ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 343 ฮูหยินเจ้าของที่ดินตัวน้อย
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 343 ฮูหยินเจ้าของที่ดินตัวน้อย
ตอนที่ 343 ฮูหยินเจ้าของที่ดินตัวน้อย
เมื่อเข้ามาในบ้านของติงซิ่วไฉ ฉินเหยาจึงได้รู้ว่า ติงซิ่วไฉไม่ได้อยู่ที่บ้าน
เขาอยู่ที่เมืองหลวงของมณฑล ยังไม่กลับมาเลย เรื่องการขายที่ดินล้วนเป็นภรรยาของเขาที่ขอให้คนในตระกูลช่วยออกหน้าจัดการให้
รอเพียงขายที่ดินได้ เงินมาถึงมือ ก็จะพามารดาผู้นี้และบุตรชายทั้งสองคนเดินทางไปยังเมืองหลวงของมณฑลเพื่อสมทบกับเขา
ระหว่างนั้นเกิดเรื่องใหญ่โตอย่างคดีฆาตกรรมขึ้น เขาก็มิได้ออกมาจัดการ
เนื่องจากเขาเป็นซิ่วไฉจึงมีสิทธิพิเศษอยู่บ้าง ทางการเก็บศพไปแล้วก็ฝากคนมาบอกกล่าว สอบถามสองสามคำถามแล้วก็จากไป
แน่นอนว่า คนร้ายย่อมไม่ใช่สองแม่สามีลูกสะใภ้ของตระกูลติง การสืบสวนพวกนางนั้นย่อมไร้ความหมาย
เพียงแต่เรื่องการขายที่ดินกลับถูกทำให้ล่าช้าออกไป และล่าช้ามาจนถึงตอนนี้
ที่ดินที่เดิมควรจะขายออกไปได้ง่ายๆ บัดนี้กลับค้างอยู่ในมือ ไม่มีผู้ใดกล้าซื้อเลย
คนส่วนน้อยล้วนรังเกียจว่าเป็นลางร้าย แต่สาเหตุใหญ่กว่านั้นคือมีคนผูกขาดที่ไว้แต่ไม่ยอมซื้อ ทั้งยังไม่ยอมให้ผู้อื่นมาซื้ออีกด้วย
มารดาของติงซิ่วไฉกล่าวว่า ขอเพียงมีคนมาที่บ้านเพื่อสอบถาม พอออกจากบ้านไปก็จะถูกขวางทาง ทำให้คนที่เดิมทีเจรจากันเรียบร้อยแล้วเป็นอันต้องล้มเลิกตัดใจไป
“พวกท่านไม่ได้ไปหาผู้อาวุโสในตระกูลติงให้ช่วยออกหน้าให้หรือ” ฉินเหยาลองถามหยั่งเชิง
สองแม่สามีลูกสะใภ้สบตากัน มีเพียงรอยยิ้มขมขื่นและความโกรธที่ถูกสะกดกลั้นไว้
แม้แต่พี่น้องคลานตามกันมาก็ยังมีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ้าง นับประสาอะไรกับคนในตระกูลที่ห่างกันไปหลายรุ่นแล้วเล่า
ติงซิ่วไฉมิใช่คนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีเลิศ ในหมู่บ้านมักจะมีคนเลวบางคนคอยขัดขวางเขาลับๆ อยู่เสมอ ประกอบกับคนเหล่านั้นให้ผลประโยชน์กับคนในตระกูล ฉากหน้าผู้อาวุโสในตระกูลรับจึงทำเป็นรับเรื่องไว้ แต่นั่นก็เป็นเพียงฉากหน้า ลับหลังแล้วกลับไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
คนในตระกูลที่พวกนางเคยขอให้ช่วยก่อนหน้านี้ บัดนี้ก็ไม่กล้าออกหน้าอีกแล้ว เหลือเพียงสองแม่สามีลูกสะใภ้ที่ยังคงกัดฟันสู้ อย่างมากก็แค่ไม่ขาย!
ทว่าอนาคตของติงซิ่วไฉก็ไม่อาจไม่ใส่ใจได้ การไม่ขายเป็นเพียงทางเลือกที่แย่ที่สุด
อันที่จริงแล้ว บัดนี้ขอเพียงมีคนกล้าซื้อ พวกนางก็สามารถลดราคาขายให้ได้
ภรรยาของติงซิ่วไฉถอนหายใจกล่าว “หกร้อยตำลึง”
พูดจบก็จับจ้องไปยังฉินเหยาไม่วางตา เกรงว่านางจะต่อราคาอีก สองจึงมือบิดผ้าเช็ดหน้า สองกรามเกร็งแน่น
ฉินเหยาเอ่ย “ตกลง!”
