ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 339 นายท่านดูเหมือนจะป่วยหนักอยู่ไม่น้อย
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 339 นายท่านดูเหมือนจะป่วยหนักอยู่ไม่น้อย
ตอนที่ 339 นายท่านดูเหมือนจะป่วยหนักอยู่ไม่น้อย
ณ หมู่บ้านตระกูลหลิว
หลังจากกินอาหารเย็นแล้ว พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็พากันมาที่ประตูใหญ่ พวกเขาจ้องมองไปยังทางเข้าหมู่บ้านด้วยความหวังว่าจะได้เห็นร่างของท่านแม่
ซานหลางนั่งยองๆ อยู่บนพื้น ในมือถือก้อนหินขีดเส้นลงไปบนพื้นเส้นหนึ่ง “ท่านแม่ออกจากบ้านไปสี่วันแล้ว”
ซื่อเหนียงและพี่ใหญ่พี่รองสบตากัน คิดถึงนาง!
หลิวจี้ประคองกงเหลียงเหลียวเข้าห้องไปพักผ่อนแล้วจึงออกมาหาเจ้าลูกลิงทั้งสี่ เห็นเจ้าลูกลิงทั้งสี่หันขวับกลับมามองเขาพร้อมกันแล้วพูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ออกจากบ้านไปสี่วันแล้ว”
หลิวจี้ใจลอยไปครู่หนึ่ง เพิ่งจะสี่วันเองหรือ
เหตุใดเขากลับรู้สึกว่าสตรีใจร้ายนั่นจากบ้านไปครึ่งเดือนแล้วเล่า
วันแรกที่สตรีใจร้ายจากไป เขาดีใจจนเนื้อเต้น
วันที่สองที่สตรีใจร้ายจากไป บางครั้งก็รู้สึกใจลอยบ้าง
วันที่สามที่สตรีใจร้ายจากไป คิดถึงนาง
วันที่สี่ที่สตรีใจร้ายจากไป ให้ตายสิ ยังคงคิดถึงนาง!
“แค่กๆ!” หลิวจี้ตกใจกับความคิดของตนเอง รีบแสร้งไอสองสามครั้งเพื่อเรียกสติตนเอง ก่อนจะกวักมือเรียกเจ้าลูกลิงทั้งสี่ให้เข้าบ้าน
ทว่าเมื่อเห็นท่าทางน่าสงสารที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาของพวกเขาแต่ละคนก็เอ่ยปลอบโยนไปประโยคหนึ่ง “บางทีพรุ่งนี้อาจจะกลับมาแล้ว”
สี่พี่น้องมองบิดาบังเกิดเกล้าของตนอย่างจนใจ เอ้อร์หลางหักนิ้วนับ
“ไปเมืองหลวงของมณฑลต้องใช้เวลาเดินทางสองวัน ระหว่างทางเจรจาธุระอย่างน้อยก็อีกสองวัน ขากลับก็ต้องใช้อีกสองวัน หากท่านแม่เดินทางกลับมาก่อนตามลำพัง อย่างเร็วที่สุดก็ต้องเป็นมะรืนนี้ ท่านพ่อ ท่านเรียนวิชาคำนวณมาอย่างไรกัน เรื่องแค่นี้ก็ยังคำนวณไม่กระจ่างอีกหรือ”
ซานหลางพูดซ้ำ “เรื่องแค่นี้ก็ยังคำนวณไม่กระจ่างอีกหรือ”
ซื่อเหนียงทำหน้าตาไร้เดียงสา “ไม่กระจ่างหรือเจ้าคะ”
หลิวจี้สูดหายใจเข้าลึก มองดูลูกอกตัญญูสองสามคนนี้ พยายามสะกดกลั้นความโกรธที่พุ่งขึ้นไปถึงกระหม่อม กัดฟันคำรามเสียงต่ำ
“พวกเจ้าแต่ละคนคิดจะแข็งข้อต่อข้าใช่หรือไม่! พวกเจ้าทุกคนไสหัวกลับห้องไปนอนเดี๋ยวนี้เลย!”
