ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 337 เงินงวดสุดท้ายถึงมือ
ตอนที่ 337 เงินงวดสุดท้ายถึงมือ
ท้องฟ้าโปรยปรายด้วยสายฝนบางเบา ยามเช้าตรู่ฟ้าเพิ่งเริ่มสาง ฉินเหยาก็สวมเสื้อกันฝนฟาง สวมหมวกงอบ ขี่ม้าออกจากหมู่บ้านไป
หลิวจี้ยืนทำทีประจบประแจงอยู่ที่ลานกว้างหน้าประตูบ้าน มองส่งนางจากไปไกล จนกระทั่งร่างของนางลับหายไปจากสายตาก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจเข้าบ้าน
พอคิดว่าฉินเหยาไม่อยู่บ้านหลายวัน ตอนนี้ตนเองใหญ่ที่สุดในบ้านแล้ว หลิวจี้ก็ยกมือปิดปากแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
ยิ่งลองหยิบเงินสองตำลึงที่นางให้เพิ่มไว้ก่อนไปขึ้นมาดู ดวงตาก็ยิ่งโค้งเป็นรอยยิ้ม
ฉีเซียนกวนนั่งจุดเทียนอ่านตำราอยู่ในห้องโถง เมื่อเห็นท่าทางใจแคบไม่เป็นผู้ใหญ่ของคนบางคนในลานบ้านก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ เมื่อภูเขาไร้พยัคฆ์ วานรก็ตั้งตนเป็นเจ้า
วันฝนตก ท้องฟ้ามืดครึ้มตลอดทั้งวัน ฉินเหยาควบม้าเร็วรุดหน้าไป ยามเที่ยงก็เดินทางถึงโรงเตี๊ยมของเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าเกา
พักผ่อนเล็กน้อยแล้วร่วมกินข้าวกับเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าเกาหนึ่งมื้อ ซื้อเสบียงแห้งเพิ่มอีกเล็กน้อย ฉินเหยาก็ออกเดินทางอีกครั้ง วิ่งมาตลอดบ่าย ยามพลบค่ำถึงถึงศาลเจ้าที่เคยพบกับทุกคนก่อนหน้านี้
ฉินเหยาไม่คาดคิดเลยว่าม้าแก่ใต้ร่างจะแข็งแรงถึงเพียงนี้ ยามค่ำคืนที่ต้องค้างแรมในศาลเจ้าตามลำพัง ยามที่เข้าป่าล่าสัตว์เพื่อหาอาหารเพิ่มให้ตนเองก็ยังเกี่ยวหญ้าสดมัดใหญ่กลับมาให้เหล่าหวงด้วย
หนึ่งคนหนึ่งม้าล้อมวงอยู่ข้างกองไฟอันแสนอบอุ่น ตัวหนึ่งกินหญ้า อีกคนแทะเนื้อ กินกันอย่างเอร็ดอร่อยยิ่งนัก
ค่ำคืนนั้นฝนไม่ตก ฉินเหยาจึงเอนกายพิงอยู่ระหว่างท้องม้าและซากกำแพง ห่มผ้าผืนบางหลับไปหนึ่งคืน
ตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้นก็ปวดเมื่อยเอวและหลังไปหมด นางงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง ไม่คิดว่าตนเองที่เคยนอนในกองซากปรักหักพังได้ บัดนี้พอห่างจากเตียงกลับไม่คุ้นเคยเสียแล้ว
ครู่ต่อมาก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง หยิบธนูขึ้นมา จูงเหล่าหวง ก้าวเท้าออกจากศาลเจ้าอย่างแคล่วคล่องว่องไว ตัดสินใจว่าขากลับจะไม่รีบร้อนนัก จะเข้าเมืองไปพักแรมที่โรงเตี๊ยม
