ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 389 อย่าตั้งมาตรฐานกับตนเองสูงเกินไป
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 389 อย่าตั้งมาตรฐานกับตนเองสูงเกินไป
ตอนที่ 389 อย่าตั้งมาตรฐานกับตนเองสูงเกินไป
เมื่อเห็นสีหน้าของหลิวจ้งไม่ดี อวิ๋นเหนียงก็ยิ้มแล้วพูดว่า
“ข้าไม่ได้มีเจตนาจะตำหนิพี่รอง เพียงแต่เมื่อเจอปัญหาก็จำเป็นต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อชี้แจงความจริงให้กับทุกคน”
“หากครั้งหน้าพวกท่านพบว่าสีที่หน่วยลงสีของเราทาได้ไม่ดีก็สามารถตั้งข้อสงสัยได้เลย พวกเราจะร่วมกันสืบหาความจริง ค้นหาปัญหาและแก้ไขปัญหา”
“พวกเราทุกคนต่างก็ทำเพื่อโรงงานเครื่องเขียน ไม่ว่าใครก็ล้วนไม่อยากให้มีของเสียส่งไปถึงมือลูกค้าจนทำลายชื่อเสียงของโรงงานใช่หรือไม่”
หลิวจ้งจึงไม่พูดอะไรอีก พวกเขาทุกคนต่างก็ทำเพื่อผลประโยชน์ของโรงงาน ในเมื่อทุกคนมีความเห็นตรงกันเช่นนี้ก็เอาตามนั้นเถิด
“เอาล่ะ ตรวจสอบเรียบร้อยแล้วเจ้ากับข้าก็สบายใจแล้ว ข้าไปทำงานก่อนนะ ยังต้องไปซื้อของขวัญปีใหม่ให้พวกเจ้าอีก ยุ่งจะตายชัก” หลิวจ้งถอนหายใจอย่างจนใจ
งานของเขานั้น เวลาว่างก็ว่างเกือบตาย เวลายุ่งก็ยุ่งจนหัวปั่น!
โดยเฉพาะช่วงปลายปี ผู้จัดการใหญ่ฉินบอกว่าจะมอบของขวัญปีใหม่แก่เหล่าคนงาน งบประมาณคนละหนึ่งร้อยเหวิน ให้เขาคิดเองว่าจะจัดสรรอย่างไร
ตามความคิดเขาให้อั่งเปาใหญ่ๆ ไปคนละหนึ่งซอง ในซองก็ใส่เงินหนึ่งร้อยเหวินนั้น น่าจะไม่มีใครไม่ชอบหรอก
ทว่าทำเช่นนี้เหมือนจะดูไม่ใส่ใจเกินไป คนงานคือรากฐานของโรงงานเครื่องเขียน จะละเลยใครก็ละเลยพวกเขาไม่ได้ หากเกิดการอู้งานขึ้นมา คนเป็นผู้จัดการคงมีเรื่องให้ปวดหัวแน่
แม้ว่าคนในหมู่บ้านแถวนี้จะอยากมาทำงานที่โรงงาน คนงานเองก็มีอยู่มากมาย คนที่ไม่เชื่อฟังก็สามารถไล่ออกไปได้เลย
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะรับใครมามั่วๆ ก็ได้ คนงานที่ทำงานจนชำนาญแล้ว ย่อมมีค่ามากกว่าคนใหม่แน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้นปีนี้ก็จะสิ้นสุดลงแล้ว ทุกคนย่อมหวังว่าจะมีการปิดท้ายปีอย่างสมบูรณ์
