ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 341 โดยนิสัยแล้วไม่ชอบยิ้ม
ตอนที่ 341 โดยนิสัยแล้วไม่ชอบยิ้ม
ช่างไม้หลิวส่งสัญญาณให้ฉินเหยาวางชิ้นส่วนลง ก่อนบรรจงพับตั๋วเงินเก็บไว้ในอกเสื้อ เมื่อตบหน้าอกเบาๆ ให้แน่ใจว่าเก็บดีแล้ว จากนั้นจึงหันมายิ้มให้ฉินเหยาแล้วกล่าวว่า
“ใกล้แล้ว ลงสีเรียบร้อยแล้ว ตากทิ้งไว้อีกสักสองสามวัน ประกอบชิ้นส่วนเหล่านี้ที่เจ้าให้มาก็สามารถนำไปได้แล้ว”
ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่ เสียงเรียก “เมียจ๋า!” อย่างตื่นเต้นก็ดังขัดจังหวะขึ้น
ช่างไม้หลิวยิ้มอย่างมีเลศนัย “ซานเอ๋อร์มาแล้ว”
ฉินเหยายักไหล่อย่างจนใจ เมื่อเดินออกมาจากในห้องก็เห็นหลิวจี้พุ่งเข้ามาประหนึ่งลมหมุน พอเงยหน้าขึ้นเห็นนาง ดวงตาของเขาก็พลันเป็นประกายวาววับราวกับสุนัขเห็นกระดูกชิ้นโต
เมื่อเห็นคนผู้นั้นอ้าแขนทำท่าจะโผเข้ามา ฉินเหยาก็ก้าวถอยหลังหลบอย่างรวดเร็ว หลิวจี้ที่หยุดไม่ทันจึงโผเข้ากอดเสาห้องเข้าเต็มรัก มองนางด้วยแววตาตัดพ้อ
“เมียจ๋า เจ้าช่างไร้เยื่อใยยิ่งนัก ไม่พบกันตั้งหลายวัน เจ้าไม่คิดถึงข้าบ้างหรือ”
ฉินเหยา “คิดสิ ข้าคิดอยากให้เจ้าตาย”
“…”
“ฮ่าๆๆ…” หลิวจี้หัวเราะแห้งๆ สองสามครั้ง ทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของนางเมื่อครู่ เขาลงมาจากเสา ปัดเสื้อผ้าแล้วเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “เมียจ๋า เจ้าเดินทางราบรื่นดีหรือไม่”
“ก็พอใช้ได้” เมื่อเห็นเขากลับมาเป็นปกติ ฉินเหยาก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ถามเขาว่ามาทำอันใด
หลิวจี้ยกมือชี้ไปยังห้องลงสีด้านซ้าย “ชั้นเรียนสอนหนังสือเปิดแล้ว นี่มิใช่ว่าใกล้จะเลิกงานแล้วหรือ ข้าเลยมาสอนหนังสือ เรื่องที่เมียจ๋าสั่งไว้ข้าก็ทำอย่างดีแล้วนะ”
ดวงตาดอกท้อกะพริบปริบๆ มองนางอย่างคาดหวัง
ฉินเหยายิ้มบางๆ “ข้ากลับบ้านก่อนล่ะ เจ้าสอนหนังสือเถอะ”
มองดูสีของท้องฟ้า เด็กๆ น่าจะเลิกเรียนแล้วและกำลังเดินทางกลับ นางตั้งตารอจะได้เห็นท่าทางของพวกเขาตอนได้รับของขวัญจริงๆ
“เมียจ๋า~” เสียงเรียกอย่างโหยหวนของหลิวจี้ดังมาจากด้านหลัง
ฉินเหยาหันกลับไปอย่างจนใจแล้วกำชับว่า “สอนเสร็จแล้วก็รีบกลับบ้าน ข้ามีของขวัญมาฝากพวกเจ้าด้วย”
หลิวจี้พลันยิ้มกว้างจนแก้มปริ เขารอคำนี้นี่แหละ
มองส่งฉินเหยาจูงม้ากลับบ้านไปจนลับสายตา หลิวจี้ก็หันหลังเดินเข้าห้องเรียนชั่วคราวของชั้นเรียนสอนหนังสือ เพราะใจจดจ่ออยู่กับการกลับบ้าน จึงไม่สนใจเลยว่าเหล่านักเรียนสูงวัยเหล่านี้จะทนไหวหรือไม่ เขาสอนสองคาบติดต่อกัน พอสอนเสร็จก็เลิกเรียน วิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว
มีคนอยากจะถามคำถาม พอเงยหน้าขึ้น อาจารย์ก็หายตัวไปเสียแล้ว
หลิวจี้วิ่งสุดฝีเท้าเพื่อกลับบ้าน ทันเห็นฉากที่ฉินเหยากำลังนำของขวัญทั้งหมดที่นำมาจากเมืองหลวงของมณฑลออกมาวางที่ห้องโถงเพื่อแจกจ่ายพอดี
เขารีบเดินไปข้างหน้า ยืนอยู่ในตำแหน่งที่เด่นที่สุดในห้องโถง
พวกต้าหลางสี่พี่น้องยืนเรียงแถวกัน เบียดท่านพ่อไปอยู่ด้านหลังโดยไม่รู้ตัว พ่อลูกทั้งห้าคนต่างยื้อแย่งเบียดเสียดกันเพื่อที่จะเป็นคนแรกที่ได้รับของขวัญนี้
ผลปรากฏว่าของขวัญชิ้นแรกของฉินเหยากลับข้ามพวกเขาไป ส่งตรงไปยังเบื้องหน้ากงเหลียงเหลียวผู้นั่งอย่างสำรวมอยู่ด้านในสุด
กงเหลียงเหลียวเงยหน้าขึ้นอย่างคาดไม่ถึง ไม่คิดว่าตนเองจะได้รับของด้วย
ฉินเหยายิ้มพลางเปิดกระดาษไขที่ใช้ห่อออก ด้านในเป็นที่ปิดหูกันหนาวทำจากขนกระต่ายสีน้ำตาลเทา เป็นแบบครอบหู มีขนาดเท่าฝ่ามือ ครอบลงบนหูได้โดยตรง สะดวกสบายอย่างยิ่ง
ตอนนี้อากาศไม่หนาวไม่ร้อน แต่ช่วงเช้ากลับมีน้ำค้างแข็งอยู่บ้าง คนหนุ่มสาวไม่รู้สึกอะไร แต่หูของกงเหลียงเหลียวมักจะถูกความเย็นกัดจนแดงอยู่เสมอ
ฉินเหยาสังเกตเห็นตั้งแต่ตอนที่ตื่นเช้ามาฝึกซ้อมวรยุทธ์ก่อนหน้านี้แล้ว พอไปเดินเที่ยวในเมืองหลวงของมณฑลแล้วเห็นที่ปิดหูเล็กๆ แบบนี้ ก็คิดขึ้นมาได้ทันทีว่าท่านผู้เฒ่าคงจะได้ใช้
มิใช่ของล้ำค่าอันใด แต่ความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ นี้กลับทำให้ในใจรู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก
เด็กรับใช้ข้างกายของกงเหลียงเหลียวรับของขวัญแทนเขา ตั้งใจจะนำไปเก็บไว้ในห้อง แต่ก็ถูกฉินเหยาเรียกไว้ นางยิ้มเอ่ย “ท่านอาจารย์ไม่ลองดูสักหน่อยหรือเจ้าคะ เผื่อว่าไม่พอดี ข้าจะได้ให้หลิวจี้ช่วยแก้ไขให้ท่าน”
ลูกตาของกงเหลียงเหลียวสั่นไหวเล็กน้อย ผู้เฒ่าผู้ ‘สำรวมเคร่งขรึม’ ยากนักที่จะแสดงท่าทีลนลานออกมา
ฉินเหยากล่าวเสริมอีก “ลองดูเถิดเจ้าค่ะ”
กงเหลียงเหลียวกระแอมไอสองครั้ง ขานรับอืมๆ ในลำคออย่างอึดอัด
เป็นเพียงที่ปิดหูคู่หนึ่งเท่านั้น ทว่ากลับรู้สึกราวกับว่าต้องให้เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าต่อหน้าทุกคนอย่างไรอย่างนั้น
ฉินเหยามองหลิวจี้แวบหนึ่ง หลิวจี้ก็เข้าใจในทันที หยิบที่ปิดหูจากมือของเด็กรับใช้ข้างกายมา สวมให้ท่านอาจารย์ทีละข้าง
ผู้เฒ่าที่เดิมทีดูเคร่งขรึม พอมีหูขนปุยสองข้างเพิ่มเข้ามากลับดูน่ารักขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