จากที่นี่ไปยังเมืองหลวงของมณฑล หากควบม้าเร็วก็ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวัน ฉินเหยาจึงชะลอความเร็วลง ตอนผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่งก็แวะซื้ออาหารง่ายๆ จากบ้านชาวนาเพื่อเติมเต็มท้อง ปล่อยม้ากินหญ้าข้างทางจนอิ่มหนำ เมื่อใกล้เที่ยงจึงค่อยเร่งความเร็วเดินทางไปยังเมืองหลวงของมณฑล
เพิ่งจะถึงใต้ประตูเมือง ลูกจ้างของห้างการค้าฟู่หลงก็รีบเข้ามาต้อนรับราวกับรู้ว่านางจะมาถึงในเวลานี้จึงตั้งใจมารอรับที่นี่โดยเฉพาะ
“ผู้จัดการใหญ่ฉิน รองผู้ดูแลของพวกข้าน้อยพร้อมกับหัวหน้าขบวนรถม้าทั้งสองรอท่านอยู่ที่อาคารรับรองแขกผู้มีเกียรติแล้วขอรับ ผู้ดูแลสั่งให้ข้าน้อยมารอรับท่านที่นี่เพื่อนำทางท่านไป” ลูกจ้างกล่าวอย่างสุภาพ
ฉินเหยากล่าวขอบคุณคำหนึ่ง นางจูงม้าและตรวจสอบเอกสารจนผ่านทางเข้าเมืองไปได้อย่างราบรื่นแล้วจึงตามลูกจ้างผู้นี้ไปยังอาคารรับรองแขกผู้มีเกียรติ
ลูกจ้างมิได้นำนางไปยังห้องส่วนตัว แต่ให้ลูกจ้างของโรงเตี๊ยมนำนางไปยังห้องพักแขกเพื่อชำระล้างร่างกายก่อน ส่วนตนเองก็ไปแจ้งข่าว
ท่าทีเช่นนี้ ฉินเหยาก็พอจะคาดเดาได้ในใจแล้วว่าคำสั่งซื้อหีบหนังสือพลังเซียนงวดที่สองใกล้จะมาแล้ว
นางล้างหน้าเช็ดเหงื่อในห้องพักแขก เปลี่ยนไปสวมชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนที่สะอาดสะอ้านแล้วปล่อยผมที่ยุ่งเหยิงลงจากนั้นก็มวยขึ้นใหม่ สวมกำไลเงินฝังหยกสีเขียวคู่ที่ตระกูลฉีมอบให้
ในห้องพักแขกไม่มีกระจก ฉินเหยาจึงส่องอ่างล้างหน้าพลางแต้มชาดบางๆ ลงบนริมฝีปาก เม้มปากเล็กน้อย พอแต่งกายเรียบร้อยแล้วจึงเปิดประตูออกไป
เมื่อมาถึงห้องโถงใหญ่ ลูกจ้างคนเดิมก็รีบวิ่งลงมาจากหัวบันไดชั้นสองทันที “ผู้จัดการใหญ่ฉิน เชิญชั้นบนขอรับ”
ฉินเหยาพยักหน้า ตามเขาไปยังห้องส่วนตัวชั้นสอง หลิวไป่ซึ่งอยู่ในห้องได้ยินเสียงฝีเท้าก็รีบเปิดประตูออกมาต้อนรับ
เมื่อพบกันทั้งสองก็พยักหน้าพลางแลกเปลี่ยนสายตากันแวบหนึ่ง เมื่อเห็นหลิวไป่ยิ้มแย้มแจ่มใส ฉินเหยาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เดินเข้ามาในห้อง เจี่ยงเหวินลุกขึ้นประสานหมัดคารวะ ฉินเหยาก็คารวะตอบและกล่าวคำทักทายตามมารยาทสองสามประโยคก่อนจะนั่งลง
“หลิวเฝยเล่า” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างสงสัย เมื่อครู่ลูกจ้างที่นำทางมาบอกว่าทั้งสองคนอยู่ในห้องส่วนตัว แต่ขณะนี้กลับมีเพียงหลิวไป่คนเดียว
หลิวไป่อธิบายว่า “คนของขบวนรถม้าให้ไปตรวจนับจำนวนสักหน่อย ข้าจึงส่งเขาไปจัดการ”
