ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 336 ลงมือก่อน รายงานทีหลัง
ตอนที่ 336 ลงมือก่อน รายงานทีหลัง
วันรุ่งขึ้น
ฉินเหยาไปถึงโรงงานตั้งแต่เช้าตรู่ อาศัยช่วงที่เหล่าคนงานยังมิได้เริ่มงาน เขียนแผนการก่อสร้างสายการผลิตใหม่ฉบับย่อขึ้นมาฉบับหนึ่ง
รอจนกระทั่งเหล่าหัวหน้างานจัดการมอบหมายงานการผลิตของวันนี้เรียบร้อยแล้วจึงเรียกทุกคนมาประชุมสั้นๆ ที่ห้องเล็กเพื่อหารือเรื่องการผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียน
ครั้งแรกยังไม่คุ้นเคย ครั้งที่สองย่อมชำนาญขึ้น ด้วยมีประสบการณ์จากการก่อตั้งโรงงานใหม่มาก่อนหน้านี้ เหล่าหัวหน้างานเช่นช่างไม้หลิว อวิ๋นเหนียง หลิวฉี และหลิวจ้งต่างก็คุ้นเคยกับรูปแบบและจังหวะการทำงานของฉินเหยาแล้ว การประชุมดำเนินไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็สามารถมอบหมายงานของแต่ละคนเสร็จเรียบร้อย
เมื่อจัดการทุกอย่างที่สามารถจัดการได้ลงตัวแล้ว ในที่สุดฉินเหยาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ยามเที่ยงมิได้กินอาหารที่โรงอาหารพร้อมกับทุกคน แต่กลับบ้านไปให้อาวั่งทำอาหารพิเศษให้กิน
หลังกินอาหารกลางวันและพักผ่อนสักครู่ก็ลุกขึ้นเริ่มจัดเตรียมสัมภาระ
ชุดเสื้อผ้าหนึ่งชุดสำหรับเปลี่ยนซัก ธนูและลูกธนู หนังยางดีดและอาวุธอื่นๆ ที่ต้องพกติดตัว อีกไม่กี่วันข้างหน้าฝนน่าจะตก หมวกงอบและเสื้อกันฝนฟางก็ต้องนำไปด้วยเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน สุดท้ายก็เพิ่มผ้าห่มผืนบางเข้าไปอีกผืน เผื่อโชคร้ายต้องค้างแรมกลางแจ้งก็ยังพอได้ห่ม
จริงสิ ยังมีเงินที่สำคัญที่สุด สิ่งนี้ต้องพกไปให้เพียงพอ
สิ่งของที่ต้องนำไปทั้งหมดวางอยู่บนโต๊ะ ฉินเหยาหาผ้ากันน้ำผืนหนึ่งมาโดยเฉพาะ ห่อของเหล่านี้ให้เรียบร้อยแล้วยัดใส่ถุงตาข่ายที่สานจากเชือกป่าน ถึงเวลาค่อยแขวนไว้บนหลังม้าก็ใช้ได้
ทางฉินเหยาเพิ่งจะจัดของเสร็จ ทางด้านหลิวจี้สามศิษย์อาจารย์ก็ขับรถม้ากลับมาจากหมู่บ้านเซี่ยเหอพอดี
เช้าตรู่ของวันนี้ กงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนถูกหลิวจี้หลอกล่อให้ออกจากบ้าน ตามเขาไปสั่งอิฐและกระเบื้องที่หมู่บ้านเซี่ยเหอ ถือโอกาสท่องเที่ยวชมทิวทัศน์ฤดูใบไม้ร่วงแถวนั้นไปเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งบ่ายคล้อยป่านนี้จึงเพิ่งกลับมา
