ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 349 นางสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่า
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 349 นางสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่า
ตอนที่ 349 นางสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่า
เมื่อได้พบผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูล พวกของหลิวเหล่าฮั่นก็รู้สึกผ่อนคลายลงมากอย่างเห็นได้ชัด
ประกอบกับได้เห็นท่าทีสนิทสนมเป็นกันเองของหลิวจี้ที่มีต่อกงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนก็ทำให้พวกเขารู้สึกว่ามหาบัณฑิตผู้สูงส่งและคุณชายจากตระกูลสูงศักดิ์นั้นมิได้ดูห่างไกลจนมิอาจเอื้อมถึงอีกต่อไป
หลิวจี้เดินเข้ามาต้อนรับพร้อมทั้งแนะนำครอบครัวของตนให้ท่านอาจารย์และศิษย์พี่ได้รู้จัก
หลิวเหล่าฮั่นและนางจางพาเหล่าผู้น้อยทำความเคารพต่อกงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนทีละคนพร้อมทั้งมอบของขวัญแสดงความยินดี ซึ่งก็คือเกาลัดคั่วน้ำตาลที่เพิ่งคั่วเสร็จใหม่ๆ หนึ่งตะกร้าเต็มๆ
กงเหลียงเหลียวนั้นแม้อายุจะมากแล้วทว่าสุขภาพฟันยังคงแข็งแรงนัก หลิวจี้จึงปอกให้เขาลองชิมสองเม็ด ณ ที่นั้นทันที ดวงตาของท่านผู้เฒ่าพลันเปล่งประกายขึ้นมา ถูกใจยิ่งนัก จึงสั่งให้เด็กรับใช้ข้างกายเก็บไว้ให้ตน เอาไว้ภายหลังค่อยนำออกมาชิมทีละน้อย
อย่าได้เห็นว่าฉีเซียนกวนอายุยังน้อย ทว่าลำดับอาวุโสของเขานั้นสูงกว่าหลิวจี้เสียอีก จินเป่าและจินฮวาจึงนับว่าเขาเป็นผู้อาวุโส ทรุดกายลงคุกเข่าทันที แม้แต่ต้าเหมาที่ยังทำได้เพียงคลานอยู่กับพื้นก็ยังทำท่าหมอบลงกับพื้นตามอย่าง ทำให้ฉีเซียนกวนตกใจเป็นอย่างมาก
ทว่าสีหน้าของเขากลับมิได้แสดงอาการใดๆ ยังคงสงบนิ่งดังเดิม เพียงแต่รีบสั่งให้เด็กรับใช้ข้างกายช่วยประคองเด็กทั้งสามให้ลุกขึ้น
เมื่อได้รับการคารวะอย่างสูงถึงเพียงนี้ ผู้อาวุโสก็จำต้องมอบของพบหน้าแก่ผู้น้อย จินฮวาและจินเป่าจึงได้รับชุดพู่กันและแท่งหมึกคนละชุด ส่วนต้าเหมาได้รับจี้หยกชิ้นหนึ่งไว้เล่น
