ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 353 ท่านแม่ เจ็บเหลือเกิน
ตอนที่ 353 ท่านแม่ เจ็บเหลือเกิน
ณ ลานบ้าน ฉินเหยาพบอาวั่งที่เพิ่งปล่อยม้ากลับมาจึงกำชับว่า “ต่อไปนี้ยามต้าหลางฝึกยุทธ์ในยามเช้า อย่าได้ลืมเรียกนายท่านใหญ่ของเจ้าไปด้วย!”
แม้อาวั่งจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดฉินเหยาจึงต้องการให้หลิวจี้ผู้ซึ่งไร้พรสวรรค์ในการฝึกวรยุทธ์ผู้นี้ฝึกฝนร่างกาย ทว่าเขาก็ยังคงรับคำอย่างนอบน้อม
หลิวจี้ยกผ้าห่มขึ้นมองดูกายของตน แขนขายาว ไม่อ้วนไม่ผอม เอวคอดกิ่ว สะโพกผาย ไหล่กว้าง เมื่อสวมชุดคลุมสีขาวแขนกว้างก็เผยให้เห็นความสง่างามแบบสมัยเว่ยจิ้น ช่างเป็นรูปร่างสูงโปร่งอันเป็นที่นิยมชมชอบของเหล่าสตรีในยุคนี้ยิ่งนัก
เมื่อรวมกับใบหน้าอันหล่อเหลางดงามของเขาแล้ว เพียงแค่ไปยืนสบายๆ บนถนนก็สามารถทำให้สาวน้อยนับหมื่นนับพันลุ่มหลงได้!
เขาที่เป็นเช่นนี้ยังต้องตั้งใจฝึกฝนอีกหรือ
อาวั่งมิทราบโผล่ศีรษะมาจากนอกหน้าต่างตั้งแต่เมื่อใด เขาสบตากับหลิวจี้แล้วกล่าวว่า
“นายท่าน ฮูหยินน่าจะชมชอบบุรุษที่มีร่างกายกำยำแข็งแรง เนื้อนิ่มๆ เหลวๆ เช่นท่าน นางย่อมไม่ชอบ”
นายท่านใหญ่ผู้ซึ่งตกใจจนดวงตามิกล้ากะพริบเพราะศีรษะที่โผล่เข้ามาอย่างกะทันหัน บัดนี้ทั้งอับอายทั้งขุ่นเคือง กระชากไม้ค้ำหน้าต่างลง “ปัง” ปิดหน้าต่างลงทันที
ปากก็เอ่ยคำไร้เยื่อใยออกไปคำหนึ่ง “ไสหัวไป!”
น่าเสียดาย อาวั่งปฏิกิริยาว่องไว ศีรษะจึงมิได้ถูกหนีบ เขาขานรับ “โอ้” คำหนึ่งแล้วเดินไปยังห้องเก็บของ แบกจอบขึ้นบ่า ไปดายหญ้าแปลงผักที่สวนหลังบ้าน
ยุ่งวุ่นวายจนถึงบ่ายคล้อย หญ้าก็ถูกกำจัดจนสะอาดหมดจด เก็บหัวผักกาดขาวอวบอ้วนตะกร้าหนึ่งกลับมาวางไว้ในห้องครัว พลางขบคิดถึงสูตรลับในการดองหัวผักกาดที่แอบฟังมาจากปากของเหล่าสตรีในหมู่บ้าน ตั้งใจว่าจะลองทำด้วยตนเอง
วันนี้เขาไม่ต้องไปรับพวกต้าหลางหลังเลิกเรียน หลิวเฝยไปส่งกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนที่อำเภอจึงตกลงกันแล้วว่ายามบ่ายขากลับจะเลยไปรับเด็กๆ ทั้งหมดกลับมาด้วย
ทว่าสิ่งที่อาวั่งคาดไม่ถึงคือ รอจนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้าโดยสมบูรณ์ ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว หลิวเฝยและเด็กๆ ก็ยังคงกลับมาไม่ถึงบ้าน
อาวั่งซึ่งดองหัวผักกาดเสร็จแล้วปิดฝาไหอย่างดี เดินออกมาจากห้องครัวแล้วยืนอยู่ที่ลานหน้าประตูเรือนส่วนหน้ามองออกไปครู่หนึ่ง
ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มลงทุกขณะ เหล่าคนงานที่เลิกงานจากโรงงานก็เข้าเรียนชั้นเรียนสอนหนังสือที่หลิวฉีเป็นผู้สอนจนหมดแล้ว เหล่าบัณฑิตที่ตั้งใจจะมาพบเจอมหาบัณฑิตโดยบังเอิญต่างก็ขี่ม้าจากไปจนสิ้น ทว่าก็ยังคงไม่เห็นรถม้าเข้ามาในหมู่บ้านเลยแม้แต่น้อย
ฉินเหยาส่งพวกชายใบ้กลับไปแล้วจึงเดินมายังโอ่งน้ำเพื่อตักน้ำล้างมือ หันไปมองทางห้องเด็กและห้องโถงกลับไม่เห็นเงาร่างที่คุ้นเคยของสี่พี่น้องเลยแม้แต่คนเดียว
“อาวั่ง ไปเรียกพวกเขากลับบ้านมากินข้าว!” ฉินเหยาคิดว่าเด็กๆ คงเล่นอยู่ที่เรือนเก่าจึงสั่งอาวั่งที่อยู่ด้านนอกประตู
ทว่าคาดไม่ถึง อาวั่งกลับเดินหน้าเคร่งขรึมเข้ามาพลางกล่าวว่า “ฮูหยิน พวกเขายังไม่กลับมาขอรับ”
รายงานจบ เขาก็รีบเดินไปยังสวนหลังบ้านทันที “ข้าจะขี่ม้าไปตามหาดู”
ฉินเหยาใจกระตุกวูบ หลิวจี้ที่นอนอยู่ในห้องรับรู้ได้ถึงความผิดปกติจึงลุกขึ้นจากเตียง เปิดหน้าต่างถามว่า “เมียจ๋า เกิดเรื่องอันใดขึ้น”
ฉินเหยาขมวดคิ้วกล่าว “อาวั่งบอกว่าพวกต้าหลางยังไม่กลับมา”
หลิวจี้มองท้องฟ้าที่มืดสนิทด้านนอกพลันรู้สึกไม่ดีขึ้นมา “จะให้ไปขอยืมคนจากพวกศิษย์พี่สักสองคนแล้วออกไปรับดีหรือไม่”
ฉินเหยาโบกมือ “ข้าจะไปยืมม้าสักตัวแล้วไปดูกับอาวั่ง”
หวังเพียงแต่ว่าเด็กๆ จะมัวเล่นเถลไถลอยู่กลางทางนานไปหน่อยหรือไม่ก็ซุกซนในห้องเรียนจนถูกท่านอาจารย์กักตัวไว้
ประโยคหลังของฉินเหยานั้นกล่าวกับอาวั่ง หลังจากอาวั่งจูงม้าออกมาแล้วก็ทิ้งม้าไว้ที่หน้าประตู ส่วนตนเองก็วิ่งพรวดไปยังเรือนปทุม ขอยืมม้าจากผู้คุ้มกันตระกูลฉีมาตัวหนึ่ง
สือโถวเห็นท่าทางรีบร้อนของเขาจึงเอ่ยถาม “เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ”
อาวั่งทิ้งท้ายไว้เพียงคำว่า “มิมีอันใด” แล้วจึงขี่ม้าหายลับไปในความมืดของราตรี
เมื่อเขาไปถึงริมแม่น้ำ ฉินเหยาก็สะพายคันธนูและลูกศร เตรียมคบเพลิงพร้อมแล้วกำลังขึ้นไปบนสะพานพอดี
คนทั้งสองมาสมทบกันแล้วควบม้าตามกันไปทีละคน มุ่งหน้าสู่เมืองจินสือ
จากหมู่บ้านตระกูลหลิวถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอก็ไม่พบเงาคนเลยแม้แต่คนเดียว
ครั้นเดินทางจากหมู่บ้านเซี่ยเหอมุ่งหน้าสู่เมืองจินสืออย่างรวดเร็ว ไปได้เพียงครึ่งทางพลันได้ยินเสียงล้อรถม้าเคลื่อน ฉินเหยาจึงตะโกนเข้าไปในความมืดทันที
“ต้าหลาง!”
