ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 365 แช่เท้า
ตอนที่ 365 แช่เท้า
น้ำที่บ้านช่างไม้หลิวต่อมาจากบนเขา ปริมาณน้ำไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอสำหรับดื่ม ส่วนน้ำใช้ในชีวิตประจำวันยังสามารถไปตักจากริมแม่น้ำใกล้ๆ ได้ สะดวกสบายยิ่งนัก
รอบนอกของตัวเรือนหลัก เขาได้สร้างระเบียงกลางแจ้งขึ้น คล้ายกับลานชมทิวทัศน์หน้าประตูใหญ่ของเรือนปทุม เพียงแต่มีการสร้างเพิงมุงหญ้าคา ด้านในยังสร้างเตาไฟ ตั้งโต๊ะเก้าอี้ยาวและปูพื้นด้วยแผ่นไม้
บ้านช่างไม้หลิวบัดนี้มีเงินแล้ว ทั้งยังเปลี่ยนเครื่องเรือนภายในบ้านใหม่ทั้งหมด ในพริบตาจึงแซงหน้าลานบ้านของหลิวต้าฝูกลายเป็นเรือนที่ดูหรูหราที่สุดในหมู่บ้าน
ในวันขึ้นบ้านใหม่ ช่างไม้หลิวตั้งใจคั่วเมล็ดแตง ต้มชา ทั้งยังก่อเตาถ่านในเพิงมุงหญ้าคา จัดเตรียมผ้าห่ม เชิญสองสามีภรรยาฉินเหยาและศิษย์อาจารย์กงเหลียงเหลียวกับฉีเซียนกวนมาชมหิมะจิบชาด้วยกัน
“เหยาเหนียง เจ้าดูนี่เป็นอย่างไรบ้าง” เมื่องานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่สิ้นสุดลง ช่างไม้หลิวจงใจดึงฉินเหยาไปข้างหนึ่งเพื่อสอบถามความเห็นของนาง
ฉินเหยาไม่คาดคิดว่าสิ่งที่ตนเพียงเอ่ยขึ้นลอยๆ ช่างไม้หลิวกลับสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ทั้งหมด ในใจรู้สึกทึ่งอย่างยิ่ง
แต่เมื่อพูดถึงเพิงน้ำชานี้ นางมีข้อเสนอแนะจริงๆ
“อากาศเย็นแล้ว ถึงแม้จะจุดอ่างไฟและคลุมผ้าห่มบางๆ แต่หากนั่งนานๆก็ยังคงทนไม่ไหวอยู่บ้าง ข้าเห็นบ้านท่านยังมีฟางข้าวอยู่ไม่น้อย พวกท่านสานม่านฟางขึ้นมาแขวนไว้รอบๆ เพื่อบังลมเถิด”
หากมีคนที่ไม่กลัวหนาวก็เพียงม้วนเสื่อฟางขึ้นก็สามารถมองเห็นทิวทัศน์ไกลๆ ได้
เมื่อกล่าวถึงข้อด้อยแล้ว ที่เหลือก็ล้วนเป็นข้อดีทั้งสิ้น “ชาต้มได้ไม่เลว แต่คุณภาพสามารถเตรียมไว้หลายระดับหน่อยเพื่อให้แขกมีตัวเลือกมากขึ้น อีกอย่างคือ เมล็ดแตงบ้านท่านหอมมาก ทิวทัศน์ตรงจุดนี้ก็ยอดเยี่ยม ข้าว่าใช้ได้ทีเดียว”
แต่ว่าลานบ้านของยายหวังมีลูกค้าประจำอยู่แล้ว หากบ้านช่างไม้หลิวต้องการดึงดูดลูกค้าก็ยังต้องมีลูกเล่นมากกว่านี้หน่อยจึงจะดี มิฉะนั้นก็จะยังขาดเอกลักษณ์บางอย่างไป
ภรรยาช่างไม้หลิวกล่าวว่า “บ้านข้ามีห้องพักแขก ผู้จัดการใหญ่ฉิน ท่านช่วยดูหน่อยได้หรือไม่ว่าใช้ได้หรือไม่”