สิ่งนี้ทำเอาเอ้อร์หลางและซานหลางอิจฉาตาร้อน อยากจะคุกเข่าคารวะอาจารย์อาเล็กบ้าง หากรู้แต่แรกว่าการคารวะผู้อาวุโสจะได้ของขวัญตอบแทน พวกเขาก็คงไม่มัวคำนึงถึงศักดิ์กับบิดาของตนเองอยู่เช่นนี้แล้ว
ฉีเซียนกวนแอบถลึงตาปราม สองพี่น้องจึงได้แต่หัวเราะเจื่อนๆ แล้วล้มเลิกความคิดนั้นไป
กงเหลียงเหลียวดูเป็นคนเคร่งขรึมไม่ค่อยพูดจา เด็กๆ จึงรู้สึกไม่สนิทสนมกับเขาเท่าไหร่ ต้าหลางเคยแอบกระซิบบอกฉินเหยาว่า ทุกครั้งที่เขาเห็นกงเหลียงเหลียวก็รู้สึกราวกับได้พบอาจารย์ผู้เฒ่าหัวโบราณแสนเคร่งครัดในสำนักศึกษา
ด้วยเหตุนี้ หลังจากได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่แล้ว พวกต้าหลางสามพี่น้องก็จูงจินเป่าและแบกต้าเหมาพากันไปยังสวนหลังบ้านเพื่อวิ่งเล่น
ส่วนจินฮวาและซื่อเหนียงนั้นชอบฟังผู้ใหญ่สนทนากัน พวกนางจึงนั่งอยู่ข้างกายมารดาของตน คอยเงี่ยหูฟังผู้ใหญ่พูดคุย ดูเป็นเด็กที่ทั้งฉลาดและเรียบร้อย
อย่างไรเสียฉีเซียนกวนก็ยังเป็นเด็ก เขาชอบเล่นกับต้าหลางและเอ้อร์หลางที่สุด เมื่อเห็นพวกเขาออกไปวิ่งเล่นข้างนอก ส่วนตนเองกลับต้องแสร้งทำเป็นผู้ใหญ่สุขุม นั่งอยู่ในห้องเพื่อรับมือกับคำเยินยอสรรเสริญของผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูล ในใจก็รู้สึกอิจฉาจนแทบอยากจะร้องไห้ออกมา
หลิวจี้มองความคิดของศิษย์พี่ตัวน้อยออกจึงกล่าวกับกงเหลียงเหลียวข้างหูเบาๆ อย่างนึกขัน “ท่านอาจารย์ ที่หมู่บ้านของพวกเรานิยมเริ่มงานเลี้ยงกันเร็ว เวลาก็ใกล้จะเหมาะสมแล้ว หรือพวกเราจะเริ่มงานเลี้ยงกันเลยดีหรือไม่ขอรับ”
กงเหลียงเหลียวเองก็มิได้ชื่นชอบการต้องรับมือกับผู้คนจำนวนมากเช่นกันจึงพยักหน้าเบาๆ แล้วมองไปยังฉีเซียนกวน สั่งให้เขาไปดูที่ห้องครัว หากเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็ให้ส่งคนมาเรียกพวกตน
ฉีเซียนกวนครุ่นคิดเพียงเล็กน้อยก็ล่วงรู้ได้ว่าเป็นความคิดของหลิวจี้จึงมองเขาอย่างประหลาดใจอยู่บ้าง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหลิวจี้จะใช้สายตาที่เปี่ยมด้วยความเอ็นดูเช่นนั้นมองมาที่ตน ราวกับว่ากำลังมองเด็กน้อยในปกครองของตนเองอย่างไรอย่างนั้น
ฉีเซียนกวนถลึงตาใส่หลิวจี้อย่างขุ่นเคือง เขาไม่ใช่เด็กเสียหน่อย!