สามศิษย์อาจารย์ดูมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง เมื่อลงจากรถม้า หลิวจี้ก็แบกกงเหลียงเหลียว ฉีเซียนกวนถือผ้าห่มของท่านอาจารย์ ส่วนสือโถวแบกรถเข็น ทั้งสี่คนยังคงพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นถึงโรงโม่น้ำที่เพิ่งเห็นในหมู่บ้านเซี่ยเหอว่าให้ความรู้สึกเหมือนวิชากลไกของตระกูลโม่
ทันใดนั้นเองก็เหลือบไปเห็นฉินเหยานั่งอยู่ที่ประตูห้องโถง กำลังกินถั่วลิสงทอดและดื่มชารสอ่อน ท่าทางสบายอารมณ์ยิ่งนัก ศิษย์อาจารย์ไม่กี่คนต่างมีท่าทีประหลาดใจ
เพราะปกติแล้วฉินเหยามักจะยุ่งอยู่เสมอตั้งแต่เช้าจรดค่ำจนแทบไม่เห็นเงา พอเห็นนางในเวลากลางวันเช่นนี้จึงรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้าง
กลุ่มศิษย์อาจารย์ที่เมื่อครู่ยังพูดคุยหัวเราะกันอยู่พลันเงียบลงทันทีอย่างไม่มีสาเหตุ คนที่จะเข้าห้องก็เข้าห้อง คนที่จะไปห้องน้ำก็ไปห้องน้ำ เหลือเพียงหลิวจี้ที่ยังคงยืนอยู่ในลานบ้าน
“เมียจ๋า เจ้าจัดของเสร็จหมดแล้วหรือ” เมื่อเหลือบเห็นว่าเสื้อกันฝนฟางชุดหนึ่งหายไปจากผนังห้องโถง หลิวจี้ก็แสร้งหาเรื่องชวนคุยเพื่อหยั่งเชิงถาม
ฉินเหยาพยักหน้าตอบรับคำหนึ่ง ถามฉีเซียนกวนที่กำลังจะเดินผ่านข้างกายนางไปว่า “กินถั่วลิสงหรือไม่”
“ขอบคุณฮูหยิน ไม่ล่ะขอรับ” ฉีเซียนกวนปฏิเสธอย่างสุภาพ จำใจฝืนทนเดินกลับไปยังห้องเด็ก ตั้งใจจะงีบหลับในช่วงบ่าย
ในใจก็ลอบภาวนาให้บ้านพักรับรองทางนั้นสร้างเสร็จโดยเร็ว เช่นนี้จะได้รู้สึกเป็นอิสระมากขึ้นบ้าง
พูดไปก็น่าแปลก แม้ฉินเหยาจะยิ้มอยู่ เขาก็ยังรู้สึกถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็นครอบงำอยู่เหนือศีรษะ เดิมทีคิดว่าเป็นเพียงเขาคนเดียวที่รู้สึกเช่นนี้ แต่เมื่อลองถามสือโถวและคนอื่นๆ ก็ล้วนเป็นเช่นเดียวกัน
กงเหลียงเหลียวนั้นภายนอกดูสุขุม แต่ความจริงแล้วก็ไม่ชอบอยู่ร่วมพื้นที่เดียวกับฉินเหยาสองต่อสองเช่นกัน เขาจะรู้สึกเหมือนถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา แปลกประหลาดนัก
สุดท้ายศิษย์อาจารย์ทั้งสองก็ได้คำตอบว่า ทั้งหมดเป็นเพราะหลิวจี้! ทำให้พวกเขาทั้งสองต้องตกอยู่ภายใต้เงาของฉินเหยาไปพร้อมกับอีกฝ่ายด้วย!
ใช่แล้ว เป็นเช่นนี้เอง! หากหลิวจี้เข้มแข็งกว่านี้สักหน่อย พวกเขาก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้หรอก!