ฉีเซียนกวนเบิกตากว้าง อาจเป็นเพราะเห็นท่านอาจารย์ในสภาพเช่นนี้เป็นครั้งแรกจึงลืมเลือนกฎเกณฑ์ไป เขาเดินไปยืนอยู่ตรงหน้าท่านอาจารย์อย่างใจกล้าพลางเอียงคอจ้องมองอยู่หลายครั้ง รู้สึกแปลกตาอย่างยิ่ง
จนกระทั่งกงเหลียงเหลียวอับอายจนกลายเป็นโกรธ พ่นลมหายใจแรงๆ ออกมาเสียงหนึ่ง ฉีเซียนกวนถึงเพิ่งรู้สึกตัว รีบประสานมือคารวะแล้วถอยไปยืนอยู่ข้างๆ
เพียงแต่ดวงตานั้นยังคงอดที่จะเหลือบมองไปยังร่างของกงเหลียงเหลียวไม่ได้
“ถอดออกๆ ข้าร้อนจะตายอยู่แล้ว!” กงเหลียงเหลียวตวาดเสียงเย็นชาอย่างไม่สบอารมณ์ ใบหน้าชราแดงก่ำขึ้นมาอย่างน่าสงสัย
หลิวจี้กลั้นหัวเราะพลางขานรับ “ขอรับ”
เขาถอดที่ปิดหูออก ส่งให้เด็กรับใช้ข้างกายแล้วกำชับว่า “ต่อไปช่วงเช้าอย่าลืมสวมให้ท่านอาจารย์ด้วย”
เด็กรับใช้ข้างกายพยักหน้ารับคำ ถือที่ปิดหูถอยออกไป
ต่อไปจะเป็นตาของผู้ใดกัน
หลายคนที่อยู่ในห้องต่างจ้องมองมาเป็นตาเดียว ฉินเหยาพลันรู้สึกกดดันขึ้นมาจึงตัดสินใจแจกของขวัญให้ทุกคนจนหมด ให้พวกเขาไปดูกันเอง
ฉีเซียนกวนได้รับผ้าพันคอผ้าฝ้ายผืนหนึ่ง เด็กหนุ่มตัวน้อยขยันอ่านตำรา ตั้งใจร่ำเรียนทั้งเช้าค่ำ ยามเช้าและยามค่ำของปลายฤดูใบไม้ร่วงนั้นยังไม่ถึงกับต้องจุดเตาถ่าน พันผ้าพันคอไว้ก็นับว่าพอดี
ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซานหลางล้วนได้รับรองเท้าหนัง นี่เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยสวมมาก่อน ซานหลางดีใจจนกรีดร้องออกมา ถอดรองเท้าผ้าบนเท้าออกทันทีแล้วทำท่าจะเปลี่ยนเป็นรองเท้าหนัง
ต้าหลางและเอ้อร์หลางมองหน้ากันแล้วยิ้มต่างก็พอใจกับของขวัญชิ้นนี้มาก
เมื่อชุดเสื้อกระโปรงของซื่อเหนียงถูกนำออกมา ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างก็ส่งเสียงร้องว้าวออกมาอย่างพร้อมเพรียง เด็กหญิงตัวน้อยดีใจนำกระโปรงมาทาบบนตัว มองแล้วมองอีก ลูบแล้วลูบอีก พึมพำอย่างกลุ้มใจ “อยากให้หิมะตกลงมาเร็วๆ จังเลย”
หิมะตกก็จะได้ใส่ชุดเสื้อกระโปรงใหม่แล้ว
อาวั่งเองก็ได้รับชุดเสื้อผ้าใหม่ครบชุดเช่นกัน ใบหน้าที่ไร้อารมณ์ปรากฏอารมณ์ยินดีขึ้นมาหลายส่วน แม้จะเพียงชั่วพริบตา แต่ฉินเหยาที่มีสายตาแหลมคมก็จับสังเกตได้
ทุกคนล้วนได้รับของขวัญ แต่ตนเองกลับยังมือเปล่าอยู่ หลิวจี้จ้องมองมาตาแป๋ว ฉินเหยาก็ยิ้มพลางยื่นกระดาษเซวียนปึกหนึ่งให้เขาพร้อมทั้งกำชับว่า “ตั้งใจเรียนให้ดี ข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้านะ!”
