ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 350 ทะลวงรังปลาไหล
ตอนที่ 350 ทะลวงรังปลาไหล
ในที่นาของแต่ละบ้านเริ่มมียุ่งกันแล้ว
พวกของชายใบ้ยังมิได้จากไป เดิมทีวางแผนไว้ว่าจะเดินทางหลังจากพ้นฤดูใบไม้ร่วงไปแล้ว ทว่าบัดนี้ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านตระกูลหลิวกำลังรับสมัครคนงานระยะสั้นเพื่อช่วยกันเพาะปลูกข้าวสาลี หลังจากทุกคนได้ปรึกษาหารือกันแล้วก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ตั้งใจว่าจะเดินทางกลับก่อนถึงปีใหม่
เดิมทีเฉียนวั่งได้เตรียมเงินจำนวนหนึ่งไว้ ตั้งใจว่าจะฝากให้ชายใบ้ช่วยนำกลับไปให้ที่บ้าน บัดนี้เมื่อเห็นว่าพวกเขายังมิได้จากไปก็ได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ จำต้องขอให้ขบวนรถม้าของโรงงานช่วยนำข่าวและของไปส่งให้ส่วนหนึ่ง
หลิวไป่รับปากอย่างกระฉับกระเฉง บัดนี้เขาก็รู้จักขบวนรถม้าขนส่งสินค้าอยู่ไม่น้อย เรื่องที่เฉียนวั่งต้องการส่งเงินกลับบ้านนั้นสามารถจัดการให้ได้อย่างง่ายดาย
ทว่าเขาเพิ่งจะรับปากเฉียนวั่งไปหยกๆ ไม่นานพวกของชายใบ้ก็พากันมาหา หลายวันมานี้ นอกจากจะซ่อมแซมถนนหนทางแล้ว พวกเขายังช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนและทำงานรับจ้างระยะสั้นต่างๆ ในมือจึงพอมีเงินเก็บอยู่บ้างเล็กน้อย
ผู้ที่มีมากหน่อยก็ราวสองสามร้อยเหวิน ผู้ที่มีน้อยก็ราวหนึ่งร้อยเหวิน ดูเผินๆ เหมือนจะไม่มาก ทว่าก็พอจะซื้อข้าวสารได้หลายสิบจิน หากฝากคนนำไปส่งให้ที่บ้าน คนทางบ้านก็จะได้มีข้าวประทังชีวิตเพิ่มขึ้นอีกหน่อย
ดังนั้น ข้าวสารถุงใหญ่หลายใบจึงถูกหอบมาวางไว้หน้าคอกม้า ทุกคนต่างจับจ้องไปยังหลิวไป่ด้วยแววตาประจบประแจงและระมัดระวัง
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ มิต้องรอให้เอ่ยปาก หลิวไป่ก็รู้ทันทีว่าพวกเขาต้องการสิ่งใด
นี่คงเป็นเพราะได้ยินเรื่องของเฉียนวั่งเข้าจึงพากันมาหาเขาเพื่อขอฝากของกลับไปยังบ้านเกิดของตน
หากเป็นคนเดียวก็แล้วไป นับว่าเป็นเรื่องที่พอจะช่วยเหลือได้สะดวก ทว่าครั้นมีข้าวสารเพิ่มขึ้นมามากมายหลายถุงในคราวเดียวเช่นนี้ หลิวไป่ก็พลันรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมา
เขาไม่กล้ารับปากพวกเขาจึงมิกล้าสบตาด้วยซ้ำ ได้แต่ใช้มือป้องตาแล้ววิ่งแจ้นมาหาฉินเหยา พอเปิดปากคำแรกก็กล่าวว่าตนเองผิดไปแล้ว
ฉินเหยาปิดสมุดบัญชีลง มองเขาอย่างเคลือบแคลงสงสัย “ผิดอันใดหรือ ท่านทำสิ่งใดผิดมา”
