ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 364 ขึ้นบ้านใหม่
ตอนที่ 364 ขึ้นบ้านใหม่
พอถึงเดือนสิบเอ็ด อุณหภูมิก็ลดฮวบลง ในชั่วพริบตาก็ให้ความรู้สึกถึงฤดูหนาวแล้ว
หิมะแรกของปีนี้มาเร็วมาก วันที่สิบเอ็ดซึ่งเป็นวันที่ห้องหนังสือของบ้านฉินเหยาสร้างเสร็จและเชิญญาติสนิทมิตรสหายมาขึ้นบ้านใหม่ที่บ้าน เกล็ดหิมะละเอียดดุจเม็ดทรายก็โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย
หิมะตกตลอดบ่าย เพิ่งจะหยุดในตอนค่ำ บนหลังคา ตามคันนาและในทุ่งนาล้วนถูกปกคลุมไปด้วยชั้นหิมะบางๆ
ทว่าชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวกลับมิได้กังวลกับการมาเยือนของฤดูหนาวอีกต่อไป เด็กๆ สวมเสื้อนวมชุดใหม่หนาเตอะ วิ่งเล่นอย่างตื่นเต้นในทุ่งนา ไล่ตามเกล็ดหิมะบางเบาที่น่าสงสารนั้น กอบโกยพวกมันรวมกันแล้วปั้นเป็นก้อนหิมะเล็กๆ เพียงเท่านั้นก็สามารถเป็นที่หนึ่งในหมู่เด็กๆ ได้แล้ว
บาดแผลบนมือของต้าหลางหายดีเป็นปกติแล้ว หลิวเฝยเองก็หายดีแล้วเช่นกัน หีบหนังสือชุดที่สองที่ห้างการค้าฟู่หลงต้องการก็ส่งถึงแล้ว เด็กหนุ่มผู้นี้จึงนำเด็กๆ ในบ้านเหล่านี้ไปตั้งตนเป็นใหญ่ในลานหิมะ
เมื่อเล่นซนกันจนถึงพลบค่ำใกล้เวลาอาหารเย็นจึงรีบพากันมาที่บ้านฉินเหยาพร้อมกับต้าหลาง จินฮวา และคนอื่นๆ เพื่อร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร
ในวันอากาศหนาวเหน็บ ชาวบ้านนั่งอยู่ด้านนอกบ้านก็ไม่รู้สึกหนาว ใต้โต๊ะทุกตัวมีอ่างไฟลุกโชน ทั้งไออุ่นจากผู้คนและไออุ่นจากไฟก็มีเพียงพอ เพียงพริบตาความชื้นจากห้องหนังสือใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่กี่วันก็สลายหายไปจนหมด
ผู้ที่สุขใจที่สุดในบ้านย่อมหนีไม่พ้นหลิวจี้ เมื่อห้องหนังสือสร้างเสร็จ เขาก็รีบย้ายข้าวของทั้งหมดของตนเองเข้าไปไว้ในนั้น
ห้องเล็กเดิมถูกทุบออกไปครึ่งหนึ่ง ด้านหนึ่งเหลือไว้ทำเป็นห้องข้างเล็กๆ อีกด้านหนึ่งกลายเป็นทางเดิน เชื่อมเรือนส่วนหน้ากับเรือนหลังเข้าด้วยกัน
นางเหอที่มาช่วยทำอาหารกล่าวอย่างชื่นชม “ดูไปแล้วก็คล้ายกับเรือนสองประสานเลยนะนี่”
แล้วหันไปหาหลิวไป่ที่กำลังยุ่งอยู่กับการยกอาหาร พยักพเยิดไปยังทิศทางเรือนเก่าแล้วเอ่ยว่า “คราหน้าบ้านพวกเราก็ทำทางเดินเช่นนี้บ้างเถิด ถึงเวลานั้นพอปิดประตู ท่านพ่อท่านแม่อยู่เรือนส่วนหน้า พวกเราอยู่เรือนส่วนหลัง เด็กๆ ก็จะได้ไม่ส่งเสียงรบกวนท่านผู้เฒ่า ท่านว่าดีหรือไม่”
ชาวบ้านเร่งให้รีบยกอาหารออกมา มิฉะนั้นจะเย็นเสียหมด หลิวไป่ยุ่งจนหัวหมุน ไม่ว่านางจะพูดอะไร อย่างไรก็รับปากไปก่อน เขายิ้มเหอะๆ แล้วเอ่ยว่า “ได้ๆๆ ฟังเจ้าทั้งหมด เจ้าอยากทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น”
ฉวยโอกาสที่บุรุษผู้นั้นยกอาหารแล้วกำลังจะเดินจากไปอีกครั้ง แอบยัดเนื้อชิ้นหนึ่งเข้าปากเขา
หลิวไป่ทั้งตกใจทั้งอาย รีบมองไปรอบๆ เห็นคนมองมาแล้วยิ้มให้ตนอย่างมีความนัย ใบหน้าก็พลันแดงก่ำ เอ็ดว่า “เจ้าทำอะไรน่ะ!”