จากนั้นจึงพยายามกลั้นยิ้ม เดินออกไปข้างนอกด้วยท่าทีลิงโลดใจ
“อย่างไรเสียก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ” หลิวจี้ทอดถอนใจ
หนึ่งเค่อต่อมา สาวใช้ก็เข้ามารายงานว่าสามารถเริ่มงานเลี้ยงได้แล้ว ทุกคนจึงพากันย้ายไปยังสวนหลังบ้านเพื่อร่วมรับประทานอาหาร
ผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าตระกูล หลิวเหล่าฮั่นผู้ซึ่งเป็นผู้อาวุโส และหลิวจ้ง นั่งร่วมโต๊ะหลักกับกงเหลียงเหลียว ส่วนหลิวจี้ก็นั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน ทำหน้าที่สร้างบรรยากาศครื้นเครง เพื่อมิให้ทุกคนรู้สึกอึดอัด
ฉินเหยาพบว่า คนเช่นหลิวจี้นั้น ในช่วงเวลาสำคัญก็ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง ตัวอย่างเช่น สถานที่ใดก็ตามที่มีเขาอยู่ บรรยากาศจะไม่เคยเงียบเหงาเลยแม้แต่น้อย
ฉีเซียนกวนขอไปนั่งร่วมโต๊ะกับพวกเด็กๆ ส่วนฉินเหยานั้นนั่งร่วมโต๊ะกับเหล่าสตรีทั้งหลาย การมีคนที่คุ้นเคยอยู่ด้วยเช่นนี้ ทำให้หากผู้ใดมีข้อสงสัยก็สามารถเอ่ยถามนางได้ตลอดเวลาจึงรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก
ทว่าในเมื่อเป็นการเข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตามจึงได้มีการละเว้นธรรมเนียมปฏิบัติอันยุ่งยากมากมาย การลำเลียงอาหารขึ้นโต๊ะจึงเป็นไปตามแบบแผนของชนบท เมื่อยกตะเกียบขึ้นก็สามารถรับประทานได้ทันที ไม่มีพิธีรีตองที่ต้องบ้วนปากล้างมือก่อนแต่อย่างใด
พ่อครัวใหญ่ที่เชิญมามิได้ทำให้จินฮวาต้องผิดหวังเลยแม้แต่น้อย เมื่อรับประทานอาหารมื้อนี้จนอิ่มหนำแล้ว นางก็เชื่อคำพูดของซื่อเหนียงอย่างสนิทใจ ที่แท้ในโลกนี้มีเนื้อที่อร่อยราวกับปุยเมฆอยู่จริงๆ เมื่อได้ลิ้มลองแล้วก็ทำให้รู้สึกเบาโหวงราวกับจะล่องลอยได้จริงๆ!
เมื่องานเลี้ยงฉลองขึ้นเรือนใหม่สิ้นสุดลง เรือนปทุมก็ถือได้ว่าตั้งรกรากอยู่ในหมู่บ้านตระกูลหลิวอย่างเป็นทางการแล้ว
ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลดื่มเป็นเพื่อนกงเหลียงเหลียวไปหลายจอก เมามายจนไม่ได้สติ ต่างคนต่างก็กุมมือของกงเหลียงเหลียวไว้คนละข้าง พลางกล่าวคำขอบคุณที่เขาให้เกียรติมาเยือนไม่หยุดปาก ลามไปจนถึงการขอบคุณบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของกงเหลียงเหลียวเสียจนครบถ้วน
ในที่สุดก็ถูกเหล่าผู้คุ้มกันแบกกลับบ้านไป
หลิวเหล่าฮั่นมิได้ดื่มมากเกินไป ทว่าฤทธิ์ของอาการมึนเมาเล็กน้อยนั้นกลับร้ายกาจที่สุด เขากอดหลิวจี้พลางกล่าวขอบคุณทวยเทพทั้งหลายที่คอยปกปักษ์คุ้มครองไม่หยุดปาก น้ำมูกน้ำตาไหลพรากพรรณนาถึงเรื่องราวการเติบโตของหลิวจี้ สุดท้ายก็ถูกหลิวจี้ผู้มีใบหน้าดำคล้ำลากตัวออกไปอย่างทุลักทุเล
“ซานเอ๋อร์เอ๋ย! เจ้าจงจำคำของพ่อไว้ให้ดี ถึงเจ้าจะทำผิดต่อบรรพบุรุษ ทำผิดต่อบิดามารดาก็มิเป็นไร แต่เจ้าห้ามทำผิดต่อเหยาเหนียงเป็นอันขาด! หากไม่มีเหยาเหนียงก็จะไม่มีเจ้าในวันนี้ เจ้าเด็กโง่ เจ้าจำได้หรือไม่!”