“เอ๊ะ” หลิวจ้งร้องอย่างประหลาดใจ “ผู้จัดการใหญ่ฉิน ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
เมื่ออวิ๋นเหนียงและหลิวฉีในคลังสินค้าได้ยินเสียงร้องนี้ก็รีบเดินออกมา
พอเห็นฉินเหยาและหยางฟาง อวิ๋นเหนียงก็รู้ทันทีว่าฉินเหยามาหาตนเองจึงเดินเข้าไปถามว่า
“ผู้จัดการใหญ่ฉิน ท่านมาหาข้าหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้าให้อีกสองคนแล้วเรียกอวิ๋นเหนียงไปยังห้องทำงานของตนเอง
หยางฟางกลับไปที่หน่วยลงสีก่อน อวิ๋นเหนียงกำชับให้นางเรียกคนสองคนไปที่โกดังเพื่อขนสี ให้พวกเขาจุดไฟอุ่นสีในลานบ้านให้ส่วนที่แข็งตัวละลายก่อนแล้วค่อยทาก็จะทาได้ง่ายขึ้นมาก
แต่ถึงแม้หยางฟางจะบอกว่าตนเองจดจำได้หมดแล้ว อวิ๋นเหนียงก็ยังคงไม่วางใจนัก ยังคงนั่งไม่ติดที่อยู่ในห้องของฉินเหยา เอาแต่คอยชะเง้อออกไปข้างนอกเป็นระยะๆ กลัวว่าพวกหยางฟางจะควบคุมไฟได้ไม่ดีจนทำให้สีเสียหาย
ฉินเหยามองดูท่าทางร้อนรนของนางก็รู้ว่านางอยากจะไปช่วยคนงานจึงเอ่ยสั้นๆ ว่า
“ข้าอยากให้เจ้ามารับตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ต่อจากช่างไม้หลิว เจ้าลองกลับไปพิจารณาดู ก่อนสิ้นเดือนในการประชุมสิ้นปีค่อยมาบอกผลลัพธ์กับข้าก็ได้ ไปเถอะ”
ฉินเหยาเปิดประตู ให้นางรีบไปทำงานที่นางอยากจะทำ เพียงอย่าลืมให้คำตอบนางก็พอ
อวิ๋นเหนียงไม่ขยับ
นางตะลึงงันไปแล้ว
“ผู้จัดการใหญ่ฉิน เมื่อครู่ท่านพูดว่าจะให้ข้ามาเป็นผู้จัดการทั่วไปหรือ” เสียงของอวิ๋นเหนียงสั่นเล็กน้อย
ฉินเหยาถามกลับอย่างหยั่งเชิง “หรือว่าเจ้าไม่อยากเป็น ค่าจ้างของผู้จัดการทั่วไปทุกเดือนคือหนึ่งตำลึง บวกกับค่าเบี้ยเลี้ยงเทศกาลอื่นๆ และเงินปันผลปีละสองครั้งเลยนะ”
“ไม่ใช่ นี่ นี่…” นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องว่านางอยากจะเป็นหรือไม่!
หัวใจของอวิ๋นเหนียงเต้นเร็วขึ้น ถามอย่างสงสัยว่า “ข้าจะไหวหรือ ข้าเป็นเพียงสตรีคนหนึ่ง ข้ากลัวว่าจะดูแลคนงานมากมายขนาดนั้นไม่ได้ ข้าไม่มีความกร้าวแกร่งเหมือนผู้จัดการใหญ่ฉิน ข้ายังทะเลาะสู้พวกเขาไม่ได้ หากพวกเขาไม่ยอมรับข้าจะทำอย่างไร”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ดูเหมือนว่านางจะค้นพบจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งบนตัวของอวิ๋นเหนียงแล้ว นั่นก็คือนางมีความตระหนักรู้ในตนเองอย่างยิ่ง