นางเหอไหนเลยจะกลัวคนอื่นมอง ภรรยาป้อนอาหารให้สามีตนเองมันแปลกตรงไหน!
“พี่สะใภ้ใหญ่ ให้ข้าบ้างชิ้นหนึ่งสิ?” หลิวจี้โผล่ออกมาจากที่ใดมิทราบกล่าวหยอกล้อ
นางเหอพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าเป็นเด็กหรือไร ถึงต้องให้เจ้าชิ้นหนึ่งด้วย!”
หลิวจี้หัวเราะฮ่าๆ หลบตะหลิวที่นางเหอจะฟาดมาพลางรีบก้มลงดูเสื้อตัวใหม่ของตน
แม้ว่าคราวก่อนที่ฉินเหยากลับมาจากเมืองหลวงของมณฑลจะไม่ได้ซื้อของขวัญมาให้เขา แต่ผ้าที่ซื้อกลับมาก็ยังมีส่วนของเขาอยู่ ฝีมือของนางชิวนั้นช่างดีเลิศจริงๆ เสื้อใหม่สีฟ้าครามตัวนี้เขาเพิ่งจะสวมวันนี้เอง หากถูกคราบน้ำมันบนตะหลิวกระเด็นใส่ก็คงจะไม่สวยงามแล้ว
เขาไม่กล้าพูดจาเล่นลิ้นอีก เมื่อนึกถึงท่านอาจารย์ที่ยังคงผิงไฟอยู่ในห้องหนังสือ หลิวจี้จึงอ้อนวอนว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ ขอถั่วลิสงให้ข้าเพิ่มอีกหน่อยเถิด ท่านอาจารย์อยากกิน”
นางเหอเดิมทีตั้งใจจะด่าเขา แต่พอได้ยินว่าเป็นท่านอาจารย์ชราซึ่งก็คือท่านมหาบัณฑิตอยากกินก็รีบยิ้มรับปากทันที “เจ้ากลับไปรอเถิด ข้าจะผัดแยกให้เจ้ากระทะเล็กๆ เดี๋ยวนี้เลย ผัดเสร็จจะนำไปส่งให้พวกเจ้าด้วยตนเอง”
“ขอบคุณพี่สะใภ้ใหญ่!” ปากของหลิวจี้นี้ยังคงหวานอยู่ นางเหอพอถูกเขากล่าวขอบคุณ อารมณ์ขุ่นมัวก็หายไปในทันที
กลับกันที่หน้าประตูห้องโถง เมื่อฉินเหยาเห็นหลิวเฝยพาเด็กๆ ที่เปียกโชกหกคนกลับมา คนที่เด็กที่สุดในกลุ่มนั้นทั้งจามทั้งยังประคองก้อนหิมะก้อนหนึ่งมายื่นให้นางราวกับจะมอบของล้ำค่า นางก็แทบอดใจไม่ไหวอยากจะตีก้นพวกเขาสักป้าบ
“รีบกลับเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกออกเสีย โดยเฉพาะเจ้า หลิวผิงหลิง อย่าคิดว่าหน้าตาน่ารักแล้วข้าจะไม่ว่าเจ้านะ รีบทิ้งหิมะไป เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วมาที่ห้องครัวดื่มน้ำขิง!”