อีกฝั่งนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งพลันมีเสียงตอบรับมาหลายเสียงว่า “ท่านแม่!”
“อาสะใภ้สาม!”
เป็นเสียงตะโกนร่ำไห้ด้วยความดีใจสุดขีดของจินเป่า
เพียงไม่กี่ลมหายใจ ฉินเหยาและอาวั่งก็มาถึงหน้ารถม้า แสงสว่างจากคบเพลิงสาดส่องให้เห็นใบหน้าเล็กๆ สี่ดวงที่เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นผง
รวมทั้งใบหน้าของต้าหลางที่มีคราบเลือดกระเซ็นมาโดน ดวงหน้านั้นเคร่งตึง
มีดสั้นเล่มเล็กที่ฉินเหยามอบให้เขา บัดนี้กำลังถูกกุมอยู่ในมือซ้าย ส่วนมือขวากำบังเหียนไว้แน่นพลางตวาดสั่งให้ม้าที่ไม่ค่อยเชื่อฟังหยุดลงอย่างกะทันหัน
“ต้าหลาง!” ฉินเหยาลอบสูดลมหายใจเย็นเยียบ รีบกระโดดลงจากหลังม้าไปยังข้างรถม้า
เอ้อร์หลาง ซานหลาง ซื่อเหนียงถลาเข้าหานางทันที เมื่อพบอ้อมกอดแสนปลอดภัยนั้น ซานหลางก็ปล่อยโฮออกมา “แง”
ซื่อเหนียงยกมือน้อยๆ ขึ้นปาดหยาดน้ำตาที่หางตาอย่างรวดเร็วพลันดึงฉินเหยาให้ไปดูหลิวเฝยที่บาดเจ็บสาหัสจนหมดสติอยู่บนรถม้า
อาวั่งกวาดตามองปราดหนึ่งแล้วบอกฉินเหยาว่าหลิวเฝยไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต น่าจะถูกตีเข้าที่ศีรษะจนหมดสติไปชั่วครู่
ต้าหลางราวกับเพิ่งได้สติกลับมา เขาปล่อยมือจากบังเหียนแล้วคุกเข่าลงบนที่นั่งสารถี ยื่นมือออกไปทางฉินเหยา
ฉินเหยารีบคว้าจับเอาไว้ทันที มือน้อยๆ นี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดเหนียวเหนอะหนะ ฉินเหยารีบตรวจสอบดูก็เห็นเพียงรอยมีดตื้นๆ สองสามแห่ง มิได้เป็นอันตรายถึงชีวิตจึงโอบกอดเจ้าตัวเล็กที่ตื่นตกใจเข้ามาไว้ในอ้อมแขน
ยามนี้เห็นได้ชัดว่าหนุ่มน้อยต้องการอ้อมกอดปลอบโยนมากกว่าสิ่งใด ฉินเหยาส่งสายตาให้อาวั่งก้าวออกไปตรวจสอบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ ส่วนตนเองก็ปลอบโยนต้าหลางในอ้อมแขนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ไม่เป็นไรแล้ว เจ้าทำได้ดีมาก ปกป้องน้องชายน้องสาวทั้งหลายได้เป็นอย่างดี เรื่องที่เหลือมอบให้พวกผู้ใหญ่อย่างเราจัดการเถิด อย่าได้กลัวไปเลย มีข้าอยู่ตรงนี้แล้ว”