หลิวเหล่าฮั่นตบเพียะเข้าที่ศีรษะของหลิวจี้ไปหนึ่งฉาด คนที่กำลังมึนเมามักจะกะแรงไม่ถูก หลิวจี้จึงถึงกับตาลายพร่ามัว เห็นดาวระยิบระยับ เกือบจะล้มทั้งยืนอยู่ตรงนั้น
ฉินเหยายืนอยู่ริมประตูใหญ่ นางลูบจมูกของตนเองอย่างกระอักกระอ่วนใจ พลางคิดในใจว่าเรื่องนี้มิจำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้
หลิวจี้รีบยกมือขึ้นปิดปากบิดาของตนแล้วผลักร่างของเขาเข้าสู่อ้อมแขนของหลิวจ้ง โบกมือไล่อย่างรวดเร็ว “เร็วเข้า เร็วเข้า! ไปได้แล้ว ไปได้แล้ว!”
หลิวจ้งพยักหน้าให้กับฉีเซียนกวนผู้เป็นเจ้าของบ้าน เอ่ยปากขอตัวลากลับ จากนั้นจึงค่อยประคองบิดาของตนจากไปอย่างยากลำบาก
นางจาง นางเหอ และนางชิวต่างก็ย่อกายคารวะ จากนั้นจึงจูงพวกเด็กๆ ตามไป
แขกเหรื่อทยอยกลับไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสองสามีภรรยาฉินเหยาเท่านั้น
วันพรุ่งนี้พวกเด็กๆ ยังต้องไปสำนักศึกษา ดังนั้นเมื่อถึงเวลานอน อาวั่งจึงได้มารับตัวพวกต้าหลางทั้งสี่พี่น้องไปแล้ว คาดว่าป่านนี้คงจะชำระล้างร่างกายเสร็จสิ้นและนอนหลับอยู่บนเตียงเรียบร้อยแล้ว
หลิวจี้ปาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่ผุดขึ้นบนหน้าผากเนื่องจากความร้อน เขายิ้มให้กับฉินเหยาแล้วโอบไหล่ศิษย์พี่ตัวน้อยของตนเดินเข้าไปในห้องเพื่อขอตัวกลับกับกงเหลียงเหลียว
ไม่คาดคิดว่า ทันทีที่เพิ่งเอ่ยปากว่าจะลากลับ กงเหลียงเหลียวผู้ซึ่งดูเหมือนจะเมาจนหลับไปแล้วกลับเบิกตาขึ้น สายตาอันคมกริบจับจ้องไปยังร่างของหลิวจี้ไม่วางตา
หลิวจี้ถูกสายตาอันแหลมคมราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวใจของตนจ้องมองจนหายใจติดขัด เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยถามเสียงแผ่ว “ท่านอาจารย์?”
“เจ้าเข้ามาใกล้ๆ นี่” กงเหลียงเหลียวกล่าวเสียงเย็นชา
หลิวจี้รีบชำเลืองมองฉีเซียนกวนแวบหนึ่ง ‘ท่านอาจารย์มีอาการเช่นนี้เป็นปกติหรือไม่’
ฉีเซียนกวนขมวดคิ้วมุ่น ‘นี่ยังต้องถามอีกหรือ เห็นได้ชัดว่าไม่ปกติ!’