หลิวไป่กล่าวอย่างหัวเสีย “ข้ารับปากจะช่วยเฉียนวั่งส่งเงินกลับบ้านเกิด แต่ดันลืมกำชับเขาว่าอย่าได้แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป คราวนี้เรื่องใหญ่แล้ว พวกคนจากเมืองหวงเชวี่ยพากันแบกถุงข้าวสารมากองใหญ่เบ้อเริ่ม อยากจะขอให้ข้าช่วยส่งกลับไปยังบ้านเกิดของพวกเขาน่ะสิ”
ฉินเหยานึกว่ามีเรื่องอันใดยิ่งใหญ่เสียอีก นางหัวเราะออกมา “จะว่าไปแล้ว พวกเขาก็ช่วยเหลือหมู่บ้านของเราไว้ไม่น้อย ในเมื่อพวกเขามาขอความช่วยเหลือถึงที่ เช่นนั้นก็แบ่งรถจากขบวนรถม้าออกมาสักคันหนึ่ง ช่วยขนส่งให้พวกเขาสักเที่ยวเถิด”
หลิวไป่เองก็มีความคิดนี้อยู่เช่นกัน ทว่าเขาไม่มีอำนาจที่จะเสนอขึ้นมา บัดนี้เมื่อได้ยินฉินเหยากล่าวเช่นนั้นก็พลันถอนหายใจอย่างโล่งอก กล่าวขึ้นอย่างยินดีว่า “เช่นนั้น ข้าจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้เลยดีหรือไม่”
ฉินเหยาพยักหน้ารับ มองส่งหลิวไป่จนลับตาไปแล้ว นางก็นวดคลึงบริเวณขมับของตนเองเบาๆ เก็บสมุดบัญชีใส่ลิ้นชักแล้วลงกลอน จากนั้นจึงลุกขึ้นตั้งใจจะออกไปข้างนอกเพื่อพักผ่อนเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง
เดินไปเดินมา นางก็มาหยุดอยู่ที่บริเวณคันนาของที่ดินตนเอง
เมื่อเทียบกับที่นาของบ้านอื่นซึ่งมีคนงานอยู่เพียงสองสามคนอย่างบางตา ที่นาของบ้านนางกลับมีคนงานอยู่ถึงสิบกว่าคน ดูคึกคักจอแจยิ่งนัก
หลิวจี้ซึ่งกำลังสอนฉีเซียนกวนถึงวิธีการลงเมล็ดพันธุ์อยู่นั้น เมื่อเหลือบไปเห็นฉินเหยาที่ริมคันนา ดวงตาของเขาพลันก็สว่างวาบขึ้น รีบยกมือขึ้นโบกไม้โบกมืออย่างสุดกำลัง “เมียจ๋า!”
ฉินเหยาพยักศีรษะให้เบาๆ ถือเป็นการตอบรับ รอยยิ้มบนใบหน้าของคนบางคนก็พลันเบ่งบานสดใสขึ้นมาทันที
ฉีเซียนกวนคิดจะฉวยโอกาสนี้หลบหนีไป ทว่าคาดไม่ถึงว่าหลิวจี้จะราวกับมีดวงตาอยู่ที่ด้านหลังศีรษะ คว้าคอเสื้อด้านหลังของเขาไว้ได้ทันควัน
“ศิษย์พี่ ท่านคิดจะไปที่ใดกัน การเพาะปลูกข้าวสาลีนี้ท่านยังเรียนรู้ได้ไม่ถึงไหนเลย จะล้มเลิกกลางคันเช่นนี้ได้อย่างไร” หลิวจี้มองฉีเซียนกวนด้วยท่าทีขึงขังจริงจังราวกับผู้เปี่ยมคุณธรรม กดศีรษะอีกฝ่ายลงเพื่อบังคับให้เรียนรู้ต่อ
เมื่อนั้นฉินเหยาจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า เด็กหนุ่มที่อยู่ข้างกายหลิวจี้ ผู้ซึ่งสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบไม่พอดีตัว ทั้งยังสวมรองเท้าสานเปิดปลายเท้า ที่แท้ก็เป็นฉีเซียนกวน!
