ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 352 การจัดซื้อร่วม
ตอนที่ 352 การจัดซื้อร่วม
กลางเดือนสิบ แขกเหรื่อได้ย้ายออกไปแล้ว ห้องหนังสือใหม่ของบ้านฉินเหยาซึ่งจะเริ่มลงมือก่อสร้าง ในที่สุดก็ได้เริ่มต้นขึ้นเสียที
วัสดุก่อสร้างนั้น เดิมทีหลิวจี้ได้สั่งจองไว้เรียบร้อยแล้ว ชายใบ้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการก่อสร้างทั้งหมด เขาเรียกคนงานมาห้าหกคน พอเสียงประทัดดังขึ้น จอบแรกก็ถูกขุดลงไปบนพื้นดิน การก่อสร้างจึงได้เริ่มต้นขึ้น
ในครั้งนี้ มิใช่เพียงแค่บ้านของฉินเหยาเท่านั้นที่ทำการก่อสร้าง บ้านเรือนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านก็กำลังซ่อมแซมบ้านของตนเช่นกัน โดยตั้งใจว่าจะซ่อมแซมเสริมความแข็งแรงของบ้านเรือนทั้งหมดให้แล้วเสร็จก่อนที่หิมะแรกจะมาเยือน
และสาเหตุที่พวกเขาสามารถทำเช่นนี้ได้ ก็เป็นเพราะบัดนี้ทุกคนต่างก็พอมีเงินมีทองอยู่ในมือแล้ว
ในหมู่บ้านนั้นมีหลายครัวเรือนที่ส่งสมาชิกครอบครัวสองถึงสามคนไปทำงานที่โรงงานเครื่องเขียน หากเป็นสองสามีภรรยาที่เริ่มทำงานตั้งแต่ช่วงที่โรงงานเครื่องเขียนเปิดรับสมัครคนงานจำนวนมาก จวบจนบัดนี้ก็เป็นเวลานานถึงห้าเดือนเต็ม คนหนึ่งจะได้รับเงินกว่าสามร้อยเหวิน สองคนรวมกันก็ได้ถึงหกร้อยเหวิน
ห้าเดือนรวมกันก็ได้เงินถึงสามตำลึงแล้ว เพียงพอสำหรับการซ่อมแซมเสริมความแข็งแรงของตัวบ้านแบบง่ายๆ ได้อย่างสบาย
นี่เป็นเพียงค่าแรงของคนงานธรรมดาทั่วไป หากเป็นพวกหัวหน้างานย่อยเช่นอวิ๋นเหนียงและซุ่นจื่อ เมื่อรวมกับเงินรางวัลที่เพิ่งแจกไปในเดือนเก้าแล้วก็จะได้มากกว่านี้อีก
ทว่าเรื่องการร่วมกันก่อสร้างบ้านเรือนนี้ ในตอนแรกยังมิได้มีการตกลงกันเป็นเอกฉันท์ เป็นหลิวจี้ที่พลันนึกขึ้นได้ในระหว่างที่กำลังสอนหนังสืออยู่ในชั้นเรียนว่า การร่วมกันจัดซื้อวัสดุก่อสร้างในปริมาณมากอาจจะช่วยประหยัดเงินไปได้ไม่น้อย
นี่อย่างไรเล่า เพื่อที่จะหักเงินเล็กน้อยจากงบประมาณอันแสนจะจำกัดที่ฉินเหยามอบให้มาเข้ากระเป๋าตนเอง เขาจึงได้ใช้คารมอันคมคายของตนชักชวนชาวบ้านสิบสองครัวเรือนในหมู่บ้านให้ตัดสินใจร่วมกันจัดซื้ออิฐ กระเบื้องและไม้แปรรูปในคราวเดียว
ชาวบ้านนั้นมักจะชอบทำตามๆ กันไปอยู่แล้ว ปีนี้ทุกคนต่างก็ได้เงินจากการทำงานให้กับโรงงานเครื่องเขียนจริงๆ พอได้ยินว่าพวกของหลิวจี้และเถ้าแก่เนี้ยผู้ขายกระเบื้องจากหมู่บ้านเซี่ยเหอได้เจรจาตกลงราคากันในราคาที่ต่ำมาก หลิวเหล่าฮั่นก็ตัดสินใจทันทีว่าจะซ่อมแซมเรือนเก่าของตนใหม่ทั้งหมด
เมื่อมีผู้อาวุโสในหมู่บ้านเช่นหลิวเหล่าฮั่นเข้าร่วมด้วย ช่างไม้หลิวก็มิอาจนิ่งเฉยอยู่ได้อีกต่อไป