ฉินเหยายักไหล่ ถามหลิวจี้ว่าตั้งใจจะสร้างห้องขนาดใหญ่เพียงใด ซื้ออิฐและกระเบื้องมาจำนวนเท่าใด
เมื่อคืนหลิวจี้อดนอนอยู่ในห้องโถงทั้งคืนก็เพื่อออกแบบห้องหนังสือใหม่ของตนเอง เมื่อฉินเหยาเอ่ยถามขึ้นมาตอนนี้ เขาก็หยิบแบบร่างออกมาอวดให้นางดูอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง
ขนาดที่เขากำหนดนั้นพอเหมาะพอเจาะอย่างยิ่ง ขนาดห้องพอๆ กับห้องของฉินเหยา แต่ก็กว้างขวางกว่าเดิมมากนัก
ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ข้างยุ้งฉางในสวนหลังบ้าน หน้าต่างทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกล้วนเปิดออก ทิศเหนืออยู่ติดกับยุ้งฉาง ส่วนทิศใต้ติดกับห้องของฉินเหยา
เพื่อความสะดวกในการเข้าออก เขาตั้งใจจะทุบห้องเล็กเดิมของตนให้ทะลุถึงกัน ทำทางเดินเชื่อมก็จะสามารถเดินตรงไปยังเรือนส่วนหน้าได้
แต่หากทำเช่นนี้ พื้นที่ใช้สอยในสวนหลังบ้านก็จะลดลงไปครึ่งหนึ่งทันที
ไม่ต้องรอให้ฉินเหยาขมวดคิ้ว หลิวจี้ที่รู้ว่านางและต้าหลางยังต้องใช้สวนหลังบ้านเพื่อฝึกวรยุทธ์ก็รีบกล่าวเสริมขึ้น
“ข้าตั้งใจจะปรับพื้นที่รกร้างด้านนอกประตูหลังบ้านของเราทั้งหมดให้ราบเรียบ และจะล้อมรั้วแปลงผักของบ้านเราด้วย เช่นนี้ก็จะดูเป็นระเบียบเรียบร้อย เมียจ๋า เจ้ากับต้าหลางก็จะมีสถานที่ฝึกวรยุทธ์ที่กว้างขวางขึ้นให้ได้ใช้ออกกำลังกายกัน”
อีกทั้งต่อไปหากมีแขกมา รถม้าก็จะมีที่จอด ไม่ต้องไปจอดเบียดเสียดกันที่ลานกว้างหน้าประตูใหญ่อีกต่อไป
เมื่อเห็นฉินเหยาค่อนข้างพอใจ หลิวจี้ก็ยื่นนิ้วออกมา ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้ถูกันไปมา “เพียงแต่ค่าใช้จ่ายนี้ อาจจะต้องเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย… ไม่มากหรอก ขออีกสักสองตำลึงก็พอแล้ว!”
ฉินเหยายกมือขึ้นตบเข้าที่ฝ่ามือที่ยื่นมานั้นอย่างแรง “หลิวจี้ เจ้ายังเรียนรู้วิธีลงมือก่อนแล้วค่อยรายงานทีหลังมาด้วยหรือ!”
นางขู่เสียงต่ำ “คิดว่าในบ้านมีแขกอยู่ ข้าก็จะไม่กล้าลงมืออัดเจ้าหรืออย่างไร”
หลิวจี้กุมฝ่ามือที่แดงก่ำและบวมเป่งขึ้นมาทันที เขาสูดปากเบาๆ ด้วยความเจ็บปวดแล้วรีบส่ายหน้ากล่าวประจบเอาใจ
“มิใช่ๆ เมียจ๋า เจ้าเข้าใจข้าผิดไปแล้ว ข้าทำเช่นนี้ก็เพื่อครอบครัวของเรานะ เดิมทีคนก็มากสถานที่ก็คับแคบ การจะลงมือก่อสร้างแต่ละครั้งย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เหตุใดจึงไม่ทำให้เสร็จสิ้นไปพร้อมกันเสียเลย จะได้ไม่ต้องให้เมียจ๋าต้องกังวลใจอีกในภายหน้า”
