ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 340 ธงสะกดภูตผี
ตอนที่ 340 ธงสะกดภูตผี
ฉินเหยาย่อมมิได้มาหาเรื่อง นางมาเพื่อสอบถามข่าวคราวต่างหาก
หวังหม่าอู่นั้นมีอิทธิพลกว้างขวาง ข่าวคราวย่อมต้องฉับไวแน่นอน
เมื่อเห็นท่าทางระแวดระวังของหวังหม่าอู่และคนอื่นๆ ฉินเหยาก็มิได้ก้าวเข้าประตูไป เพียงยืนอยู่ด้านนอกแล้วเอ่ยถาม “บนที่ดินหนึ่งร้อยหมู่ของติงซิ่วไฉแห่งจวนตระกูลติง เหตุใดจึงมีธงสีขาวปักอยู่เล่า”
“เป็นธรรมเนียมประเพณีอันใดหรือ” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างสงสัย
หวังหม่าอู่ชะงักไปครู่หนึ่ง นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ ทว่าก็ดูออกว่าฉินเหยามิได้มาหาเรื่อง เขาจึงหันไปมองเหล่าสมุนด้านหลัง ถามว่าพวกเขารู้หรือไม่ว่าฉินเหยากำลังพูดถึงเรื่องอันใด
นักเลงคนหนึ่งตอบเสียงเบา “นั่นคือธงสะกดภูตผีขอรับ”
หวังหม่าอู่รีบกล่าวทวนให้ฉินเหยาฟังทันที “คือธงสะกดภูตผี”
เมื่อเห็นฉินเหยาสนใจเรื่องนี้ หวังหม่าอู่ก็เอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “ฉินเหนียงจื่อ ท่านไม่ทราบหรือว่าเมื่อหนึ่งเดือนครึ่งก่อนหน้านี้ ในที่นาของบ้านติงซิ่วไฉเกิดคดีฆาตกรรมขึ้น”
ฉินเหยาส่ายหน้า นางไม่ทราบจริงๆ “เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ”
หวังหม่าอู่ส่งสัญญาณให้คนรับใช้เปิดประตู เชื้อเชิญฉินเหยาเข้าไปพูดคุยด้านใน
ฉินเหยาผูกม้าไว้กับต้นไม้ใหญ่ด้านนอก ขอให้คนของหวังหม่าอู่ช่วยดูแลให้หน่อย บนหลังม้าของนางยังมีของมีค่าอยู่ด้วย
เหล่านักเลงรีบขานรับ ไม่กล้าแม้แต่จะมองว่าบนหลังม้าของนางมีสิ่งใดวางอยู่ เกรงว่าหากนางเห็นจะมาหาเรื่องตน
ฉินเหยาคิดว่าพวกเขาเองก็คงไม่กล้าแตะต้องของของนาง หีบไม้เล็กๆ ที่ใส่เงินจึงมิได้นำเข้ามาด้วย พกเพียงตั๋วเงินจำนวนมากติดตัวเท่านั้น
เมื่อมาถึงห้องโถงด้านหน้า หวังหม่าอู่ส่งสัญญาณให้สาวใช้ยกน้ำชามาให้ฉินเหยา พลางเอ่ยถามหยั่งเชิง “ฉินเหนียงจื่อหมายตาที่ดินผืนนั้นของบ้านติงซิ่วไฉหรือ”
นางมาอย่างกะทันหัน ทั้งยังถามถึงติงซิ่วไฉผู้ไม่เกี่ยวข้อง คนหลักแหลมเช่นหวังหม่าอู่ ไม่ต้องคิดก็ย่อมเดาได้