หลายวันมานี้ เขาพบว่ามีรถม้าหน้าตาไม่คุ้นเคยหลายคันมาจอดอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ผู้คนที่ลงมาจากรถม้าล้วนสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ทำจากแพรพรรณและผ้าฝ้ายเนื้อดี เมื่อเข้ามาในหมู่บ้านแล้ว พวกเขาก็เที่ยวตระเวนสอบถามข่าวคราวของมหาบัณฑิต
บางคนถึงกับเดินทางไปถึงหน้าประตูเรือนเพื่อขอเข้าพบโดยตรง ทว่าน่าเสียดายที่เรือนปทุมได้แขวนป้ายงดรับแขกไว้ พวกเขาจึงทำได้เพียงกลับไปอย่างผิดหวัง
ทว่าในวันรุ่งขึ้น คนเหล่านี้ก็พากันกลับมาอีก บ้างก็ไปซุ่มรออยู่บริเวณใกล้เคียงเรือนปทุม บ้างก็ไปด้อมๆ มองๆ สอบถามข่าวคราวอยู่แถบบ่อน้ำของหมู่บ้าน หวังจะลองเสี่ยงโชคดู เผื่อว่าจะได้พบเจอกับท่านมหาบัณฑิตที่ออกมาเดินเล่นบ้าง
น่าเสียดาย อากาศนับวันยิ่งหนาวเย็นลงทุกขณะ ที่บ้านของท่านมหาบัณฑิตนั้นมีอ่างไฟให้ความอบอุ่น ทั้งยังมีการอุ่นสุราเล่นหมากล้อมกันอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ จะออกมาเดินเล่นข้างนอกให้ลำบากไปไย
เมื่อวันเวลาผ่านไปนานเข้า ชาวบ้านในหมู่บ้านก็เริ่มคุ้นหน้าคุ้นตากับคนเหล่านี้มากขึ้น
อากาศหนาวเหน็บจนมิอาจทนอยู่ด้านนอกได้นาน บ้านของยายหวังจึงเป็นผู้ริเริ่มเปิดประตูบ้าน ต้มน้ำร้อนเชิญเหล่าบัณฑิตผู้เดินทางมาด้วยความเลื่อมใสศรัทธาเหล่านี้ให้เข้ามาพักผ่อนในบ้าน
ในตอนแรกนั้น ยายหวังเพียงแต่มีจิตเมตตา เตรียมน้ำร้อนไว้ให้เหล่าบัณฑิตหนุ่มเหล่านี้ได้ดื่มแก้หนาว โดยมิได้คิดจะเก็บเงินเลยแม้แต่น้อย
ต่อมาภายหลัง บัณฑิตหนุ่มเหล่านั้นต่างก็รู้สึกเกรงใจขึ้นมาเอง ทุกครั้งที่พวกเขาจะลากลับจึงมักจะวางเหรียญอีแปะจำนวนหนึ่งไว้บนโต๊ะเสมอ
เงินค่าน้ำชาที่คนเหล่านี้มอบให้นั้นมีจำนวนมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ผู้ที่มีฐานะร่ำรวยหน่อย รู้สึกว่าการได้มานั่งพักผ่อนในบ้านของชาวนานั้นให้ความรู้สึกแปลกใหม่ไปอีกแบบ ครั้งหนึ่งจึงมักจะวางเศษเงินไว้ราวหนึ่งถึงสองเฉียน
ส่วนผู้ที่มีฐานะด้อยกว่าก็มักจะซื้อไข่ไก่ของเจ้าของบ้านสักเจ็ดหรือแปดฟอง ถือเป็นการตอบแทนน้ำใจของยายหวัง
ไปๆ มาๆ ไม่รู้ว่าด้วยเหตุอันใด เหล่าบัณฑิตหนุ่มผู้มาซุ่มรอท่านมหาบัณฑิตต่างก็รู้กันโดยมิได้นัดหมายว่าจะต้องมุ่งหน้าไปยังบ้านของยายหวัง สามสี่ห้าคนรวมกลุ่มกันนั่งหนึ่งโต๊ะ ไม่ว่าจะมีชาติกำเนิดสูงส่งหรือต่ำต้อยเพียงใด ต่างก็ต้มน้ำร้อนอังเตาถ่าน พูดคุยสรวลเสเฮฮากันอย่างออกรส นับเป็นบรรยากาศแบบชนบทที่ให้ความเพลิดเพลินไปอีกแบบหนึ่ง
เมื่อช่างไม้หลิวเห็นดังนั้น ในใจพลันก็บังเกิดความตื่นตัวขึ้นมา ในที่สุดเขาก็เข้าใจคำพูดที่ฉินเหยาเคยกล่าวกับตนในครานั้นแล้ว