ฉินเหยาพยักหน้าแล้วเดินตามสองสามีภรรยาไปยังห้องพักแขกที่พวกเขาเตรียมไว้
ห้องหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีหน้าต่าง ทั้งยังปูพื้นไม้ เครื่องเรือนที่ตกแต่งภายในห้องยังเป็นแบบที่ช่างไม้หลิวไปลอกเลียนมาจากโรงเตี๊ยมในอำเภอ
แต่โดยรวมแล้วฉินเหยาก็ยังรู้สึกว่ามันโล่งเกินไป ไม่มีสิ่งน่าสนใจ
“ถ้าอย่างไรเพิ่มภาพอักษรและภาพวาดเข้าไปดีหรือไม่ ทางโรงน้ำชาก็สามารถเตรียมพู่กัน หมึก กระดาษและแท่นฝนหมึกไว้ ให้แขกที่นี่ทิ้งบทกวีหรือความรู้สึกของพวกเขาไว้ เลือกบทที่ดีๆ มาทำเป็นแผ่นป้ายไม้แขวนไว้ให้บัณฑิตท่านอื่นชื่นชม น่าจะน่าสนใจมากทีเดียว”
เท่าที่นางรู้ การประชันบทกวีก็เป็นกิจกรรมที่เหล่าบัณฑิตชื่นชอบมากเช่นกัน เช่นนั้นก็ใช้บทกวีเป็นหัวข้อหลักอันเป็นเอกลักษณ์ในการดำเนินกิจการของบ้านช่างไม้หลิวเสียเลยดีกว่า
พอฉินเหยาเสนอความคิดนี้ขึ้น ช่างไม้หลิวก็ตบมือชมว่ายอดเยี่ยมทันที “ดีเลย เช่นนั้นก็ใช้อันนี้แหละ!”
ภรรยาช่างไม้หลิวกล่าวอย่างเขินอายเล็กน้อย “ผู้จัดการใหญ่ฉิน จะขอให้แขกของบ้านท่านแต่งกลอนสักบทให้พวกเรานำไปแขวนไว้นอกโรงน้ำชาได้หรือไม่เจ้าคะ”
เกรงจะรู้สึกว่าเป็นการล่วงเกิน ไม่รอให้ฉินเหยาตอบก็รีบโบกมือกล่าวว่าหากไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร
ฉินเหยายิ้มบางๆ มองไปยังสองสามีภรรยาช่างไม้หลิวอย่างให้กำลังใจ “ข้าแนะนำให้พวกท่านไปหาท่านอาจารย์ด้วยตนเอง ให้ท่านเป็นผู้ตัดสินใจเองเถิด”
“บัณฑิตเหล่านั้นยังไม่ได้เข้าประตูมาเลย พวกเราจะไหวหรือ” ช่างไม้หลิวถามอย่างประหม่า
ฉินเหยาชี้แนะว่า “อย่างแรกคือไปคารวะ อย่างที่สองคือมอบของพื้นบ้านพิเศษให้ท่านอาจารย์เล็กน้อย เมื่อครู่ท่านอาจารย์เพิ่งบอกกับข้าว่าเมล็ดแตงบ้านพวกท่านอร่อยมาก”
พูดถึงขนาดนี้แล้ว หากช่างไม้หลิวยังฟังไม่เข้าใจก็คงจะทำงานในโรงงานเครื่องเขียนเสียเปล่า ในใจตื่นเต้นขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาพยายามสะกดกลั้นไว้แล้วเดินไปส่งฉินเหยาข้ามแม่น้ำ
เพื่อความสะดวก บ้านช่างไม้หลิวจึงเสียเงินสร้างสะพานขึ้นเองบนหาดริมแม่น้ำ ขณะนี้เป็นฤดูแล้ง ตอม่อสะพานซ่อมเสร็จแล้วจึงได้วางแผ่นไม้กว้างๆ ไว้ชั่วคราวเพื่อให้เดินสะดวก คาดว่าก่อนปีใหม่น่าจะสร้างเสร็จสมบูรณ์