ต้าหลางถอนหายใจอย่างจนใจ “ท่านพ่อ อย่าพูดคำหยาบสิ นี่มิใช่วิสัยของบัณฑิต”
หลิวจี้เงื้อมือทำท่าจะตี สี่พี่น้องจึงรีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
ในลานบ้านพลันเงียบสงัดลงทันที หลิวจี้มองฟ้ามองดิน มองดูมือที่ตนเองยกค้างไว้แล้วลดมือลงอย่างจนใจ เหลือบมองไปยังห้องที่ว่างเปล่าห้องนั้น ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าพอวันนี้มิได้ถูกด่ามิได้ถูกตี ชีวิตก็เหมือนขาดสิ่งใดไป
อาวั่งปรากฏตัวขึ้นราวกับภูตผี “นายท่าน น้ำร้อนเตรียมเสร็จแล้วขอรับ”
เมื่อเห็นอาวั่ง หลิวจี้ก็รู้สึกเหมือนได้พบดาวช่วยชีวิต เขาคว้ามือของอาวั่งไว้ทันที “มา เจ้าตบหน้าข้าทีหนึ่ง ตบแรงๆ เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ”
พูดพลางก็จับมืออาวั่งเพื่อที่จะฟาดลงบนใบหน้าของตน
เอ๊ะ? ไม่ขยับ!
อาวั่งดึงมือออกด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึกพลางถอยหลังไปสองก้าวใหญ่ มองสำรวจนายท่านใหญ่ที่เสนอตัวให้ถูกตบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างเคลือบแคลงสงสัย เอ่ยถามหยั่งเชิงว่า “นายท่าน จะให้อาวั่งไปเชิญหมอมาตรวจดูท่านหรือไม่ขอรับ”
หลิวจี้มองมือของอาวั่งที่ถูกดึงกลับไป ในใจพลันรู้สึกว่างเปล่า สุดท้ายก็ตบหน้าตนเองไปหนึ่งฉาด แปลกจริง ไม่รู้สึกพึงพอใจเลยแม้แต่น้อย ในใจกลับยิ่งรู้สึกว่างเปล่ามากขึ้นไปอีก
อาวั่งผู้เฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดถึงกับตกตะลึงอย่างยิ่ง!
ฮูหยินกลับมาเมื่อไหร่ เขาจะต้องบอกกับนางว่า นายท่านดูเหมือนจะป่วยหนักอยู่ไม่น้อย
“ฮัดชิ้ว!”
ฉินเหยาผู้แยกตัวออกจากขบวนรถม้าเพื่อเดินทางล่วงหน้ามาก่อน ยังคงเดินทางอยู่ภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน ทันใดนั้นก็ถูกลมเย็นด้านหลังพัดเข้าจนจามออกมา
ขยี้จมูกเล็กน้อยก็ไม่เป็นอะไรแล้ว
“คงไม่ใช่ว่าหลิวจี้ไปก่อเรื่องให้มารดาผู้นี้อีกแล้วกระมัง” ฉินเหยาพึมพำอย่างสงสัย
สิ่งที่ตอบนางมีเพียงเสียงพ่นลมจากจมูกประท้วงด้วยความเหนื่อยล้าของเจ้าม้าใต้ร่าง
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้น เมืองเล็กอยู่เบื้องหน้าแล้ว มีแสงไฟส่องสว่างออกมาประปราย นางจึงรีบตบเหล่าหวงใต้ร่าง “อดทนหน่อย อดทนหน่อย ถึงโรงเตี๊ยมแล้วจะหาของอร่อยๆ ให้เจ้ากิน”
เจ้าม้าราวกับเข้าใจภาษาของมนุษย์ มันวิ่งต่อไปอีกครั้ง พานางมาถึงโรงเตี๊ยมเก่าๆ ในเมืองแล้วก็ไม่ยอมขยับเขยื้อนอีกแม้แต่ครึ่งก้าว