“ไม่ง่ายเช่นนั้นจริงๆ ดังนั้นข้าจึงอยากให้เจ้ากลับไปลองพิจารณาให้ดี แต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องบอกเจ้า”
ฉินเหยาพิงกรอบประตูอย่างเกียจคร้าน “หากคำพูดเมื่อครู่ของข้าพูดกับผู้จัดการคนอื่นๆ ในโรงงาน พวกเขาจะต้องตอบรับตำแหน่งนี้ด้วยความมั่นใจในทันทีแน่นอน”
“เจ้าเดาสิว่าทำไม”
อวิ๋นเหนียงส่ายหน้า “ทำไมหรือ แม้ว่าผู้จัดการคนอื่นๆ จะทำได้ดี แต่ข้าก็ไม่คิดว่าพวกเขาเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการทั่วไป ที่นี่คือโรงงานไม้ พวกเขาไม่เข้าใจเกี่ยวกับหีบหนังสือและกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนของโรงงานเราเลย หากจะหาคนจากทั้งโรงงานที่สามารถสร้างหีบหนังสือขึ้นมาได้ด้วยตัวเองเพียงคนเดียว นอกจากข้าก็ไม่มีใครอีกแล้ว”
ประโยคหลังนี้ อวิ๋นเหนียงพูดอย่างมั่นใจ ในเรื่องของงานไม้ นางรู้สึกว่าตนเองเชี่ยวชาญกว่าผู้จัดการคนอื่นๆ ในโรงงานมากนัก
ดังนั้น นางยังคงไม่เข้าใจ “ทำไมพวกเขาถึงจะรับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปในทันทีหรือ”
มุมปากของฉินเหยาโค้งขึ้นเล็กน้อย “เพราะพวกเขาเคยชินแล้วอย่างไรเล่า”
อวิ๋นเหนียงรู้สึกว่ารอยยิ้มของฉินเหยานั้นดูแปลกประหลาดมาก มันแฝงไปด้วยความเย้ยหยันและดูแคลนราวกับแย้มยิ้มเพียงริมฝีปากแต่ส่งไปไม่ถึงแววตา
“อวิ๋นเหนียง” ฉินเหยามองนางแล้วยิ้มอย่างผ่อนคลาย “สตรีอย่างพวกเรา อย่าตั้งมาตรฐานกับตนเองสูงเกินไปนักเลย”
“ไปเถอะ ข้าดูแล้วเหมือนพวกหยางฟางจะคุมไฟไม่ค่อยได้ อย่าให้ถึงขั้นทำสีเสียจริงๆ เลย”
ฉินเหยาตบไหล่ของนางเบาๆ แล้วดันหลังนางไปข้างหน้า อวิ๋นเหนียงเซไปก้าวหนึ่งแล้วก้าวออกไปนอกประตู
ในลานด้านหน้า หยางฟางและช่างฝีมือหญิงทั้งหลายต่างก็ทำอะไรไม่ถูก ทุกคนดูสับสนวุ่นวายไปหมด อวิ๋นเหนียงไม่คิดอะไรอีก นางรีบวิ่งเข้าไป “ดึงฟืนออกมาสักสองสามท่อนก่อน ไฟนี่แรงเกินไปแล้ว ข้าไม่ได้บอกให้พวกเจ้าใช้ถ่านหรือ…”
ในโรงงานมีไม้อยู่เต็มไปหมดกลับมาก่อไฟด้วยฟืนนอกห้องผลิตงาน ช่างโง่เง่าเสียจนทำให้นางโกรธจะตายแล้ว!