ฉินเหยาพยักหน้าแล้วยิ้มถามเจี่ยงเหวินว่า “หีบหนังสือสองงวดก่อนขายเป็นอย่างไรบ้าง”
เจี่ยงเหวินยิ้มบางๆ กล่าวว่า “ก็พอใช้ได้ พอใช้ได้ แบ่งๆ กันไปตามสาขาต่างๆ ก็ขายหมดแล้ว”
ช่างเป็นคำว่า ‘ก็’ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนฝืนใจยิ่งนัก
ฉินเหยากล่าว “เช่นนั้นก็ดีแล้ว ข้าหิวแล้ว พวกเรากินข้าวก่อนดีหรือไม่ ข้าดูแล้วกับข้าวเหมือนจะเย็นหมดแล้ว”
เจี่ยงเหวินยกมือขึ้นทำท่าเชิญตามสบาย ฉินเหยาจึงไม่เกรงใจอีกต่อไป หยิบตะเกียบขึ้นมาเริ่มกินอาหาร
นางหิวจริงๆ ระหว่างทางกินอาหารอย่างง่ายๆ ไม่ได้ใส่ใจว่าจะอิ่มหรือไม่ บัดนี้อาหารร้อนๆ อยู่ตรงหน้าแล้ว ย่อมต้องตอบแทนกระเพาะของตนเองให้ดีหน่อย
หลิวไป่ยิ้มให้เจี่ยงเหวินอย่างเกรงใจ “ผู้ดูแลเจี่ยง เชิญ!”
เจี่ยงเหวินกล่าวว่าไม่หิว แต่ก็ยังร่วมวงกินด้วยเล็กน้อย เขาคีบกับข้าวสองสามคำพอเป็นพิธีก็วางตะเกียบลงแล้วเอ่ยถามหยั่งเชิง
“ผู้จัดการใหญ่ฉินตั้งใจจะกลับวันใดหรือ”
ฉินเหยากำลังกินข้าวจึงไม่ได้เงยหน้าขึ้น “ชำระเงินงวดสุดท้ายเรียบร้อย ลงนามในใบสั่งซื้อใหม่แล้วก็จะไป”
เจี่ยงเหวินพลันหัวเราะออกมาอย่างจนใจ หัวเราะอยู่ครู่ใหญ่จึงขานรับว่า “ดี”
รออีกครู่ใหญ่ จนกระทั่งฉินเหยาใกล้จะกินอิ่มแล้วเขาจึงเอ่ยขึ้นว่า “ผู้จัดการใหญ่ฉินได้พาเสมียนมาด้วยหรือไม่ การตรวจสอบบัญชีนี้มิใช่ว่าจะเสร็จสิ้นได้ในเวลาอันสั้น เกรงว่าจะต้องเสียเวลาอยู่หลายวัน”
ฉินเหยาคิดในใจ ท่านพูดออกมาตรงๆ เลยได้หรือไม่!
นางวางตะเกียบลงดัง “เพียะ” หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดปากให้สะอาด ดื่มชาอีกสองอึกเพื่อล้างปาก ท่ามกลางสายตาระแวดระวังของเจี่ยงเหวิน นางก็เอ่ยขึ้นว่า
“เงินงวดสุดท้ายสองพันตำลึง ไม่จำเป็นต้องตรวจนับแล้ว หีบหนังสือที่เกินมาถือว่าข้ามอบให้แก่ห้างการค้าของท่าน”
“ใบสั่งซื้อใหม่ท่านต้องการสั่งจำนวนเท่าใด บอกจำนวนมาได้เลย พรุ่งนี้ข้าจะให้คนเขียนเอกสารสัญญาฉบับใหม่ให้เรียบร้อย ชำระเงินมัดจำล่วงหน้าสามส่วน หลังจากส่งสินค้าหมดแล้วค่อยชำระเงินงวดสุดท้าย เช่นนี้ชัดเจนตรงไปตรงมา ไม่ดีหรือ” ฉินเหยายิ้มถาม
“…ย่อมเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว” เจี่ยงเหวินจนคำพูด
เงินงวดสุดท้ายไม่อาจยืดเยื้อต่อไปได้แม้แต่วันเดียว เงินมัดจำใหม่ก็ไม่อาจขาดไปได้แม้แต่เหวินเดียว
หลิวไป่ก้มหน้ายิ้มเล็กน้อย เรื่องทวงหนี้ยังคงต้องให้น้องสะใภ้สามของเขามาด้วยตนเอง