พูดพลางก็มองเห็นแววตาเย็นชาของฉินเหยาอ่อนลงบ้างจึงทำหน้าจริงจังกล่าวต่อไปว่า “ข้าเห็นเมียจ๋าต้องตรากตรำทำงานหนักอยู่ข้างนอก ตากแดดตากลม ส่วนข้าผู้เป็นบุรุษอกสามศอกกลับนั่งอ่านตำรากินอิ่มนอนอุ่นอยู่ในบ้าน รู้สึกละอายใจยิ่งนัก…”
“เมียจ๋า ต่อไปหากมีเรื่องอันใดในบ้าน เจ้ามอบหมายให้ข้าได้เลย เช่นงานวิ่งเต้นในโรงงานเหล่านั้น หากพอจะใช้ข้าได้ เจ้าเพียงสั่งมาคำเดียว ข้าก็ไม่ขออะไรมาก ขอเพียงสินน้ำใจเล็กน้อยเหมือนกับคนอื่นๆ ก็พอ”
กล่าวจบก็กะพริบตาปริบๆ มองด้วยใบหน้าที่จริงใจ ตลอดการสนทนามิได้เอ่ยคำว่าเงินออกมาสักคำ แต่ทุกประโยคล้วนเป็นการขอเงิน
หากมิใช่เพราะรู้จักนิสัยของเขาดี ฉินเหยาคงหลงเชื่อไปแล้วจริงๆ ว่าเขาเปลี่ยนเป็นคนขยันหมั่นเพียรขึ้นมาแล้ว
ทว่านางก็มิได้เปิดโปงออกมา พูดออกมาก็เสียบรรยากาศเปล่า หลิวจี้คนหน้าด้านไร้ยางอายผู้นี้ย่อมไม่รู้จักคำว่ากระอักกระอ่วนใจอยู่แล้ว
ฉินเหยานึกถึงเรื่องที่ตนรับปากช่างไม้หลิวว่าจะเปิดชั้นเรียนสอนหนังสือขึ้นอีกครั้ง ดวงตาก็กลอกไปมา มองไปยังดวงตาที่เปี่ยมด้วยความคาดหวังของหลิวจี้แล้วลองเอ่ยถามหยั่งเชิง
“เจ้าทั้งต้องปรับปรุงบ้านเก่า ทั้งต้องสร้างห้องหนังสือที่บ้าน วันธรรมดายังต้องดูแลท่านอาจารย์อ่านตำราเรียนหนังสืออีก จะยังมีเวลาว่างไปวิ่งเต้นทำงานที่โรงงานของข้าอีกหรือ”
“มีสิ!” หลิวจี้ขานรับอย่างตื่นเต้น
พอได้ยินฉินเหยาพูดถึงเรื่องชั้นเรียนสอนหนังสืออีกก็ยิ่งมีความมั่นใจ กล่าวว่า “บ้านเก่าใกล้จะเสร็จแล้ว ให้ศิษย์พี่ดูแลคนเดียวก็พอ เรื่องสร้างห้องหนังสือที่บ้านก็ยังไม่เร่งรีบ ตอนนี้เพิ่งจะเริ่มเตรียมวัตถุดิบ อย่างไรก็ต้องรอให้บ้านเก่าสร้างเสร็จ ให้ศิษย์พี่ย้ายเข้าไปอยู่ก่อนแล้วจึงค่อยเริ่มงาน”
“ส่วนเวลาที่เหลือ ข้าจะตื่นเช้าขึ้นหนึ่งชั่วยามเพื่อท่องตำรา เวลากลางวันก็ดูแลท่านอาจารย์ พอโรงงานเลิกงานตอนเย็นก็ไปที่ชั้นเรียนสอนหนังสือ สอนจบแล้วก็ยังกลับมากินอาหารเย็นที่บ้านได้ทันเวลา ไม่มีสิ่งใดติดขัดเลย”
ฉินเหยาคิดในใจว่าหากเจ้าขยันเช่นนี้ตั้งแต่แรกก็คงไม่ต้องถูกตีแล้ว นางพยักหน้า “เช่นนั้นก็ได้ ทำตามกฎเดิม โรงงานจะจัดหาสถานที่และตำราเรียนให้ เจ้าเป็นผู้สอน เก็บค่าเล่าเรียนเอง ราคาให้ยึดตามเดิม ห้าเหวินต่อหนึ่งภาคเรียน หนึ่งภาคเรียนเรียนครึ่งเดือน”
หลิวจี้เกือบจะอดกลั้นไม่ไหวแล้วหลุดหัวเราะออกมา เขาพยายามสะกดกลั้นไว้อย่างสุดกำลัง ทันใดนั้นก็รู้สึกว่ามือที่บวมแดงนั้นไม่เจ็บปวดอีกต่อไป ประสานหมัดคารวะอย่างหนักแน่น “น้อมรับบัญชา!”
วันนี้วันสุดท้ายนะคะที่มี4ตอนเพราะชนแล้ว เราขอตามหลังหลัก1วันเนอะ เหลือวันละ2ตอน