กงเหลียงเหลียวซึ่งนั่งอยู่บนรถเข็น ถูกเด็กรับใช้ข้างกายเข็นมาจนถึงริมขอบนา เมื่อเหลือบไปเห็นสีหน้าประหลาดใจของฉินเหยาก็ราวกับนึกถึงเรื่องน่าขันบางอย่างขึ้นได้จึงช่วยอธิบายให้นางฟัง
“เมื่อครู่นี้พอลงไปในนาก็พลาดท่าไปนั่งจมในกองปุ๋ยคอกเข้า เสื้อผ้าดีๆ เสียไปชุดหนึ่งแล้ว จะให้ต้องเสียไปอีกชุดย่อมไม่ได้ ไม่รู้ว่าซานเอ๋อร์ไปหาชุดผ้าเนื้อหยาบเช่นนี้มาจากที่ใด สวมใส่แล้วก็ดูคล้ายชาวนาอยู่บ้างเหมือนกัน”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองไปยังฉีเซียนกวนที่กำลังถูกหลิวจี้กดหัวบังคับให้เรียนรู้วิธีเพาะปลูกข้าวสาลีอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าเขารังเกียจอย่างถึงที่สุด ทว่าเมื่อได้ยินหลิวจี้กล่าวว่า ‘ทุกสรรพสิ่งล้วนต้องลงมือสัมผัสด้วยตนเองสักครั้งจึงจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพียงแค่อ่านจากในตำรานั้นมิอาจนับว่าถูกต้องแม่นยำได้’ เด็กหนุ่มก็แข็งใจบีบจมูกของตนเองแล้วทนทำต่อไป
ฉินเหยาอดทอดถอนใจมิได้ “มินึกเลยว่าคุณชายน้อยจะใจเย็นได้ถึงเพียงนี้”
กงเหลียงเหลียวพยักหน้าอย่างหนักแน่น “อุปนิสัยของจิ่งเซวียนนั้นดีอย่างยิ่ง”
หากมิใช่เช่นนั้นแล้ว เขาคงไม่ยอมติดตามตนมายังชนบทที่ห่างไกลเช่นนี้ เพื่อสัมผัสกับความทุกข์ยากลำบากของสามัญชนหรอก
ขณะที่คนทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่นั้น ในทุ่งนาพลันก็บังเกิดเสียงกรีดร้องดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ฉีเซียนกวนและหลิวจี้โยนจอบในมือทิ้ง รีบวิ่งหนีตายขึ้นไปยังคันนา ทั้งวิ่งทั้งกรีดร้องเสียงหลง ประหนึ่งว่าได้พบเจอเข้ากับสิ่งใดที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
กงเหลียงเหลียวและฉินเหยาต่างก็สะดุ้งตกใจกับเสียงกรีดร้องอันกะทันหันนั้น สือโถวรีบโยนจอบในมือทิ้งทันทีแล้ววิ่งไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อตรวจสอบ ทว่าเขาก็ร้อง “อ้า!” ออกมาสั้นๆ ด้วยความตื่นตระหนก พร้อมทั้งถอยหลังกรูดในทันที
“เรื่องบ้าอันใดกัน” ฉินเหยาวิ่งไปข้างหน้าอย่างเคลือบแคลงสงสัย นางผลักหลิวจี้ผู้ซึ่งตกใจจนหน้าซีดเผือดและกำลังจะโผเข้าสู่อ้อมอกของนางออกไป แล้วหยิบจอบที่สือโถวทำหล่นไว้ขึ้นมา เดินไปยังตำแหน่งที่ฉีเซียนกวนและหลิวจี้เคยอยู่เมื่อครู่
พอก้มลงมอง นางก็จุ๊ปากอย่างไม่สบอารมณ์พลางขมวดคิ้วมุ่น ช่างเป็นรังปลาไหลขนาดใหญ่เสียจริงๆ!
สัตว์รูปร่างยาวสีคล้ำปนดินจำนวนมากพันกันนัวเนีย รังที่อยู่ดีๆ ของพวกมันพลันถูกมนุษย์ทำลายลงอย่างกะทันหัน ทำให้พวกมันตื่นตกใจเลื้อยหนีกันจ้าละหวั่น แต่เนื่องจากดินโดยรอบค่อนข้างแข็งและแห้ง ด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด พวกมันจึงเลื้อยหนีตายออกมาอย่างไม่คิดชีวิต
“ฉินเหนียงจื่อ ท่าน…ท่านมิกลัวหรือ” ฉีเซียนกวนกอดแขนของสือโถวไว้แน่น เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
สือโถวนั้นในคราแรกเพียงแค่ตกใจเล็กน้อยที่เห็นเจ้าสิ่งน่าขยะแขยงกองรวมกันอยู่เช่นนั้น บัดนี้เมื่อตั้งสติได้แล้วจึงกระซิบอธิบายให้คุณชายของตนฟังเบาๆ “คุณชายอย่าได้ตื่นตระหนกไปเลยขอรับ เป็นเพียงรังปลาไหลเท่านั้นเอง”
“ปลาไหลรึ” ฉีเซียนกวนก็ชะงักไปเช่นกัน ปลาไหลในความทรงจำของเขามิได้น่ากลัวถึงเพียงนี้นี่นา
หลิวจี้เองก็ยืนงงงันไปชั่วขณะ ที่แท้เป็นเพียงรังปลาไหลหรอกรึ เขานึกว่าตนเองขุดเจอรังงูพิษเสียแล้ว ตกใจเสียจนหัวใจแทบจะหยุดเต้น
เขาลองก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังสามสี่ก้าว จนมาหยุดยืนอยู่ด้านหลังฉินเหยาก็ถูกนางเหลือบมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระอา
หลิวจี้รีบแอ่นอกขึ้นทันควัน “เมียจ๋า เจ้าอย่าได้มองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นสิ ข้ามิได้กลัวเสียหน่อย ที่ข้าตกใจก็เพราะเสียงกรีดร้องของศิษย์พี่ต่างหาก เลยมิทันได้มองดูให้ถนัด”
ฉินเหยาร้อง “อ้อ” ออกมาคำหนึ่งอย่างแฝงความนัยแล้วสั่งให้เขาไปเอาถังมาหนึ่งใบ
แม้ว่านางจะไม่รู้ว่าเหตุใดในที่นาซึ่งปล่อยน้ำจนแห้งแล้วจึงยังสามารถขุดพบปลาไหลจำนวนมากถึงเพียงนี้ได้ แต่ในเมื่อพวกมันปรากฏตัวออกมาแล้ว เช่นนั้นคืนนี้พวกนางก็จะได้ลิ้มรสอาหารอันโอชะ!