ยังมีโรงโม่ขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านในหมู่บ้านร่วมกันลงขันสร้างขึ้น คำสั่งซื้อหีบหนังสือของโรงงานก็ทำเสร็จแล้ว บัดนี้ทุกคนต่างก็กำลังยุ่งอยู่กับโรงโม่แห่งนี้
ที่ตั้งของโรงโม่อยู่ใกล้บ้านช่างไม้หลิวที่สุด นี่ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านอิจฉากันยกใหญ่
เนื่องจากการก่อสร้างครั้งใหญ่ทั่วทั้งหมู่บ้าน สองเดือนมานี้ในหมู่บ้านจึงมีผู้อพยพจำนวนมากที่พักอาศัยอยู่ในอำเภอไคหยางเข้ามา บ้านร้างและเรือนเก่าที่ว่างเปล่าในหมู่บ้านกลายเป็นที่พักพิงชั่วคราวของพวกเขา ประกอบกับเหล่าบัณฑิตที่เดินทางมาเพราะชื่อเสียงของมหาบัณฑิต แม้จะเป็นหมู่บ้านตระกูลหลิวในยามค่ำคืนของฤดูหนาวก็ยังคงได้ยินเสียงผู้คนจอแจ
ช่างไม้หลิวส่งฉินเหยาถึงหน้าประตูโรงงานเครื่องเขียนก็ถูกนางเกลี้ยกล่อมให้กลับไป
ฉินเหยาเดินเข้าหมู่บ้านไปเพียงลำพัง บนสะพานทางกลับบ้านนางพบหลิวจี้ที่เพิ่งกลับมาจากเรือนปทุม สองสามีภรรยาสบตากัน ตลอดครึ่งค่อนเดือนที่ผ่านมาล้วนต้องออกงานสังคม ทั้งสองที่เหนื่อยล้าทางจิตใจต่างก็เงียบกันอย่างรู้ใจ เดินทางกลับบ้านพร้อมกัน
เด็กๆ เข้านอนในห้องของตนตามการจัดการของอาวั่งแล้ว พรุ่งนี้เช้ายังต้องไปสำนักศึกษาอีก หากไม่นอนแต่หัวค่ำก็ยากที่จะตื่นไหว
การตื่นเช้าไปสำนักศึกษาในฤดูหนาวนั้นช่างทรมานอย่างแท้จริง หากไม่ใช่เพราะกระท่อมหลังเล็กที่ไร่ในเมืองให้เช่าไปแล้ว สี่พี่น้องก็อยากจะไปนอนที่นั่น อย่างนั้นตอนเช้าก็จะได้นอนเพิ่มอีกครึ่งชั่วยาม
แต่เด็กๆ ก็รู้ความมาก แม้ในฤดูหนาวจะง่วงงุนก็มิได้เอ่ยปากให้ท่านพ่อท่านแม่ช่วยลาหยุดเรียนให้
แน่นอนว่า ความเป็นไปได้เช่นนี้จะมีได้ก็แต่ในบ้านฉินเหยาเท่านั้น หากเป็นจินเป่า เขาไหนเลยจะกล้าให้ท่านพ่อท่านแม่ไปลาป่วยกับท่านอาจารย์ที่สำนักศึกษาให้เพราะตนอยากนอนตื่นสาย
ฉินเหยาล้างหน้าล้างตาอย่างง่ายๆ ก็เตรียมจะกลับห้องไปนอน ไม่คิดว่าหลิวจี้จะเอาอกเอาใจยกอ่างน้ำร้อนเข้ามาในห้องโถง “เมียจ๋า แช่เท้าสักหน่อยเถิด”
ฉินเหยามองเขาอย่างเคลือบแคลง “ขยันเอาใจโดยไม่มีเหตุผล ไม่ประสงค์ร้ายก็คงจะคิดขโมย”
ทว่าร่างกายกลับซื่อตรงยิ่งนัก นางรีบนั่งลงถอดรองเท้าถุงเท้า แช่เท้าที่เย็นเฉียบลงในอ่างล้างเท้าอุ่นๆ แล้วหลับตาพริ้มอย่างสบายอารมณ์
หลิวจี้ช่วยนางล้างเท้ามิใช่ครั้งหรือสองครั้งแล้ว เขานวดคลึงอย่างชำนาญ มิได้โต้แย้งคำพูดเมื่อครู่ของฉินเหยา เพียงกล่าวด้วยความกังวลเล็กน้อยว่า