ทว่าครั้งนี้สถานการณ์ของห้างการค้าฟู่หลงดูเหมือนจะไม่ค่อยสู้ดีนัก วันรุ่งขึ้นเมื่อเจี่ยงเหวินมาชำระเงิน สีหน้าของเขาจึงมืดครึ้มอยู่ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม เงินงวดสุดท้ายจำนวนสองพันตำลึง ฉินเหยาก็ยังคงได้รับถึงมือ
จากนั้นเจี่ยงเหวินก็ยื่นเอกสารสัญญาฉบับใหม่มาให้ บนนั้นเป็นคำสั่งซื้อหีบหนังสือพลังเซียนจำนวนสองพันใบ ยอดรวมแปดร้อยตำลึงเงิน ระบุให้ชำระเงินมัดจำล่วงหน้าสามส่วน เป็นเงินสองร้อยสี่สิบตำลึง
กำหนดส่งสินค้าคือปลายเดือนสิบ
เจี่ยงเหวินยื่นหีบใบเล็กมาให้ ภายในบรรจุเงินมัดจำสองร้อยสี่สิบตำลึงนั้น
คำสั่งซื้อนี้มีจำนวนน้อยกว่าที่ฉินเหยาคาดการณ์ไว้มาก ดูท่าว่าห้างการค้าฟู่หลงคงประสบปัญหาเข้าให้แล้ว
เมื่อไม่มีวัตถุดิบของหีบหนังสือพลังเซียนเป็นตัวหลักในการสั่งซื้อจำนวนมาก การสั่งวัตถุดิบก็จะน้อยลง ต้นทุนย่อมเพิ่มขึ้น ต้นทุนของกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนก็จะพลอยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เกรงว่าถึงจะขายมากแต่ได้กำไรน้อย กำไรคงไม่ถึงหลายสิบตำลึงแล้ว
แต่ฉินเหยาก็ยังคงรับเงินทั้งหมดไว้ก่อน ตอนนี้นางยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะไปกังวลถึงความยากลำบากของห้างการค้าใหญ่ ตัวนางเองก็ยังมีความลำบากของตนเองอยู่ คนงานในโรงงานมากมายขนาดนั้นกำลังรอรับค่าจ้าง สายการผลิตใหม่ก็ยังต้องดำเนินการสร้างต่อไป สามารถได้รับเงินงวดสุดท้ายกลับมาทั้งหมดในคราวเดียวก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว
คำสั่งซื้อใหม่แม้จะน้อยลง แต่ก็ยังพอจะทำกำไรได้บ้าง
ไม่ได้พูดอะไรมากนัก ฉินเหยาลงนามในใบสั่งซื้อใหม่ เลี้ยงอาหารเจี่ยงเหวินหนึ่งมื้อ ทั้งสองคนตกลงรายละเอียดกันเรียบร้อยแล้วก็แยกย้ายกันไป
พอปิดประตู หลิวไป่และหลิวเฝยจ้องมองตั๋วเงินในมือของฉินเหยาแล้วยิ้มขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
“พี่สะใภ้สาม พอกลับไปแล้วทุกคนจะได้รับรางวัลใช่หรือไม่” หลิวเฝยเอ่ยถามอย่างคาดหวัง
ฉินเหยายิ้มพลางพยักหน้า “อืม ได้สิ!”
รอจนส่งสองพี่น้องที่เต็มไปด้วยความคาดหวังจากไปแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของฉินเหยาก็พลันหายวับไปในทันที
ทางด้านหีบหนังสือพลังเซียนนี้ ไม่รู้ว่าจะยังสามารถดำเนินการค้าต่อไปได้ในระยะยาวหรือไม่
ทว่าตอนนี้คิดมากไปก็ไร้ประโยชน์ จัดการเรื่องตรงหน้าให้เรียบร้อยก่อนค่อยว่ากัน พรุ่งนี้ต้องไปหาเถ้าแก่ฟางเพื่อซื้อวัตถุดิบ คงต้องสิ้นเปลืองเซลล์สมองของนางอีกไม่น้อย