เมื่อเห็นสองสามีภรรยาฉินเหยา คนหนึ่งจับ อีกคนหนึ่งนำใส่ถัง ทั้งสองจัดการกับเหล่าปลาไหลที่กำลังเลื้อยหนีตายอย่างไม่คิดชีวิตเหล่านี้ด้วยการจับโยนลงในถังไม้จนหมดด้วยความรวดเร็ว ฉีเซียนกวนก็พลันขมวดคิ้วมุ่น
หลิวจี้ยังจะถือมันมาให้เขาดูอีก “ศิษย์พี่ท่านดูสิ ปลาไหลอ้วนท้วนเช่นนี้ คืนนี้พวกเราจะได้ลิ้มรสของอร่อยกันแล้ว!”
จากนั้นเขาก็หันไปพูดกับเหล่าผู้คุ้มกันว่า “ทุกคนเร่งมือกันหน่อย พวกเราพยายามปลูกข้าวสาลีในที่ดินสิบหมู่ผืนนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันนี้ ตอนเย็นข้าจะให้อาวั่งนำพวกมันทั้งหมดมาตุ๋นให้พวกท่านกินเป็นกับข้าวเพิ่ม!”
สุดท้าย เขาก็ยังไม่ลืมที่จะกล่าวเสริมอีกประโยคหนึ่ง “เนื้อของมันนุ่มละมุนลิ้นนัก รับรองว่าหากพวกท่านได้ลิ้มลองแล้ว จะต้องติดใจจนลืมไม่ลงแน่นอน!”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถูกหลิวจี้หลอกล่อด้วยวาจาหรือไม่ ฉีเซียนกวนหรี่ตามองเข้าไปในถังไม้แวบหนึ่งพลันรู้สึกขึ้นมาว่าเจ้าปลาไหลเนื้อแน่นแต่ละตัวเหล่านี้ก็มิได้ดูน่าขยะแขยงถึงเพียงนั้นอีกต่อไป ถึงกับมีความคิดอยากจะกลืนน้ำลายขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ
หลิวจี้ขยิบตาให้กับศิษย์พี่ตัวน้อยของตนอย่างภาคภูมิใจ จากนั้นก็หิ้วถังไม้เดินมาอยู่เบื้องหน้ากงเหลียงเหลียว “ท่านอาจารย์ ท่านลองดูสิขอรับ!”
กงเหลียงเหลียวเหลือบมองอย่างรวดเร็วแล้วเบือนหน้าหนีด้วยท่าทางรังเกียจ หลิวจี้หัวเราะแหะๆ ยกถังไม้ออกไป จากนั้นก็เดินไปหาฉินเหยาซึ่งกำลังล้างมืออยู่ที่ริมคูน้ำ “เมียจ๋า ข้าจะนำปลาไหลพวกนี้กลับไปที่บ้านก่อนนะ ตอนเย็นจะให้อาวั่งทำปลาไหลผัดเผ็ดของโปรดให้เจ้าสักจาน”
พูดพลางทำท่าจะเดินจากไป แต่ก็ถูกฉินเหยาตวาดห้ามไว้ “วางมันลงแล้วกลับไปทำงานของเจ้าต่อ”
หลิวจี้ “ได้จ้ะเมียจ๋า”
เขาวางถังไม้ลงอย่างเด็ดขาด หันหลังกลับ ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วคว้าจับไหล่อันบอบบางของฉีเซียนกวนไว้แน่นจนเกือบจะทำให้อีกฝ่ายเสียหลักล้มคะมำ “ศิษย์พี่มาเถิด ศิษย์น้องจะสอนท่านเพาะปลูกข้าวสาลีต่อเอง”
ในเมื่อเขาหลิวจี้ต้องลงแรงทำงาน ผู้ใดก็อย่าได้หวังว่าจะได้อยู่อย่างสุขสบายโดยไม่ต้องทำอะไร!