ฉินเหยาพยักหน้า “ข้ารู้มาสักพักแล้วว่าที่ดินผืนนี้กำลังประกาศขาย ตอนนั้นเงินในกระเป๋าไม่พอซื้อจึงได้แต่รู้สึกเสียดาย รู้ดีว่าที่ดินดีเช่นนี้ย่อมต้องขายออกไปได้อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นก็มิได้สนใจอีก แต่พอวันนี้ผ่านจวนตระกูลติง บังเอิญเห็นธงสะกดภูตผีผืนนั้นเข้า เห็นที่ดินถูกปล่อยทิ้งร้างไม่มีผู้ใดดูแลจึงคิดว่าเจ้าข่าวคราวว่องไวเลยแวะมาสอบถามดู”
หวังหม่าอู่ได้ยินคำพูดของนางก็รีบจุปากทันที กล่าวด้วยเสียงเบาอย่างเกรงกลัว “พูดตามตรง ที่ดินผืนนั้นข้าเองก็หมายตาไว้เช่นกัน แต่ติงซิ่วไฉผู้นั้นเรียกราคาสูงเกินไป เปิดปากมาก็แปดร้อยตำลึงแล้ว”
พูดถึงตรงนี้ หวังหม่าอู่ก็ส่งสายตาให้ฉินเหยาสื่อว่า ‘ท่านคงเข้าใจ’ “ติงซิ่วไฉผู้นั้นดื้อรั้นยิ่งนัก ข้าเห็นเขาไม่ยอมลดราคาลงบ้างจึงใช้เล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อยคิดจะถ่วงเวลาเขาไว้สักหน่อย ไม่คิดว่าจะเกิดคดีฆาตกรรมขึ้นจริง มีคนร้ายไปฆ่าคนแล้วทิ้งศพไว้ในที่ดินของเขา จุ๊ๆๆ คราวนี้กลายเป็นอัปมงคลไปจริงๆ แล้ว! ใครจะไปอยากได้อีกเล่า!”
ฉินเหยาเลิกคิ้ว หวังหม่าอู่ทำท่ารังเกียจ แต่สำหรับคนเช่นพวกเขาแล้ว มือของเขาเองก็ใช่จะสะอาด ที่ดินที่มีคดีฆาตกรรมนั้นไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อันใดเลย
พูดไปพูดมา น่าจะเป็นเพราะราคาของทางฝั่งติงซิ่วไฉยังไม่ถึงระดับราคาที่เขาคาดหวังไว้เสียมากกว่า
เมื่อเห็นฉินเหยาดื่มชาเงียบๆ ไม่พูดจา หวังหม่าอู่เกรงว่านางจะคิดมากไปจึงรีบโบกมือกล่าวอีกว่า “มิใช่ข้าส่งคนไปสร้างสถานการณ์นะ คดีฆาตกรรมนี้เป็นอุบัติเหตุจริงๆ”
“แน่นอน ข้ารู้ว่าฉินเหนียงจื่อย่อมไม่กลัวภูตผีปีศาจเหล่านี้ ในเมื่อท่านต้องการ เช่นนั้นข้าก็จะตัดใจมอบให้แก่ท่าน!” หวังหม่าอู่หัวเราะฮ่าๆ พลางกล่าวอย่างใจกว้าง
ที่ดินเพียงร้อยหมู่ เขามิได้เห็นอยู่ในสายตาเลยจริงๆ สู้เอามาขายประจบฉินเหยา ให้นางติดค้างบุญคุณของตนเสียยังจะดีกว่า
ฉินเหยาวางถ้วยชาลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างลึกซึ้ง “ยังมีบ้านอื่นต้องการที่ดินผืนนี้อีกหรือ”
หวังหม่าอู่แค่นเสียงแล้วกล่าวว่า “ของที่ข้าหวังหม่าอู่หมายตา ผู้ใดกล้าแย่งชิง ข้าบอกว่าที่ดินผืนนั้นข้าเท่านั้นที่จะซื้อได้ก็ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องของของข้าแล้ว!”