“มีจดหมายมาจากเมืองหลวงของมณฑล ท่านป้าของศิษย์พี่ตัวน้อยส่งคนมาแล้ว เตรียมจะรับเขาไปฉลองปีใหม่ที่เมืองหลวงของมณฑล ดังนั้นอีกสองวันศิษย์พี่ตัวน้อยกับท่านอาจารย์ก็จะต้องกลับไปแล้ว”
เขากลัวว่าหากท่านอาจารย์ไปแล้ว ครั้งหน้าไม่รู้เมื่อใดจึงจะกลับมา หรืออาจจะไม่กลับมาเลยก็เป็นได้
ฉินเหยาช่วงนี้ยุ่งอยู่กับการไปร่วมงานเลี้ยงจนลืมคำนวณวันเวลาไปเสียสนิท
พอคำนวณดู บัดนี้พรุ่งนี้ก็จะเข้าสู่เดือนสิบสองแล้ว ผู้คนก็จะต้องเริ่มตระเตรียมการสำหรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ ก่อนปีใหม่ก็จะต้องเริ่มจัดการกันอย่างขะมักเขม้น บัญชีของแต่ละบ้านก็จะต้องรีบสะสางให้เรียบร้อยก่อนปีใหม่จึงจะสามารถฉลองปีใหม่ได้อย่างสบายใจ
“เจ้าได้ถามท่านอาจารย์หรือไม่ว่าท่านวางแผนไว้อย่างไร” ฉินเหยาหรี่ตาถามขณะกำลังเพลิดเพลิน
หลิวจี้พยักหน้ารับ “ถามแล้ว ท่านอาจารย์บอกว่าหลังปีใหม่หากไม่มีธุระอื่นใดก็จะมาพักอยู่ระยะสั้นๆ ทั้งยังมอบหมายบทเรียนให้ข้ามากมาย บอกว่าปีหน้าเขาจะกลับมาตรวจ”
แต่ว่า!
เพราะปีหน้าฉีเซียนกวนจะต้องตั้งใจเตรียมตัวสอบ เกรงว่าท่านป้าฉีจะให้พวกเขาอยู่ที่เมืองหลวงของมณฑลต่อ
ดังนั้นกงเหลียงเหลียวจึงพูดแล้วไม่นับ ตระกูลฉีต่างหากที่พูดแล้วถึงจะนับได้
มีทั้งท่านป้าแท้ๆ และท่านอาเขยแท้ๆ ของตนอยู่ ทั้งที่บ้านบรรพบุรุษก็ยังมีญาติในตระกูลอีกมากมาย ฉีเซียนกวนย่อมไม่สะดวกที่จะละเลยป้าของตนเองแล้วมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ บนเขานี้ตลอดไป
แม้ว่าตัวเขาเองก็ไม่อยากจากไป แต่ท้ายที่สุดเขาก็ยังเป็นเด็กอายุเพียงสิบขวบ ย่อมมีหลายสิ่งที่ตนเองควบคุมไม่ได้
ฉินเหยามิได้ใส่ใจปัญหานี้มากนัก หากภูเขาไม่มาหา พวกเราก็ไปหาภูเขาเสียก็สิ้นเรื่อง
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ “เกี่ยวกับการสอบระดับฝู่ซื่อปีหน้าของเจ้า ท่านอาจารย์ได้พูดอะไรบ้างหรือไม่”
เรื่องนี้หลิวจี้ค่อนข้างมั่นใจอยู่บ้าง “ท่านอาจารย์บอกว่าท่านรู้จักใต้เท้าข้าหลวงกรมศึกษาที่ตรวจข้อสอบการสอบระดับฝู่ซื่อเหล่านั้นดี ทั้งยังบอกข้าว่าผู้คุมสอบจะชื่นชอบบทความลักษณะใด ข้าฝึกฝนตามนั้น การสอบระดับฝู่ซื่อปีหน้าไม่น่าจะมีปัญหา”
อีกทั้งศิษย์พี่ตัวน้อยก็มิได้ตระหนี่ที่จะบอกเคล็ดลับการสอบมากมายแก่เขา ดังนั้นแล้วหลิวจี้เองก็ค่อนข้างมั่นใจ