เขาไม่ลังเลอีกต่อไป ใช้เงินสองตำลึงซื้อบ้านร้างซึ่งตั้งอยู่ถัดจากแปลงดอกทานตะวันของตนเอง
ประจวบเหมาะกับที่ตอนนี้ทั้งหมู่บ้านกำลังเริ่มลงมือก่อสร้างพร้อมกัน เขาจึงมิยอมน้อยหน้า เข้าร่วมกลุ่มจัดซื้อของหลิวจี้ด้วยอีกคน
เมื่อปริมาณการสั่งซื้อมีจำนวนมาก อย่างที่คิดวัสดุก่อสร้างก็สามารถต่อรองราคาให้ลดลงได้ หลิวจี้จึงสามารถหักเงินห้าร้อยเหวินเข้ากระเป๋าของตนเองไปอย่างอิ่้มอกอิ่มใจ
น่าเสียดายอยู่เพียงแค่อย่างเดียว เดิมทีเขายังสามารถรีดไถเงินจากพวกหัวหน้าคนงานอย่างชายใบ้ได้อีกราวหนึ่งถึงสองร้อยเหวิน ต้องโทษอาวั่งทั้งหมด อยู่ดีๆ ก็ดันมาขุดไถที่ดินทั้งหมดแล้วสั่งให้เพาะปลูกใหม่ ทำให้เขาเหนื่อยล้าจนบัดนี้ทำได้เพียงนอนอยู่บนเตียง มองดูร่างที่วุ่นวายของฉินเหยาตาปริบๆ
ฉินเหยาเองก็อารมณ์ไม่ใคร่จะดีนัก เดิมทีควรจะเป็นหลิวจี้ที่ทำหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้าง ทว่าบัดนี้กลับกลายเป็นนางเสียเอง อารมณ์จึงพลุ่งพล่านหงุดหงิดยิ่งนัก
หลิวจี้เห็นฉินเหยาเดินผ่านหน้าต่างไปก็ส่งยิ้มอย่างไร้เดียงสาให้ “เมียจ๋า ลำบากเจ้าแล้ว”
ฉินเหยา “ข้าไม่ลำบาก แต่ชะตาชีวิตรันทด!”
เมื่อเห็นว่าเขายังสามารถยิ้มออกมาได้ ฉินเหยาซึ่งเดินผ่านหน้าต่างไปแล้วก็พลันถอยกลับมา จ้องมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย
สายตานั้นร้อนแรงเกินไป หลิวจี้รู้สึกเขินอายอย่างประหลาดจึงดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตั้งแต่คอลงไป เหลือเพียงใบหน้า “เมียจ๋า เจ้ามองอันใดอยู่หรือ~”
“ข้าดูแล้วเจ้าไม่เหมือนคนขยับตัวไม่ได้นะ ปากนี้ก็ยังพูดเก่งอยู่มิใช่รึ”
ฉินเหยาพลันก้าวเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว หลิวจี้กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ชำเลืองมองประตูหน้าต่างที่เปิดอยู่ด้วยความลนลาน “เมียจ๋า ประตูยังมิได้ปิดเลยนะ เช่นนี้ไม่เหมาะสมกระมัง”
ฉินเหยากระชากผ้านวมออกจากตัวเขา เพิ่งจะยื่นมือออกไป หลิวจี้ก็ขยับตัวมาข้างหน้าอย่างกระตือรือร้น ในใจคิดว่านี่มันช่างเร้าใจเกินไปแล้วกระมัง ฝ่ามือหนึ่งก็ฟาดลงบนแผงอกที่แอ่นขึ้นของเขาทันที
หลิวจี้ไม่ทันตั้งตัว ร้อง “อ๊า!” เสียงหลงออกมาคำหนึ่งแล้วล้มลงบนที่นอนอันหนานุ่ม มือประคองหน้าอกไว้อย่างแผ่วเบา
กล้ามเนื้อที่เคล็ดขัดยอกถูกแรงภายนอกกระแทกอย่างกะทันหัน ความเจ็บปวดรวดร้าวจนมิอาจกลั้นน้ำตาไหลแทรกซึมเข้าสู่ไขกระดูก บุรุษร่างสูงเจ็ดฉื่อพลันน้ำตานองหน้า สูดลมหายใจเข้าอย่างต่อเนื่องด้วยความเจ็บ
ท่าทางเช่นนี้ ดูไม่เหมือนแสร้งทำ
ผู้ก่อเหตุอย่างฉินเหยากระแอม “แค่กๆ” ออกมาเบาๆ สองครั้ง เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกผิดของตนเองแล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า