ฉินเหยาคิดในใจ วันนี้นางมาหาถูกคนแล้วจริงๆ หากไปสอบถามกับคนในตระกูลติงโดยตรง เกรงว่าคงต้องไปเสียเที่ยวเปล่า
ฉินเหยาเอ่ยถาม “เจ้าต้องการสิ่งใด”
หวังหม่าอู่ชะงักไป ดวงตาทั้งสองข้างกลอกไปมา ยิ้มเผล่ “ฉินเหนียงจื่อ ท่านก็เกรงใจเกินไปแล้ว พวกเราสนิทสนมกันถึงเพียงนี้ ข้าจะรับผลประโยชน์จากท่านได้อย่างไรเล่า เพียงแต่คิดว่าในภายหน้าหากฉินเหนียงจื่อพบเจอคนของข้าทำอะไรไม่รู้ความก็อย่าได้ถือสาพวกเขาเลย”
แปลความหมายก็คือ ต่อไปขอให้นางอย่าเข้ามายุ่งเรื่องของพวกเขา หากพบเจอก็ให้ช่วยเหลือเสียหน่อย ปกปิดซ่อนเร้นให้บ้าง
หากนี่เป็นวันสิ้นโลก ฉินเหยาคงจะตอบตกลงโดยไม่ลังเล เพราะนั่นเป็นสภาพแวดล้อมที่กฎหมายและศีลธรรมพังทลายไปนานแล้ว ทุกคนล้วนเป็นอาชญากร ทุกคนล้วนทำเพื่อตนเอง
แต่บัดนี้แตกต่างออกไป เพียงส่วนต่างราคาที่ดินแค่ร้อยหมู่ก็คิดจะให้นางสนับสนุนคนชั่ว ช่างตลกสิ้นดี!
อีกอย่าง ที่ดินเป็นของบ้านติงซิ่วไฉ เขาหวังหม่าอู่อาศัยสิทธิ์อันใดมาเป็นผู้ตัดสินใจ
ฉินเหยาฝืนยิ้ม “วันนี้รบกวนแล้ว ขอตัวลา”
นางลุกขึ้น ก้าวเดินฉับๆ ออกไปนอกประตูใหญ่ เมื่อมาถึงหน้าม้าก็เลือกขนมกล่องที่ถูกที่สุดจากในถุงตาข่ายที่ใช้ใส่ของขวัญยื่นให้แก่นักเลงที่ช่วยดูแลม้าให้ตน “ขอบคุณหัวหน้าของพวกเจ้าที่ช่วยไขข้อข้องใจให้ข้า”
นางวางขนมลง จากนั้นก็พลิกตัวขึ้นม้าแล้วจากไปทันที
ตอนที่หวังหม่าอู่วิ่งหอบตามออกมาส่งแขกนั้น หนึ่งคนหนึ่งม้าก็วิ่งหายลับไปนานแล้ว
นักเลงยื่นขนมส่งให้เขา หวังหม่าอู่โกรธจนถลึงตาใส่ “คิดว่าข้าเป็นขอทานหรืออย่างไร!”
