกงเหลียงเหลียวที่ไม่มีคนของตนเองเลยแม้แต่คนเดียวก็สามารถมองเห็นข้อเท็จจริงเบื้องหลังนี้ได้
ตอนนี้เขาเหลือเพียงตำแหน่งมหาบัณฑิตและความสามารถติดตัวเท่านั้น การเป็นอาจารย์ สั่งสอนและอบรมผู้คนนั้นปลอดภัยที่สุดและเหมาะสมที่สุด
เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นข้อมูลที่อาวั่งไปสืบมาอย่างลับๆ แล้วมาเล่าให้นางฟังเสริมในภายหลัง
เมื่อนึกถึงอาวั่ง ฉินเหยาก็ดีใจจนแทบจะร้องไห้ เขาช่าง! อยากจะอยู่เพื่อทำนาจริงๆ!
ฉินเหยากลับไม่ได้บอกข้อมูลเหล่านี้ให้แก่สองพี่น้องหลิวไป่ฟัง นางเพียงแต่บอกว่ากงเหลียงเหลียวได้วางมือแล้ว ในราชสำนักไม่มีอิทธิพลใดๆ อีก ไม่สามารถเสนอชื่อให้หลิวจี้เข้ารับราชการโดยตรงได้
แต่ถึงกระนั้น การที่สามารถกราบเป็นศิษย์ของมหาบัณฑิตเพื่อเรียนรู้ความสามารถที่แท้จริงได้ก็ยังคงทำให้สองพี่น้องหลิวไป่รู้สึกอิจฉาและทอดถอนใจอยู่นาน
“ตอนนี้ข้าเชื่อในโชคชะตาแล้ว” หลิวเฝยแหงนมองท้องฟ้าอย่างเศร้าสร้อย ไม่รู้ว่าในอนาคตตนจะมีวาสนาดีเหมือนพี่สามของเขาหรือไม่
“เจ้าอยากไปเรียนหนังสือหรือไม่” ฉินเหยาถามขึ้นอย่างกะทันหัน
หลิวเฝยชี้มาที่ตนเอง ไม่แน่ใจว่าพี่สะใภ้สามกำลังพูดกับตนอยู่หรือไม่ เมื่อเห็นนางพยักหน้าก็ยิ้มอย่างกระดากอาย “ข้าอายุสิบหกแล้ว ยังจะไปเรียนหนังสือได้อีกหรือ”
ฉินเหยายิ้มเงียบๆ ไม่ตอบคำ
หลิวเฝยพลันนึกถึงพี่สามของเขาในทันที อายุยี่สิบกว่าแล้ว ยังคงเข้าเรียนในสำนักศึกษาพร้อมกับเด็กน้อยวัยสิบขวบ
ส่วนเขาเพิ่งจะสิบหก ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
“สำนักศึกษาในอำเภอจะรับข้างั้นรึ” หลิวเฝยยอมรับว่าเขาหวั่นไหวแล้ว
อีกอย่างเขาก็ไม่ได้อยากจะสอบเอาตำแหน่งราชการ เขาเพียงแค่ไม่อยากเป็นคนตาบอดที่ไม่รู้หนังสือ สามารถคำนวณและเขียนสัญญาได้…เพียงแค่คิด หลิวเฝยก็รู้สึกตื่นเต้น เขาค้นพบว่าหากตนได้เรียนหนังสือก็จะสามารถทำอะไรได้อีกมากมาย มีทางเลือกในชีวิตเพิ่มขึ้นอีกหลายทาง
ฉินเหยาเลิกคิ้ว “แน่นอนว่ารับ ไม่เชื่อเจ้าดูหลิวจี้สิ” ก็จะรู้ว่ามาตรฐานการรับคนเข้าเรียนในอำเภอนั้นไม่สูงนัก
“แต่ว่าการไปสำนักศึกษาต้องใช้เงินมากเลยกระมัง” หลิวเฝยลังเลขึ้นมาอีกครั้ง
ฉินเหยารู้สึกขบขัน ชี้ไปที่ชาดที่เขาซื้อมา “ของพวกนี้ เจ้ามิใช่ว่าก็ใช้ค่าจ้างที่ตนเองหามาได้ซื้อมาหรอกหรือ”
หลิวไป่ตอบสนองอย่างรวดเร็ว โบกแส้ในมือใส่หลิวเฝยที่อยู่ข้างหลังอย่างตื่นเต้น “ทำงานปีนี้เสร็จ เจ้าก็เอาค่าจ้างพวกนี้ไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาในอำเภอซะ!”