ฉินเหยาพลิกตัวลงจากหลังม้าอย่างขบขัน เข้าโรงเตี๊ยมไปเปิดห้องพักแขกห้องหนึ่ง นางพักค้างคืนที่โรงเตี๊ยมนี้หนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นก็ออกเดินทางแต่เช้าตรู่ ยามเที่ยงก็มาถึงเมืองจินสือ
เมื่อผ่านทางแยกจวนตระกูลติง ฉินเหยาพลันนึกถึงที่ดินชั้นดีผืนนั้นที่ผู้ใหญ่บ้านเคยบอกนางไว้เมื่อคราวก่อนขึ้นมา
แม้รู้ว่ามีโอกาสสูงที่ที่ผืนนี้จะขายออกไปแล้ว แต่ก็เหมือนมีอะไรดลใจให้นางหันหัวม้ากลับไป นางอยากจะไปดูอีกสักครั้ง
ข้าวฟ่างและข้าวเปลือกที่เคยปลูกไว้ในทุ่งนาถูกเก็บเกี่ยวไปหมดแล้ว ในท้องทุ่งเหลือเพียงตอซังโล่งเตียน
นาผืนข้างๆ ถูกเจ้าของไถพรวน เตรียมจะหว่านเมล็ดข้าวสาลีแล้ว แต่นาชั้นดีเจ็ดสิบหมู่ผืนนี้กลับยังมิได้ไถพรวนเลย
ฉินเหยารู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง เหตุใดจึงดูเหมือนไม่มีผู้ใดดูแลอย่างนั้น
เมื่อมองดูอย่างละเอียดก็พบว่ากลางทุ่งนามีไม้ไผ่ปักอยู่ บนไม้ไผ่มีธงกระดาษสีขาวแขวนอยู่ บนธงมีอักขระยันต์สีแดงๆ เหลืองๆ เขียนไว้
ฉินเหยามิเคยเห็นสิ่งเหล่านี้มาก่อนจึงมองไม่ออกว่าเป็นพิธีกรรมอันใด นางมองดูผืนดินอันอุดมสมบูรณ์นี้อีกครั้งด้วยความอิจฉาแล้วจึงควบม้าเดินทางกลับหมู่บ้าน
การไปเมืองหลวงของมณฑลในครั้งนี้ ได้รับเงินงวดสุดท้ายของหีบหนังสือพลังเซียนซึ่งเป็นคำสั่งซื้อก่อนหน้าจำนวนสองพันตำลึง
เงินจำนวนนี้ หลังจากหักรางวัลที่จะให้แก่เหล่าคนงานและหัวหน้างานรวมถึงภาษีการค้าแล้ว ยังคงเหลืออีกหนึ่งพันห้าร้อยตำลึง
นางกับช่างไม้หลิวแบ่งกันคนละครึ่ง แต่ละคนจะได้รับเงินเจ็ดร้อยห้าสิบตำลึง
แต่เนื่องจากใบสั่งซื้อกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนและหีบหนังสือใหม่ยังต้องการเงินทุนในการผลิต นางกับช่างไม้หลิวจึงต้องกันเงินไว้คนละสองร้อยห้าสิบตำลึง รวมเป็นห้าร้อยตำลึงในบัญชีของโรงงานเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
ดังนั้นเงินที่มาถึงมือนางในท้ายที่สุด ส่วนที่สามารถนำมาใช้จ่ายได้จึงเหลือเพียงห้าร้อยตำลึงเท่านั้น
ครั้งนี้ซื้อของที่เมืองหลวงของมณฑลไปไม่น้อย ใช้เงินไปสิบตำลึง หักลบกับห้าตำลึงที่หลิวจี้ใช้สร้างห้องหนังสือและค่าอาหารการกินของแขกอีกเล็กน้อย เงินเก็บเดิมในบ้านจึงเหลืออยู่สามร้อยแปดสิบตำลึงถ้วน
บัดนี้บวกกับเงินที่เพิ่งเข้าบัญชีใหม่อีกห้าร้อยตำลึงก็รวมเป็นเงินแปดร้อยแปดสิบตำลึง!