หนุ่มน้อยในอ้อมอกพยักหน้าเบาๆ สูดดมกลิ่นอายแสนอบอุ่นใจจากร่างของนางอย่างโหยหา ครู่ต่อมาจึงถอยออกจากอ้อมอกของนาง ขบฟันแน่นแล้วเปล่งเสียงแผ่วเบา “ท่านแม่ เจ็บยิ่งนัก”
ฉินเหยามองต้าหลางด้วยความประหลาดใจ หนุ่มน้อยเจ็บปวดจนเหงื่อกาฬไหลซึม หลับตาขบฟันแน่นพยายามอดทน เสียงเรียก ‘ท่านแม่’ คำนั้น หลุดออกมาอย่างไม่รู้ตัวโดยแท้
นางรีบฉีกชายเสื้อตัวในแล้วเอ่ยถามเอ้อร์หลาง “กระบอกน้ำเล่า”
เอ้อร์หลางและจินเป่ารีบปลดกระบอกไม้ไผ่ที่สะพายอยู่บนบ่าส่งให้นาง ซื่อเหนียงพยายามชูคบเพลิงให้สูงขึ้น เพื่อให้ฉินเหยาสามารถมองเห็นบาดแผลของพี่ชายได้ชัดเจนขึ้น
ฉินเหยามองต้าหลาง “เจ็บก็ร้องออกมาเถิด ข้าต้องล้างคราบสกปรกบนบาดแผลของเจ้าเสียก่อนจึงจะพันแผลได้”
ต้าหลางขานรับ เขามิได้รู้สึกตัวเลยว่าตนเองถูกมีดสั้นของตนเองบาดเอา บัดนี้เมื่อแสงไฟสาดส่องจึงได้เห็นมือซ้ายที่อาบไปด้วยเลือด
ซานหลางถามด้วยความเป็นห่วง “ท่านแม่ พี่ใหญ่จะเลือดไหลจนตายหรือไม่ ฮือๆๆ ข้าไม่อยากให้พี่ใหญ่ตาย…”
ฉินเหยาปลอบโยน “ไม่เป็นไรหรอก เลือดเพียงเท่านี้ไม่ถึงตาย”
เมื่อพบว่าต้าหลางถูกอาวุธในมือของตนเองบาดเอา ฉินเหยาก็ถอนหายใจอย่างจนใจ ดูท่าวันหน้าคงต้องฝึกฝนให้หนักหน่วงยิ่งกว่านี้เสียแล้ว
เมื่อน้ำหนึ่งกระบอกเทราดลงไป ต้าหลางก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปเขาร้องเสียงหลงออกมา ฉินเหยาได้ยินแล้วหัวใจก็กระตุกวูบไปสองครา แววตาเย็นเยียบลงทุกขณะ ทว่ามือกลับขยับพันแผลให้เขาอย่างง่ายๆ และรวดเร็ว
ทำได้เพียงห้ามเลือดไว้เช่นนี้ก่อนชั่วคราว ส่วนที่เหลือรอให้กลับไปแล้วค่อยจัดการต่อ
หลังจากจัดการบาดแผลของต้าหลางเสร็จ ฉินเหยาก็ไปดูหลิวเฝยต่อ
บนร่างของเขากลับไม่มีบาดแผลที่เห็นได้ชัด ซื่อเหนียงอธิบายว่า “ท่านอาเล็กถูกพวกคนชั่วตีด้วยท่อนไม้เข้าอย่างจังทีหนึ่ง จากนั้นก็หมดสติไปเลยเจ้าค่ะ”
“ต่อมาพวกเขายังจะจับตัวข้ากับพี่สามไป ข้าเลยกัดพวกเขาไปทีหนึ่งแล้วยังเตะเข้าที่หว่างขาของคนผู้นั้นแล้ววิ่งหนีออกมา พี่ใหญ่กับพี่รองแล้วก็พี่จินเป่าเข้าไปช่วยพี่สามก็ถูกพวกเขาตีไปหลายทีด้วยเจ้าค่ะ…”