สองแม่สามีลูกสะใภ้สบตากันอย่างตื่นเต้นทันที ภรรยาของติงซิ่วไฉรีบถาม “น้องฉิน ท่านจะนำเงินมาเมื่อใดรึ”
“ไม่ต้องไปเอามาแล้ว” ฉินเหยาตะโกนเรียกออกไปที่นอกลานบ้าน “อาวั่ง!”
หีบไม้ที่ใช้บรรจุเงินถูกส่งมาถึงมือนางอย่างรวดเร็ว
สองแม่สามีลูกสะใภ้ตระกูลติงดีใจอย่างยิ่ง ไม่คิดว่าฉินเหยาจะเตรียมพร้อมถึงเพียงนี้ ในใจก็พลอยโล่งอกไปด้วย
“ท่านรอสักครู่ ข้าจะไปเอาโฉนดที่ดินมา” ภรรยาของติงซิ่วไฉรีบลุกขึ้นแล้วเรียกสาวใช้ที่กำลังทำความสะอาดอยู่ในลานบ้านให้นำกระดาษพู่กันมา
เกรงว่าชักช้าแล้วจะเกิดเรื่อง สองแม่สามีลูกสะใภ้คิดเพียงแต่จะรีบรับเงินหกร้อยตำลึงนี้มาไว้ในมือให้เร็วที่สุด
ฉินเหยามองดูท่าทางรีบร้อนของสองแม่สามีลูกสะใภ้ที่เกรงว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ในใจก็สาปแช่งหวังหม่าอู่และพวกไปหลายตลบ
บัดนี้นางชักจะสงสัยแล้วว่าคดีฆาตกรรมที่ว่านั่น หากไม่ใช่ฝีมือของพวกหวังหม่าอู่ก็คงเป็นเหล่าอันธพาลไม่กี่คนในอำเภอไคหยางที่จงใจเล่นตุกติก
ภรรยาของติงซิ่วไฉนำหีบที่ใส่โฉนดที่ดินออกมา สาวใช้ปูกระดาษลงบนโต๊ะแปดเซียน ภรรยาของติงซิ่วไฉฝนหมึกเตรียมจะเขียนสัญญาซื้อขาย
ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนด่าทอดังมาจากนอกประตูใหญ่
“เจ้ามายืนทำลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าประตูบ้านแม่ม่ายลูกกำพร้าทำอะไรกัน”
“ไอ้คนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงมาจากไหน รีบไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าซะ!”
เมื่อได้ยินเสียงนั้น สีหน้าของสองแม่สามีลูกสะใภ้ตระกูลติงในห้องโถงพลันเปลี่ยนไปในทันที พู่กันที่ภรรยาของติงซิ่วไฉกำลังจะจรดลงสั่นอย่างรุนแรง หยดหมึกสีดำก้อนใหญ่หยดลงบนกระดาษเหลืองแล้วกระจายออกเป็นวงราวกับมีเงาทมิฬปกคลุม แสงสว่างในห้องพลันมืดลง
โครม โครม เสียงของหนักๆ ตกลงบนพื้นดังขึ้นสองเสียง คนแปลกหน้าสองคนร้องโหยหวนล้มลงใต้โต๊ะแปดเซียน
มีแต่ภรรยาของติงซิ่วไฉที่ยังนับว่าสงบนิ่งอยู่บ้าง นางรีบคว้าหีบไม้ใส่โฉนดที่ดินมากอดไว้แนบอกพลางดึงแม่สามีให้หลบไปข้างๆ
ฉินเหยากระแอมอย่างอึดอัดสองสามครั้ง มองอาวั่งที่เดินเข้ามาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์แล้วเงยหน้าขึ้นกล่าวปลอบสองแม่สามีลูกสะใภ้
“ไม่เป็นไร พวกท่านดูซิว่ารู้จักคนสองคนนี้หรือไม่ หากไม่รู้จัก ข้าจะให้สารถีของบ้านข้าโยนพวกเขาออกไป”
สองแม่สามีลูกสะใภ้จึงได้สติ คนที่ล้มอยู่บนพื้นนั้นก็คือคนที่เพิ่งจะตะโกนโหวกเหวกอยู่ที่หน้าประตูเมื่อครู่นั่นเอง
สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งครั้ง ภรรยาของติงซิ่วไฉพยายามสะกดกลั้นความตกใจเอาไว้ เหลือบมองคนสองคนที่นอนขดตัวร้องโอดโอยกลิ้งอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เป็นลูกจ้างของโรงรับจำนำในเมืองเจ้าค่ะ”
“หลายวันมานี้ก็เป็นพวกเขานี่แหละที่ขับไล่คนที่คิดจะซื้อที่ดินของบ้านข้าไป”
ภรรยาของติงซิ่วไฉมองฉินเหยาอย่างชื่นชมแวบหนึ่ง แต่ก็ยังต้องเอ่ยเตือนนาง หรือไม่ก็ให้แล้วกันไปเถิด
“ฉินเหนียงจื่อ ท่านเป็นสตรีตัวคนเดียวก็ลำบากแล้ว เรื่องนี้ถือว่าบ้านข้าโชคร้าย ท่านไปเถิด สัญญานี่ไม่ต้องลงนามแล้ว”
“ไม่รู้จักหรือ เช่นนั้นก็โยนออกไปเถอะ” ฉินเหยาพูดเองเออเองพลางส่งสายตาให้อาวั่ง
อาวั่งเข้าใจในทันที คว้าตัวลูกจ้างสองคนที่ยังลุกไม่ขึ้นออกไปนอกประตูแล้วถอดขากรรไกรออกเสีย จะได้ไม่ต้องฟังเสียงร้องโหยหวนของพวกเขา จากนั้นก็โยนทั้งสองทิ้งไว้ใต้คันนา!
ปัดมือสองสามครั้งก่อนกลับไปนั่งบนเกวียนวัว จ้องมองเมฆขาวอย่างเหม่อลอยราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“ไม่เป็นไร พวกเราลงนามกันต่อเถอะ”
ฉินเหยายิ้มพลางหยิบพู่กันขึ้นมา ปัดกระดาษเหลืองที่เปื้อนหมึกออกไปแล้วปูกระดาษแผ่นใหม่ จากนั้นก็ฝนหมึกให้ภรรยาของติงซิ่วไฉ
ลายมือหวัดๆ ของนาง อย่าเอาออกมาอวดให้ขายหน้าเลยจะดีกว่า
ภรรยาของติงซิ่วไฉอ้าปากทำท่าจะพูดแล้วก็หยุดลง ฉินเหยากล่าวขึ้นอย่างอ่อนโยนอีกครั้ง “อย่ากลัวไปเลย สารถีของบ้านข้าเฝ้าอยู่ จะไม่มีคนที่ไม่รู้จักมาขัดจังหวะพวกเราอีก”
เมื่อเห็นฉินเหยามีท่าทีสงบนิ่ง สองแม่สามีลูกสะใภ้ก็สบตากัน แม่สามีพยักหน้า ภรรยาของติงซิ่วไฉจึงค่อยนั่งลง จับพู่กันขึ้นเขียนสัญญาซื้อขายอีกครั้ง
ลายมือของนางนั้นงามมาก อ่อนช้อยงดงาม ทั้งยังแฝงไปด้วยความเข้มแข็ง ฉินเหยามองดูอย่างชื่นชมยิ่งนัก
สัญญาเขียนเสร็จอย่างรวดเร็ว สาวใช้ที่หายตกใจแล้วรีบยื่นตลับชาดมาให้ ฉินเหยากวาดตาดูเนื้อหา เมื่อเห็นว่าไม่มีปัญหาจึงลงนามประทับลายนิ้วมืออย่างรวดเร็ว
ฉินเหยานำเงินออกมา เป็นตั๋วเงินห้าร้อยตำลึงหนึ่งใบ บวกกับเศษเงินอีกหนึ่งร้อยตำลึง รวมเป็นหกร้อยตำลึง ไม่ขาดไปแม้แต่เหวินเดียว
ภรรยาของติงซิ่วไฉยื่นหีบโฉนดที่ดินมาให้ โฉนดที่ดินสามสิบหมู่และโฉนดที่นาเจ็ดสิบหมู่ล้วนอยู่ในนั้นทั้งหมด
ฉินเหยาตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน เมื่อแน่ใจแล้วว่าถูกต้องก็ปิดฝาหีบลงแล้วเสนอว่า
“เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในภายหน้า ข้าว่าตอนนี้ก็ยังเช้าอยู่ มิสู้พวกเราไปยังที่ว่าการอำเภอเพื่อจัดการเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ให้เรียบร้อยเลยดีหรือไม่”
สองแม่สามีลูกสะใภ้ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ภรรยาของติงซิ่วไฉหยิบเอกสารคำร้องขอซื้อขายที่ดินที่สามีเคยส่งมาให้ล่วงหน้าแล้วเดินทางไปยังอำเภอพร้อมกับฉินเหยาในทันที
สตรีจัดการเรื่องต่างๆ ตามลำพังย่อมมีความไม่สะดวกหลายประการ หากไม่มีเอกสารที่ติงซิ่วไฉส่งมาให้ นางย่อมไม่มีสิทธิ์จัดการเรื่องที่ดินและบ้านช่องของครอบครัวแทนได้ ทั้งยังต้องหาหัวหน้าตระกูลหรือญาติในตระกูลมาเป็นผู้ค้ำประกันอีกด้วย
ทางด้านฉินเหยานั้นสะดวกกว่ามาก ในจวนที่ว่าการอำเภอนั้นนางมีคนรู้จักอยู่ อาศัยหน้าตาก็ผ่านทางไปได้อย่างสะดวก
จนถึงตอนนี้ ภรรยาของติงซิ่วไฉจึงวางใจลงได้ในที่สุด รู้ว่าฉินเหยามีช่องทางรับมือกับทางโรงรับจำนำก็พลอยวางใจแทนนาง
ทว่าขั้นตอนทางฝั่งของติงซิ่วไฉจัดการเสร็จสิ้นแล้ว แต่ทางฝั่งของฉินเหยายังคงต้องการให้หลิวจี้ผู้เป็นเจ้าบ้านมาในวันพรุ่งนี้เพื่อทำข้อมูลทะเบียนบ้านฉบับใหม่เก็บไว้ที่จวนที่ว่าการอำเภอเพื่อเป็นหลักฐาน สำหรับการตรวจสอบภาษีในปีหน้า
ขั้นตอนนี้ เว้นเสียแต่ว่าฉินเหยาจะกลายเป็นแม่ม่าย เป็นเจ้าบ้านหญิงอิสระจึงจะสามารถจัดการด้วยตนเองได้
แต่หากเป็นเช่นนั้นนางก็ต้องหาผู้ใหญ่บ้านหรือญาติในตระกูลมาเป็นผู้ค้ำประกันและออกหน้าแทนอยู่ดี หากเป็นสตรีตัวคนเดียว แม้แต่ที่ว่าการอำเภอก็ยังเข้าไปไม่ได้
และหลังจากจัดการขั้นตอนยุ่งยากต่างๆ จนเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อออกจากที่ว่าการอำเภอ ทั้งสองคนยังต้องซื้อของขวัญอีกเล็กน้อยเพื่อไปแจ้งให้หลี่เจิ้งที่เมืองจินสือทราบ เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างตรงกัน
หากเป็นไปตามขั้นตอนปกติ เรื่องนี้ควรจะต้องแจ้งให้หลี่เจิ้งทราบก่อน จากนั้นหลี่เจิ้งจึงจะนำเอกสาร สัญญาซื้อขายและหลักฐานอื่นๆ ไปรายงานต่อจวนที่ว่าการอำเภอ กว่าจะทราบผลก็อย่างน้อยสองสามเดือนให้หลัง
ฉินเหยากลัวว่าหากชักช้าจะเกิดปัญหาขึ้นมาจึงไปจัดการที่จวนที่ว่าการอำเภอด้วยตนเอง แม้จะรวดเร็ว แต่ก็ง่ายที่จะสร้างความขุ่นเคืองใจให้แก่หลี่เจิ้ง
โชคดีที่หลี่เจิ้งเห็นแก่หน้าผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวและติงซิ่วไฉจึงมิได้สร้างความลำบากให้
ในที่สุดก็จัดการทุกขั้นตอนจนเรียบร้อย ฉินเหยาอุ้มหีบโฉนดที่ดินแล้วถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
ต่อไปนี้ นางก็เป็นฮูหยินเจ้าของที่ดินตัวน้อยคนหนึ่งแล้ว