“ท่านพ่อ เหตุใดท่านจึงไม่ยิ้มเล่า” ซื่อเหนียงกอดชุดเสื้อกระโปรงใหม่ล้ำค่าของตนเอง เอียงคอมองใบหน้าขื่นขมของท่านพ่ออย่างสงสัย
หลิวจี้ “ข้าไม่ยิ้ม ก็เพราะโดยนิสัยแล้วข้าไม่-ชอบ-ยิ้ม!”
ซื่อเหนียงร้องอ้อคำหนึ่งแล้วหันไปแลบลิ้นใส่พวกพี่ชาย นางตั้งใจหรอก~
ต้าหลางกลั้นยิ้ม มองท่านพ่อด้วยความเห็นใจแวบหนึ่งแล้วเรียกน้องๆ ให้กลับห้องไปเก็บของขวัญให้เรียบร้อย
อาวั่งมองไปยังฉินเหยา กล่าวอย่างจริงจัง “ขอบคุณฮูหยินขอรับ”
ฉินเหยาโบกมือไปมา กุมท้องพลางถาม “กินข้าวได้หรือยัง ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว”
อาวั่งพยักหน้า รีบวิ่งไปยังห้องใต้หลังคาเพื่อเก็บเสื้อผ้าของตนเองให้เรียบร้อยแล้วกลับไปยังห้องครัวยกกับข้าวขึ้นโต๊ะเพื่อเริ่มมื้ออาหาร
ทุกคนต่างก็ได้รับของขวัญ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารจึงดีมาก เด็กๆ เล่าเรื่องสนุกๆ ที่สำนักศึกษา ต้าหลางกับฉีเซียนกวนก็ปรึกษากันว่ารอให้เขาหยุดพักผ่อนครั้งหน้า จะพาเขาไปยิงนกที่ตีนเขา
ฉีเซียนกวนตั้งตารอคอยอย่างยิ่ง ทั้งสองคนยังพูดกันว่าเมื่อถึงตอนนั้นยังสามารถแลกอาวุธกันได้ ใช้ศาสตราวุธของอีกฝ่ายประลองฝีมือกัน ดูว่าผู้ใดจะยิงนกได้มากกว่า
อาวั่งกล่าวเสริม “ข้าทำนกกระจอกผัดเผ็ดได้นะขอรับ”
ฉินเหยากำชับต้าหลางอย่างไม่วางใจ “ห้ามเข้าไปในป่า ฤดูหนาวใกล้เข้ามาแล้ว เป็นช่วงที่สัตว์ป่าต้องสะสมไขมันพอดี อาณาเขตหากินของพวกมันจะขยายกว้างขึ้น อาจจะลงมาจากภูเขาก็ได้”
ต้าหลางรีบขานรับ “น้าเหยา ข้ารู้แล้วขอรับ” พาแขกไปด้วย เขาเองก็ไม่กล้าเข้าไปลึกอยู่แล้ว หากฉีเซียนกวนเกิดเรื่องขึ้น นั่นคงไม่ดีแน่
กงเหลียงเหลียวมองดูภาพอันครึกครื้นตรงหน้า ใบหน้าที่เย็นชาเคร่งขรึมพลันดูอ่อนโยนลงเมื่อต้องแสงเทียน
มีเพียงหลิวจี้ที่กำลังเขี่ยข้าวในถ้วยของตนเองไปมา กัดฟันดังกรอดๆ มีแต่ข้าที่ไม่ได้ของขวัญ มีแต่ข้าที่ไม่ได้ มีแต่ข้าที่ไม่ได้…