สะบัดมือปัดทิ้ง ขนมพลันตกกระจายเกลื่อนพื้น เขายังรู้สึกไม่หายแค้นจึงเดินเข้าไปกระทืบซ้ำอย่างแรงอีกหลายที
หารู้ไม่ว่า ฉินเหยาคาดการณ์ไว้แล้วว่าเขาจะต้องมีปฏิกิริยาเช่นนี้จึงได้ตัดสินใจเลือกขนมที่ถูกที่สุดจากบรรดาขนมเหล่านั้น
อย่างไรเสียไม่ว่าจะให้ของดีหรือไม่ดี หวังหม่าอู่ก็ย่อมเคียดแค้นนางอยู่แล้ว เช่นนั้นก็ย่อมต้องเลือกของที่ต้นทุนต่ำที่สุด
ทว่าในเมื่อที่ดินหนึ่งร้อยหมู่ของบ้านติงซิ่วไฉยังมิได้ขายออกไป นั่นก็หมายความว่านางยังมีโอกาส ฉินเหยาตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะไปที่จวนตระกูลติง เพื่อพูดคุยกับคนในบ้านของติงซิ่วไฉด้วยตนเอง
ระหว่างทางผ่านหมู่บ้านเซี่ยเหอ ฉินเหยาก็แวะไปที่ร้านของช่างตีเหล็กเพื่อรับเอาชิ้นส่วนรถเข็นที่สั่งทำไว้ก่อนหน้านี้ นางเดินทางกลับเข้าหมู่บ้านอย่างเงียบๆ ยังมิได้กลับเข้าบ้านแต่แวะพักที่โรงงานเครื่องเขียนก่อน
เมื่อเห็นฉินเหยา คนทั้งโรงงานก็รู้ได้ในทันทีว่าเงินงวดสุดท้ายต้องได้รับมาแล้วเป็นแน่ พอฉินเหยาบอกว่าจะเปิดการประชุมย่อย เหล่าหัวหน้างานก็พากันมาที่ห้องประชุมเล็กอย่างรวดเร็ว พวกเขานั่งเรียงแถวอยู่หน้าโต๊ะของฉินเหยา จ้องมองนางด้วยความคาดหวัง
ฉินเหยาเองก็มิได้ทำให้พวกเขาผิดหวัง นางให้เสมียนเฉียนแจ้งจำนวนเงินรางวัลของครั้งนี้ให้ทุกคนทราบ ทุกคนล้วนได้รับเงินจำนวนนี้ หัวหน้างานคนละสองตำลึง ส่วนคนงานจะได้รับค่าจ้างเพิ่มหนึ่งเดือนในเดือนนี้
เมื่อข่าวแพร่ออกไป ทั่วทั้งโรงงานก็เต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องยินดี
ฉินเหยาให้ช่างไม้หลิวอยู่ก่อน นางยิ้มพลางมอบเงินส่วนที่เป็นของเขาให้
ตั๋วเงินห้าร้อยตำลึง ช่างไม้หลิวรับมา กระดาษนั้นบางเบา ทว่าความอิ่มเอมในใจกลับหนักอึ้ง
ลมหายใจของเขาหนักขึ้น ใบหน้าพลันแดงก่ำขึ้นมา ตื่นเต้นจนกลั้นหายใจ หากมิใช่เพราะฉินเหยาตบเขาเบาๆ ทีหนึ่ง ช่างไม้หลิวก็เกือบจะหมดสติไปแล้ว
“ไม่ถึงขนาดนั้น ไม่ถึงขนาดนั้น ต่อไปยังมีอีกนะ” ฉินเหยากล่าวอย่างขบขัน
แล้วยังเตือนเขาว่าอย่าตื่นเต้นจนเกินไป หากหมดสติไปจริงๆ คนตายไปแล้ว เงินยังไม่ได้ใช้ นั่นต่างหากที่เป็นโศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต
ช่างไม้หลิวจ้องฉินเหยาอย่างจนคำพูด แต่พอเหลือบมองตั๋วเงินในมือก็อดที่จะหัวเราะออกมามิได้ “ทั้งชีวิตของข้านี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นว่าตั๋วเงินหน้าตาเป็นอย่างไร ช่างน่าตื่นตาตื่นใจนัก เจ้าดูกระดาษบางๆ แผ่นนี้ เหตุใดจึงสามารถนำไปแลกเงินออกมาได้กันนะ”
ฉินเหยาอธิบายขั้นตอนการแลกตั๋วเงินอีกครั้ง สอนไปสองรอบ เมื่อมั่นใจว่าช่างไม้หลิวจำได้แล้วจึงมอบชิ้นส่วนที่ช่างตีเหล็กทำไว้ให้แก่เขาแล้วจึงเอ่ยถาม “ของเหล่านั้นที่ข้าต้องการให้ท่านทำ ทำไปถึงไหนแล้วหรือ”