พอคำนวณบัญชีในใจเสร็จสิ้น ฉินเหยาก็ยิ้มออกมา
เมื่อหันกลับไปมองทุ่งนาอันอุดมสมบูรณ์ทีละหมู่ๆ นั้นอีกครั้งก็ยิ่งรู้สึกเสียดาย
นางพลันเกิดความคิดแปลกๆ ขึ้นมาจึงหยุดม้า หันหัวม้าเข้าไปในจวนตระกูลหวัง
“หวังหม่าอู่! เจ้าอยู่บ้านหรือไม่”
ฉินเหยาหยุดอยู่ที่หน้าประตูรั้วบ้านของหวังหม่าอู่แล้วตะโกนออกไปด้วยเสียงอันดัง
พลังเสียงนั้นทะลุทะลวงอย่างยิ่งทำให้หวังหม่าอู่ที่กำลังงีบหลับอยู่บนเตียงนุ่มๆ ถึงกับตกใจกระเด้งตัวลุกขึ้นทันที ร่างอ้วนพีสั่นกระเพื่อมไปมา เกือบจะสั่นสะเทือนจนเขาหมดสติไปแล้ว
ไม่ง่ายเลยกว่าจะตั้งสติได้ เขามองไปยังบ่าวหญิงที่คุกเข่ารับใช้อยู่ข้างๆ อย่างสงสัย “พวกเจ้าได้ยินเสียงของฉินเหนียงจื่อหรือไม่”
บ่าวหญิงพยักหน้าอย่างหวาดๆ “เรียนนายท่าน เหมือนว่าจะได้ยินเจ้าค่ะ”
“เหมือนจะ? อะไรคือเหมือนจะ!” หัวใจของหวังหม่าอู่พลันเต้นระรัว ถามอย่างโกรธเคือง “ตกลงได้ยินหรือไม่ได้ยินกันแน่”
บ่าวหญิงรีบตอบ “ได้ยินเจ้าค่ะ!”
หวังหม่าอู่เงี่ยหูฟัง ไม่มีเสียงอันใดเลย ขณะที่กำลังจะด่าพวกนางว่าพูดจาเหลวไหล เสียงตะโกนอันแสนคุ้นเคยก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“หวังหม่าอู่! หากเจ้ายังไม่ส่งเสียงอีก ข้าจะเข้าไปเองแล้วนะ!”
ฉินเหยาทุบห่วงประตูเสียงดังปังๆ
ด้านหลังประตู เหล่าบ่าวชายซึ่งเป็นนักเลงในลานบ้านพลันตื่นตัวราวกับเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ ในมือถือไม้พลองจับจ้องไปยังประตูใหญ่ที่ดูแล้วหนาหนัก แต่ความจริงแล้วมิอาจทนรับการโจมตีของฉินเหยาได้แม้เพียงครั้งก็พากันขนหัวลุก ไม่รู้ว่าดาวมฤตยูตนนี้เหตุใดจึงบุกมาถึงหน้าประตูกะทันหันเช่นนี้
“มาแล้วๆ! ฉินเหนียงจื่อ โปรดละเว้นประตูบ้านของข้าด้วยเถิด!”
ร่างอ้วนพีของหวังหม่าอู่วิ่งกระเพื่อมเข้ามา เขาเช็ดเหงื่อพลางขานรับ อาศัยบ่าวรับใช้ประคองวิ่งไปยังประตูใหญ่อย่างรวดเร็วราวกับเหาะ
ประตูใหญ่เปิดออกเสียงเอี๊ยดอ๊าด ทว่าเปิดออกอย่างระมัดระวังเพียงหนึ่งในสามส่วน พอให้เห็นใบหน้ายิ้มแย้มประจบประแจงของหวังหม่าอู่ “ฉินเหนียงจื่อมาถึงที่นี่ด้วยเหตุอันใดหรือ”
อมิตาภพุทธ พระอนันตคุณสัมมาสัมพุทธเจ้า ขออย่าให้มาหาเรื่องข้าเลย!