เมื่อได้รับคำแนะนำจากอวิ๋นเหนียง ช่างฝีมือหญิงทั้งหลายก็เริ่มมีระเบียบมากขึ้น แม้แต่คนที่อายุมากกว่าก็ยังเชื่อฟังคำพูดของอวิ๋นเหนียง เพราะอวิ๋นเหนียงรู้เรื่องเหล่านี้ดีกว่าพวกนาง
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาไว้วางใจจากคนงานที่มองมายังตนเอง การกระทำของอวิ๋นเหนียงก็ยิ่งดูสุขุมขึ้น
นางพลันรู้สึกว่า ตนเองก็ใช่ว่าจะไม่สามารถเป็นผู้จัดการทั่วไปที่ดีได้
ทว่าปัญหาที่นางกังวลนั้นยังคงต้องคิดหามาตรการรับมืออย่างจริงจัง ดังนั้น ขอให้นางได้คิดอีกสักหน่อยเถิด
เมื่อไม่มีช่างไม้หลิวและผู้จัดการทั่วไปคนใหม่ก็ยังไม่ได้รับการแต่งตั้ง เรื่องราวใหญ่เล็กในโรงงานจึงตกเป็นหน้าที่ของฉินเหยาเพียงคนเดียวชั่วคราว
การจัดการของนางมักจะหยาบกระด้างและเรียบง่าย ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้ พวกเจ้าจะทำอะไรก็ได้ ใครมีหน้าที่ใดก็จัดการกันเอาเอง หากมีปัญหาก็แก้กันไปเอง แก้ไม่ได้ค่อยว่ากันทีหลัง อย่าทำให้ตัวนางต้องเหนื่อย
ในเวลาเพียงหนึ่งวัน ฉินเหยาก็จัดการเรื่องการถอนหุ้นของช่างไม้หลิว หาตัวสำรองและรับมอบงานในโรงงานเรียบร้อย
ฟ้าเริ่มมืดลง คนงานที่เข้าเรียนในชั้นเรียนสอนหนังสือต่างก็พากันกลับไปกันหมดแล้ว หลิวจี้จึงมาเรียกนางให้กลับบ้านด้วยกัน
เมื่อนึกว่าคืนนี้ยังต้องเลี้ยงอาหารทุกคนจากเรือนเก่า ฉินเหยาจึงค่อยวางงานในมือลงแล้วลุกขึ้น
อากาศหนาวเหน็บ สำนักศึกษาตระกูลติงปิดภาคเรียนแล้ว อาวั่งไม่ต้องรับส่งเด็กๆ ไปสำนักศึกษา อาหารเย็นคืนนี้เขาจึงเป็นคนเตรียม
ทว่านางชิวก็ยังคงแบกต้าเหมามาช่วยงานตั้งแต่ยังไม่ค่ำ
ส่วนจินฮวานั้นไม่ต้องเรียกเลย นางกับจินเป่ามาถึงเรือนอาสะใภ้สามตั้งแต่เช้าเพื่อหาพวกต้าหลางสี่พี่น้อง หลังได้ถังหูลู่กันไปคนละไม้ก็พากันไปเล่นหลังกองฟางแล้ว
ส่วนนางเหอนั้นไม่ได้มาเพราะตอนทำอาหารที่โรงอาหารของโรงงานนั้นนางเผลอเหวี่ยงตะหลิวแรงเกินไปจนเส้นเอ็นที่ไหล่เคล็ด ต้องพักมือหลายวัน
นางชิวคิดถึงฮวาเอ๋อร์อย่างยิ่ง แม้ว่านางจะตัวเล็ก แต่ก็เป็นผู้ช่วยที่ดี ตอนนี้เด็กหญิงตัวน้อยตามชายใบ้กลับบ้านไปแล้ว นางกับนางเหอจึงไม่ค่อยชินเท่าใด
นางชิวคิดว่าหรือจะให้บุตรสาวอย่างจินฮวาไปช่วยงานที่โรงอาหารสักสองวันดี ให้ทำงานจำพวกเช็ดโต๊ะ ส่งชาม กับข้าวอะไรทำนองนั้น
อย่างไรเสีย ตอนฝึกเขียนตัวอักษรนางก็ชอบอ้างว่าอากาศหนาวจนมือแข็ง เช่นนั้นก็ไปผิงไฟที่ข้างเตาเถิด!
หลังเขามีเสียงหัวเราะฮ่าๆ ของจินฮวาดังแว่วมา เด็กหญิงตัวน้อยไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย ยังคงเล่นพ่อแม่ลูกกับซื่อเหนียงอยู่ในกองฟางอยู่เลย