“ข้าดูแล้วอาการบาดเจ็บของเจ้าค่อนข้างหนักหนาเลย ให้พวกอาวั่งไปเชิญท่านหมอกลับมาดูอาการให้เจ้าดีหรือไม่”
ความคิดวาบหวามในใจของหลิวจี้ถูกความเจ็บปวดรวดร้าวที่คนธรรมดามิอาจทานทนได้นี้ทำลายสิ้นไปนานแล้ว เขานอนร้องโอดโอยอยู่บนเตียง แต่กลับไม่สนใจข้อเสนอของนาง
นานๆ ทีจะจับได้ว่าสตรีใจร้ายผู้นี้รู้สึกผิดสักครั้ง เขาไม่มีทางปล่อยให้นางผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆ แน่
หลิวจี้ยิ่งร้องยิ่งน่าเวทนา พวกคนงานเช่นชายใบ้ที่กำลังยุ่งอยู่ในสวนหลังบ้านต่างก็อดรนทนไม่ไหววิ่งมาดูว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น
ถูกคนมากมายจับจ้องด้วยความเป็นห่วง ฉินเหยาจึงเตะขาเตียงอย่างกระอักกระอ่วน เตือนให้หลิวจี้สงบลงบ้าง พอได้แล้ว!
หันไปอธิบายกับพวกชายใบ้ว่า “ไม่มีอะไร เขาอาการกำเริบน่ะ พวกเจ้าทำงานต่อเถิด ไม่เป็นอะไรหรอก”
ชายใบ้มองดูหลิวจี้ที่นอนกอดผ้าห่มกลิ้งไปมาบนเตียง เหงื่อท่วมหัว หางตาคลอหน่วยด้วยน้ำตาก็แสดงสีหน้าอย่างเป็นห่วงราวกับจะถามว่า ไม่เป็นอะไรจริงๆ หรือ
ฉินเหยายิ้มพยักหน้า พวกชายใบ้จึงค่อยจากไปอย่างลังเล
พอคนเหล่านั้นจากไป หลิวจี้ก็ร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง ฉินเหยามีหรือจะยังตามใจเขาอีก
นางเล่นนิ้วมือของตนเอง กล่าวเสียงเรียบว่า “แปลกจริง มือของข้าเหตุใดจึงรู้สึกคันจนแทบจะทนไม่ไหวแล้วนะ”
เสียงของนางยังไม่ทันจะขาดคำดี คนบนเตียงก็รีบหุบปากเงียบกริบทันทีอย่างรู้งาน เขาเบิกดวงตารูปดอกท้อเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ประดุจดังดอกสาลี่ต้องหยาดฝน กัดชายผ้าห่มไว้แน่น จ้องมองนางด้วยท่าทางอ่อนแอและไร้เดียงสา
แววตาของฉินเหยามืดลงเล็กน้อย จ้องมองเขาอยู่ถึงห้าวินาทีเต็มจึงค่อยเบือนสายตาออกไปอย่างไม่เต็มใจนัก มองไปยังผ้าห่มที่คลุมตัวเขาอยู่แล้วกล่าวอย่างรังเกียจว่า
“ร่างกายของเจ้าช่างผอมบางเกินไปแล้ว ต่อไปไปฝึกร่างกายพร้อมกับต้าหลางเถิด”
เหตุผลนางก็ช่วยเขาคิดไว้ให้แล้ว “สนามสอบมิใช่สถานที่ที่จะทนอยู่ได้ง่ายๆ ยิ่งรอบหลังๆ ยิ่งต้องอยู่ในนั้นนานขึ้น ต้องอุดอู้อยู่ในห้องเล็กๆ เช่นนั้นสามถึงห้าวัน ด้วยร่างกายของเจ้าในตอนนี้คงไม่ไหวเป็นแน่”
กล่าวจบ สายตาอันมืดครึ้มก็จับจ้องไปยังใบหน้าของเขาอีกครั้ง หัวใจของหลิวจี้พลันเด้งขึ้นมาถึงคอหอย กลัวว่านางจะฟาดฝ่ามือลงมาอีกครั้งแล้วส่งตนเองไปพบพญายม
ทว่าสายตาของนางเพียงหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของเขาครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันหลังเดินออกจากห้องไป