ฉินเหยากล่าวพลาง เห็นเด็กคนอื่นๆ ก็กำลังสูดน้ำมูกอยู่จึงรีบเสริมอีกประโยคหนึ่ง “ทุกคนมาที่ห้องครัวให้หมด ดื่มน้ำขิงคนละถ้วย!”
“แล้วก็เจ้าด้วย!” ฉินเหยาชี้ไปยังหลิวเฝยที่อยู่แต่ไกล โตป่านนี้แล้ว เล่นอะไรยังไม่รู้จักหนักเบา
นี่มิใช่ยุคปัจจุบันที่การแพทย์เจริญก้าวหน้า หากหนาวจนเป็นอะไรไป นั่นมันถึงตายได้จริงๆ เลยนะ
ซื่อเหนียงรีบทิ้งก้อนหิมะแล้วจูงจินฮวาเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องด้วยกัน ส่วนจินเป่าก็ติดตามเอ้อร์หลางกับซานหลางไป เรือนเก่าอยู่ไกลเกินไปจึงต้องยืมเสื้อผ้าของพี่น้องใส่ไปก่อนชั่วคราว
ต้าหลางมองฉินเหยาเดินไปยังห้องครัวแล้วสั่งให้อาวั่งต้มน้ำขิงให้พวกเขาก็รีบวิ่งจู๊ดผ่านทางเดินมาถึงหน้าประตูห้องหนังสือที่เพิ่งสร้างใหม่ เห็นฉีเซียนกวนที่ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อยนั่งคุยอยู่กับกงเหลียงเหลียว ผู้ใหญ่บ้าน และคนอื่นๆ ในห้องก็จุปากส่งเสียงเรียกจนดึงดูดความสนใจของเขาได้สำเร็จ
ฉีเซียนกวนหาข้ออ้างออกจากห้องหนังสือมาตรงหน้าต้าหลางแล้วเอ่ยถามอย่างสงสัย “ทำอะไรหรือ พวกเจ้าไปเล่นที่ไหนกันมาน่ะ”
หากมิใช่เพราะสองสามวันนี้เขารู้สึกไม่ค่อยสบายอยู่บ้าง คงจะออกไปวิ่งเล่นในทุ่งนากับพวกต้าหลางแล้ว
น่าเสียดาย สือโถวจับตามองใกล้ชิดเกินไปจึงต้องล้มเลิกความคิด
ก่อนหน้านี้ยังพูดอยู่ว่าจะไปยิงนกที่ตีนเขากับต้าหลาง บัดนี้ดูท่าจะหมดหวังเสียแล้ว
หิมะตกแล้ว แม้จะเป็นหิมะบางเบา แต่ก็อย่าหวังว่าจะได้เข้าไปในภูเขาอีก ไม่ต้องพูดถึงว่าสือโถวและคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วย แม้แต่ทางต้าหลาง ฉินเหยาเองก็คงไม่ยอม
ต้าหลางยิ้มอย่างมีลับลมคมนัยให้ฉีเซียนกวน ให้เขายื่นมือออกมา ทั้งสองใช้แขนเสื้อกว้างบังไว้ แอบส่งมอบก้อนหิมะก้อนหนึ่งกันอย่างลับๆ
ฝ่ามือเย็นเฉียบขึ้นมาทันใด ฉีเซียนกวนเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ ก้มลงมองดูก็เห็นเป็นก้อนหิมะที่ถูกปั้นจนแน่นก้อนหนึ่ง เขาอดหัวเราะออกมาไม่ได้
เงยหน้าคิดจะถามต้าหลางว่าไปเอามาจากไหน คนก็วิ่งหนีไปเสียแล้ว เพียงหันกลับมาชี้นิ้วไปทางทิศตะวันออก เป็นการบอกว่าตนไปเก็บรวบรวมมาจากทุ่งนาทางทิศตะวันออก