โชคดีที่ยังไม่ได้แต่งงาน หลิวไป่คิดในใจด้วยความอิจฉาและยินดี
หากจะคิดให้กล้าหาญขึ้นอีกสักหน่อย รอให้เจ้าสี่เรียนหนังสือสักสองปีแล้วค่อยไปสู่ขอ ถึงตอนนั้นสถานการณ์ย่อมแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง แถมยังจะคู่ควรกับสตรีที่เขาหมายปองอีกด้วย
ทว่ามีฉินเหยาอยู่ด้วย บทสนทนาเช่นนี้หลิวไป่ย่อมไม่กล้าพูด ได้แต่ขยิบตาบอกใบ้หลิวเฝยไม่หยุด
น่าเสียดายที่อีกฝ่ายกำลังก้มหน้าครุ่นคิดจึงมองไม่เห็น
ฉินเหยาเห็นว่าหลิวเฝยเก็บไปคิดแล้วจึงเร่งความเร็วขึ้น นำหน้าขบวนรถม้ากลับไปถึงหมู่บ้านก่อน
เมื่อผ่านหน้าเรือนเก่าก็ตะโกนเข้าไปเสียงดัง “ซานหลางซื่อเหนียง กลับบ้านได้แล้ว!”
ครู่ต่อมา ฝาแฝดก็วิ่งออกมาพร้อมโบกมือลาจินฮวา
พอจินฮวาเห็นว่าพวกเขาจะไปแล้วก็ยิ้มกว้างทันที โยนกระดานทรายที่ใช้เขียนอักษรในมือทิ้งแล้ววิ่งไปเล่นต่อ
ซื่อเหนียงเห็นเข้าพอดี นางยื่นมือข้างหนึ่งให้ท่านแม่เพื่อขึ้นไปนั่งบนหลังม้า อีกข้างก็ยกขึ้นทำเสียงฮึดฮัด สั่งเสียราวกับเป็นอาจารย์ผู้เฒ่า “พรุ่งนี้บ่ายข้าจะมาอีก พี่จินฮวาท่านอย่าขี้เกียจเล่า จำไว้ว่าต้องฝึกตัวอักษรที่เรียนในวันนี้ให้ดี พรุ่งนี้ข้าจะมาตรวจ!”
เสียงโอดครวญดังแว่วมาจากในลานเรือนเก่า “รู้แล้วน่า~อาจารย์ผู้เฒ่าหลิวผิงหลิงของข้า!”
ซื่อเหนียงทำปากยู่หันไปมองฉินเหยา “ท่านแม่ดูนางสิ! ท่าทีในการเรียนไม่เอาจริงเอาจังเสียเลย ปีหน้าจะสอบเข้าสำนักศึกษาตระกูลติงได้อย่างไร”
“เอาล่ะๆ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป อย่าใจร้อน” ฉินเหยาลูบหลังเด็กหญิงตัวน้อยเบาๆ แล้วกำชับซานหลางที่อยู่ด้านหลังให้นั่งให้มั่นคง นางตะโกนเข้าไปในเรือนเก่าว่า “พวกพี่ใหญ่กับเจ้าสี่กลับมาแล้วนะ!”
จากนั้นควบม้ากลับบ้าน ไปกินข้าวกัน!