หลิวจี้ค่อยๆ ขยับขึ้นไปด้านหน้าสองก้าวด้วยหัวใจที่หวาดหวั่น กงเหลียงเหลียวพลันก็ถลึงตาจ้องเขม็ง
หลิวจี้รีบทรุดกายลงคุกเข่าข้างรถเข็นของกงเหลียงเหลียวในทันที ก้มศีรษะลงต่ำ ทำท่าทางราวกับไม่รู้ว่าตนเองทำสิ่งใดผิดไป แต่ก็ขอสารภาพผิดไว้ก่อนเป็นอันดับแรก
มือที่กงเหลียงเหลียวยกขึ้นนั้นชะงักค้างอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังคงตบลงบนท้ายทอยของหลิวจี้เสียงดังพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“คำพูดที่บิดาเจ้าเพิ่งกล่าวไปเมื่อครู่นี้ เจ้าจำได้หรือไม่”
เมื่อสิ้นประโยคนี้ ไม่เพียงแต่หลิวจี้เท่านั้นที่นิ่งอึ้งไป แม้แต่ฉินเหยาซึ่งยืนอยู่ริมประตูก็ยังประหลาดใจจนต้องเงยหน้าขึ้นมองมา
“จำได้แล้วขอรับ?” หลิวจี้ตอบรับอย่างไม่แน่ใจ พลางเงยศีรษะซึ่งเพิ่งถูกตบเป็นครั้งที่สองขึ้น เหลือบมองกงเหลียงเหลียวอย่างรวดเร็วแวบหนึ่ง
ท่านผู้เฒ่าทำหน้าบึ้งตึงทันที อำนาจบารมีของผู้ที่อยู่ในฐานะสูงกว่าแผ่กดดันลงมา หลิวจี้จึงรีบก้มหน้าหลุบตาลงต่ำ
ได้ยินเพียงเสียงข่มขู่จากคนที่อยู่เบื้องบน “ในเมื่อที่บ้านมีภรรยาผู้ประเสริฐก็จงดูแลนางให้ดี หากยังกล้าเอ่ยปากพร่ำบ่นอีกแม้แต่ครึ่งคำ ข้าผู้เฒ่าจะไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”
หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าลึกอย่างหนาวเหน็บ เงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา “ท่านอาจารย์…ท่าน…ท่าน!” หรือว่าท่านจะถูกสยบด้วยรถเข็นคันใหม่เพียงคันเดียวจริงๆ?
“ข้าผู้เฒ่าทำไม” กงเหลียงเหลียวเอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ อย่าคิดว่าเขาจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดจะพูดสิ่งใด
นั่นเป็นเพียงเรื่องของรถเข็นคันใหม่คันเดียวเท่านั้นหรือ
นั่นคือสตรีผู้กล้าหาญเด็ดเดี่ยวองอาจ มีจิตใจดีงาม เปี่ยมล้นด้วยความเมตตา เอาใจใส่ในทุกรายละเอียดเล็กน้อย ทั้งยังให้ความเคารพต่อผู้เฒ่าพิการ นางเป็นสตรีที่แสนวิเศษยิ่งนัก!
นาง! สมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้!
ดวงตาคู่นั้นของกงเหลียงเหลียวซึ่งผ่านการต่อสู้แย่งชิงอำนาจมานับครั้งไม่ถ้วนจนฉายแววเหี้ยมเกรียมเป็นพิเศษ จ้องมองไปยังหลิวจี้จนเขารู้สึกชาวาบไปทั้งหนังศีรษะ ไม่กล้าที่จะมีข้อสงสัยใดๆ อีกต่อไปจึงได้แต่โขกศีรษะคำนับอย่างนอบน้อม กล่าวตอบรับทั้งน้ำตา
“คำกำชับของท่านอาจารย์ ศิษย์จดจำไว้แล้วขอรับ!”
กงเหลียงเหลียวยกมือขึ้นอย่างพอใจอยู่บ้าง “ลุกขึ้นเถิด กลับไปปรนนิบัติดูแลเมียของเจ้าให้พักผ่อนดีๆ เถิด”
หลิวจี้เบิกตากลมโต คำพูดอันคุ้นหูนี้ราวกับคำที่หลิวเหล่าฮั่นกำชับเขาไว้ก่อนหน้านี้เลย
หลังจากออกจากเรือนปทุม ระหว่างเส้นทางกลับบ้าน หลิวจี้ผู้สูญเสียที่พึ่งพิงอันยิ่งใหญ่ที่สุดไป ทั้งยังรู้สึกราวกับว่าตนเองถูกโลกทั้งใบทอดทิ้งอีกครั้งมีใบหน้าเฉยเมยไร้ความรู้สึก นี่เขาไปก่อกรรมทำเข็ญอันใดไว้กันหนอ!
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นี่นับเป็นผลพลอยได้ที่ไม่คาดคิด?
มุมปากของนางยกสูงขึ้นเล็กน้อย แล้วจะไม่นับว่าเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรกันเล่า~