หิมะบางเบาเพียงนั้น พอหิมะหยุดตกไม่นานก็จะละลายกลายเป็นน้ำหมดสิ้น ยังสามารถหาก้อนหิมะเช่นนี้มาได้ นับว่ายากยิ่งนัก
ฉีเซียนกวนยื่นมือไปจิ้มก้อนหิมะดู มันนุ่มนิ่ม บนก้อนหิมะพลันปรากฏรอยบุ๋มขึ้นมาทันที เขารีบปั้นให้ดีแล้วเรียกเด็กรับใช้ข้างกายมา สั่งให้เขาประคองมันและนำไปส่งยังเรือนปทุมอย่างระมัดระวัง เอาไปวางไว้ใต้ขอบหน้าต่างห้องนอนของตน บางทีอาจจะยังคงอยู่ได้จนพ้นคืนนี้
‘ความลับ’ ของเด็กหนุ่มทั้งสองคนนั้น ฉินเหยาเห็นอยู่ในสายตา ทั้งรู้สึกจนใจทั้งขบขันเ เมื่อน้ำขิงต้มเสร็จแล้วก็จับกรอกปากทุกคนรวมทั้งหลิวเฝยด้วยคนละถ้วยจึงค่อยปล่อยให้พวกเขานั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร
ทั้งในบ้านและนอกบ้านตั้งโต๊ะรวมทั้งสิ้นแปดโต๊ะ ชาวบ้านแบ่งกันกินเป็นสองรอบ ในห้องหนังสือตั้งโต๊ะแยกไว้อีกหนึ่งตัวสำหรับแขกผู้สูงศักดิ์
หลิวจี้รับผิดชอบดูแลแขก ฉินเหยาก็รับผิดชอบดูแลภาพรวมทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีเหล่าสะใภ้จากเรือนเก่าคอยช่วยเหลือ งานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ครั้งนี้จึงผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น
หลังจากนั้นอีกหลายวันติดต่อกัน ชาวบ้านในหมู่บ้านก็ทยอยกันจัดงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ ชาวบ้านส่วนใหญ่ในหมู่บ้านต่างก็ซ่อมแซมหรือสร้างบ้านใหม่กัน สองสามีภรรยาฉินเหยาพาลูกๆ ไปกินเลี้ยงตามบ้านต่างๆ จนอ้วนขึ้นกันถ้วนหน้า
หากเป็นเมื่อหนึ่งปีก่อน ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวคงไม่กล้าคิดฝัน ยังมีเรื่องที่กินเลี้ยงจนอ้วนขึ้นด้วยหรือ
ครอบครัวของช่างไม้หลิวนั้นจัดงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่อย่างครึกครื้นในปลายเดือนสิบเอ็ด
บ้านใหม่สร้างอยู่บนเชิงเขาตรงข้ามกับโรงงานเครื่องเขียนซึ่งก็คือบนที่ตั้งของบ้านเก่าร้างที่ฉินเหยาเคยแนะนำอย่างแข็งขันในตอนแรกนั่นเอง
คณะของชายใบ้มีประสบการณ์จากการสร้างเรือนปทุมแล้ว ประกอบกับความคิดสร้างสรรค์อันหลากหลายของช่างไม้หลิวเอง บ้านใหม่ของเขาในสายตาของฉินเหยาจึงดูคล้ายกับสถาปัตยกรรมเรือนพักสไตล์จีนโบราณที่คนยุคปัจจุบันตั้งใจสร้างขึ้นมาเป็นอย่างมาก